สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ตีแตกธรรมะสองของสภาวะและพยัญชนะ(1).docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ตีแตกธรรมะสองของสภาวะและพยัญชนะ พ่อครูว่า...เราอ่านอัมพัฏฐสูตรมาได้ถึงข้อ 161 วิชชาจรณสัมปทา [162] อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉน. พ่อครูว่า…อัมพัฏฐมานพก็คือนักศึกษา เหมือนยุคนี้ก็คือพระ มีสำนักต่างๆ ยุคพระพุทธเจ้าก็คือพราหมณ์ เรียนไตรเวท แต่ความรู้ของพุทธกับพราหมณ์ก็สลับกันไปมา จนสับสน สับสนในเรื่องพยัญชนะกับสภาวะ ผู้ที่ติดใจศึกษาแต่พยัญชนะมากๆแต่สภาวะไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยได้ปฏิบัติแล้วไปหลงพยัญชนะในยุคนี้มีเยอะ แม้แต่ผู้ที่โด่งดังที่ถูกยอมรับในประเทศก็เก่งแต่พยัญชนะ แต่ไม่เก่งสภาวะ จริงๆแล้ว สภาวะกับพยัญชนะนี่ อาตมาอธิบายธรรมะมาถึงวันนี้แล้ว สภาวะกับพยัญชนะคือ 2 ภาษาบาลีคือ เทฺว ฉะนั้นผู้ที่เรียนรู้ธรรมะโดยที่แยกเทฺว แยกสภาวะ พยัญชนะ แล้วไม่ชัดเจนว่า อะไรเมื่อไหร่ที่เป็นภาวะของสภาวะ เมื่อไหร่เป็นพยัญชนะ กำหนดไม่แม่นเหมือนนักเล่นกล เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มี เหมือนกันเลย คำว่ามายาคำนี้ เป็นผู้ที่ทำให้เกิดความรู้ เกิดความตรัสรู้ สองสภาวะนี้แหละ สูงสุด เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่สามารถตีแตกเทว ยึดเทว ตีแตกไม่ได้ผู้นั้นคือเทวนิยม แล้วเขาห้ามแตะเทวะของข้าใครอย่าแตะ ยิ่งใหญ่สุดๆแล้ว เขาก็กลายเป็นสภาพเที่ยง(นิยมะ) เทวะเที่ยง แล้วก็จริง คนก็ยึดถืออันนี้พอไปรอด คำสอนของเทวะสูงสุดเรียกว่าพระเจ้า เทวะยิ่งใหญ่สุดคือพระเจ้า ไม่ว่าจะยุคไหนก็แล้วแต่เป็นคำสอนที่ยึดถือกันมาเสร็จแล้วก็เกิดพระบุตร พระบุตรก็บอกว่า นี่เป็นคำสอนของพระบิดา แล้วก็เอามาประกาศ ห้ามแก้ไขห้ามแตะต้องห้ามเปลี่ยนแปลง เป็นหนึ่ง แล้วคำสอนของพระบิดานี้พระบิดาอยู่ไหนคือใคร มันเป็นเรื่องลึกลับเพราะเขาไม่รู้พระบิดา ความจริงนั้นคำสอนนั้น
อ่านต่อ
มันไม่ใช่ของพระเจ้าแต่เป็นของพระศาสดาองค์นั้นแหละ แต่เขาไม่รู้ตัวเอง เขาไม่รู้ว่าเขาเองนี้เป็นผู้ที่สั่งสมคำสอน สั่งสมความรู้มาจนกระทั่งมาถึงขนาดนั้น ความไม่รู้ตัวเองจึงไม่รู้ว่าคำสอนนี้เป็นของตัวเอง แต่มีปฏิภาณลึกๆว่า เป็นคำสอนยอดเยี่ยมก็จริง ก็คือความรู้ของพระศาสดาแต่ละองค์นำมาสอน เสร็จแล้วเทวนิยมก็ไม่รู้ก็เลยยึดถือ ฆ่ากันทำลายกันเพราะแตกต่างกัน แต่ของพุทธไม่มีตัวตนที่เป็นเจ้าของเทวะก็เลยไม่มีเรื่องทะเลาะแย่งชิงกรณีศาสดาทะเลาะกัน ตั้งก๊กเป็นศาสดาย่อยทะเลาะกันไม่มี แต่กระนั้นพุทธก็มีนิกาย แต่นิกายนั้น ทั้งหมดไม่มีใครไปล้มล้างพระไตรปิฎกเป็นแต่เพียงความเห็นแตกต่างกันไปแยกกันไปของแต่ละเจ้าสำนักเท่านั้นสูงสุดเรียกว่านานาสังวาส ส่วนผู้ที่โง่จัดกว่านั้นก็มีความยึดมั่นถือมั่นเกินไปก็แตกเป็นนิกาย เพราะฉะนั้นผู้ใดทำให้เกิดนิกายก็เกิดอนันตริยกรรมของแต่ละคน ผู้ใดที่ยึดถือว่าตัวเองเป็นนิกาย ก็เกิดอนันตริยกรรมของคุณไป เพราะฉะนั้นอย่าเอาคำว่านิกายมาใส่อาตมาเป็นอันขาดอาตมาไม่ยอมรับ ไม่เป็นด้วย ส่วนคุณเองจะมีความเห็นอย่างไรก็แล้วแต่อาตมาไม่เกี่ยวเมื่อจะยืนยันพระไตรปิฎกเรื่องนี้เรื่องเดียวกัน อาตมายึดถือพระไตรปิฎกเป็นพระธรรมคำสอนที่เป็นหลักฐานยืนยัน ใครไม่ยอมรับนับถือพระไตรปิฎกนี้ก็ไม่เป็นไร คุณจะไปนับถือพระไตรปิฎกและหมื่นก็แล้วแต่คุณเถอะ แต่ถ้าเล่มเดียวกันก็พยายามตกลงทำความเข้าใจกันก็ขัดแย้งกันได้แน่นอน มีความเห็นไม่ตรงกันทั้งหมดหรอก ก็แย้งกันไปสวนแย้งกันไปกันมา ต่างคนต่างออกความเห็นการวิจัยวิจารณ์กัน ปฏิกโกสนา ค้านกันอย่างแรง ค้านให้คอแตกก็เรื่องของคุณ แต่อย่าเกิดอาการอารมณ์ที่สำคัญคืออย่าไปฟ้องร้องกัน อย่าทำให้เกิดอธิกรณ์อย่าไปฟ้องร้องกันเท่านั้นเอง เอาผิดกันทางอธิกรณ์ไม่ได้ไปก้าวล่วงกันทางอธิกรณ์ไม่ได้ จะไปลงโทษกันถึงขั้นอุกโกตนาก็ไม่ได้ ลงมือลงไม้ไม่ได้ จะแย้งกันด้วยคำพูดยกเหตุผลมาข่มขี่กันแรงอย่างไรก็ได้ไม่ถึงกับต้องด่ากันอย่างหยาบคาย พระพุทธเจ้าอธิบายเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของนานาสังวาส อาตมาก็ทำตามพระพุทธเจ้า (สู่แดนธรรม..ส่วนมากเราก็ทำสองอย่าง เห็นแย้งสองอย่าง คือทิฏฐาวิกรรม) พ่อครูว่า..เรื่องของสัจธรรม หมู่ที่จะมาร่วมสังฆกรรมจะไม่เห็นแย้งกันรุนแรงหรอก ถ้าเห็นแย้งกันรุนแรงก็ไม่เข้ามาวิเคราะห์วิจัยกันหรอกต่างคนต่างแยกตัวใครตัวมันไม่มาเข้ากับหมู่ เพราะฉะนั้นก็แค่ ทิฏฐาวิกรรม ส่วนปฏิกโกสนานี้ก็ค้านแย้งอย่างจัง อาตมาก็ค้านไป คนอื่นก็ค้านมาได้อย่างแรงก็ได้ ถ้าคุณหยาบ คุณผิดก็บาปของคุณ ส่วนคุณจะตะโกนให้ดังเท่าไหร่คอจะแตกก็เป็นของคุณไม่เห็นเป็นไรคุณก็ทำไป ไม่มีปัญหา ต่างคนต่างทำตามเรื่องของมัน อัมพัฏฐะก็ศึกษาไตรเวท แย้งกันไปมาโดยมุมมองต่างกัน ยุคนี้เห็นว่าสิ่งถูกสิ่งหนึ่งไม่ถูก อีกยุคหนึ่งก็เห็นว่าสิ่งนี้ไม่ถูกสิ่งนี้ถูก ก็ตัดสินตามหลักมหาปเทส เอาองค์ประกอบที่เห็นควร อันนี้ไม่ควร ก็เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลักมีข้อห้ามหรือข้ออนุญาต สิ่งใดที่ห้ามไว้ก็ไม่ทำ อะไรอนุญาตก็ทำเท่าที่ท่านไม่ห้ามและอนุญาต แต่ถ้าไม่มีท่านอนุญาตหรือห้ามไว้เราก็เอาองค์ประกอบมาตัดสินเอง ท่านไม่ได้ห้าม แต่สิ่งนี้ไม่ควรเข้ากับสิ่งไม่ควร แต่ขัดกับสิ่งควร สิ่งนั้นก็ไม่ควร มหาปเทส 4 สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. (พระไตรฯ ล.5 ข.92) คุณก็ต้องประมวลเอาเองตัดสินเอาเองว่าอันไหนควรหรือไม่ควร รายละเอียดที่ลึกซึ้งพวกนี้ก็อยู่ที่แต่ละคนที่จะต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบความรอบรู้พิจารณาจริงๆ อาตมาก็ใช้ จริงๆแล้วทุกคนใช้โดยสามัญมีมากมีน้อยก็แล้วแต่ตามจริงของแต่ละคน พระพุทธเจ้าเอาความจริงมาตรัสเท่านั้น
อัมพัฏฐมานพก็เหมือนศิษย์เอก แล้วคะนองเกินครู โปกขรสาติพราหมณ์ก็เลยปัดด้วยเท้าให้ ที่จริงก็คือเตะเข้าให้น่ะ ที่ไปทำขายหน้าครู ใช้เท้าปัดจนล้มเลย คือเตะนั้นเอง ยุคของพระพุทธเจ้า พราหมณ์ ก็เสื่อมก็ต่ำกว่ากษัตริย์ ยุครัตนโกสินทร์ ยุคนี้กษัตริย์ดีแต่พราหมณ์ หรือพระเสื่อม กษัตริย์ มีคุณธรรมมีความรอบรู้องค์รวมสูงกว่า 630408_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 4