ปฏิจจสมุปบาท ทำใจตรงไหนให้หายโง่.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข15 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิจจสมุปบาท ทำใจตรงไหนให้หายโง่ พ่อครูว่า... พลังงานอุตุแต่บวกลบและปรุงแต่งกันเอง ปรุงแต่งกันโดยสภาพแวดล้อมภายนอกบังคับให้มันเป็นไป ไอน์สไตน์ค้นพบก็เอามาใช้ E=MC 2 เป็นพลังงานเล็กที่สุดและระเบิดแรงที่สุด ถ้าคนทำเล็กกว่านี้ได้ก็จะระเบิดแรงขึ้นอีก คนก็พยายามกัน คุณทำให้มันเล็กได้เท่านี้ก็จบแล้ว แต่พลังงานทางนามธรรมจะเป็นธาตุรู้ เพราะพลังงานทางวัตถุไม่รู้ อย่างเช่นดอกกุหลาบมันก็ปรุงแต่งตัวมันเองเท่านั้น เท่าที่จะมีธาตุปรุงแต่งเป็นตัวมัน ฟักข้าวมันก็ปรุงแต่งของมันเท่าที่ตัวมันมีพลังงานทำเอง ธาตุอื่นมันไม่เอาด้วย มันก็เอาแต่ที่ตัวเองรู้ มี ISH คือ ไอเป็นประธานของ she กับ he พอมีตัวตนเป็น self เติมเข้าไปใน ISH เป็น Selfish ก็คือเห็นแก่ตัว ตามปฏิจจสมุปบาท รู้จักสังขารวิญญาณนามรูป มีสภาพ 2 ปรุงแต่งกันเป็นวิญญาณ ก็ขยับจาก อวิชชาเป็นวิชชา วิชชารู้สังขาร คือการปรุงแต่ง รวมเรียกเต็มว่าวิญญาณ แล้วแยกวิญญาณได้เป็นนามรูป เป็นสามเส้า สังขาร วิญญาณ นามรูป ทางเทวนิยมก็อยู่อย่างนี้ มีนามรูปที่แยกไม่ออก เขาก็อยู่กับพระวิญญาณที่ยิ่งใหญ่เรียกว่าพระเจ้า ควบคุมทั้งหมด เขาก็อยู่ในกรอบของความวน กรอบสามเส้า cyclic order ไม่ออกจากกรอบนี้ จนกระทั่ง เป็นวิญญาณเขาว่าเขาเป็นเทวะที่ยิ่งใหญ่ด้วย เขาก็พอรู้แต่รู้แค่นั้นแหละ เขาไม่ได้เรียนต่อว่า เทวะ แยกเป็นนามกับรูปเป็น 2 ด้าน นามรูปนี่แหละ ถ้าใครเรียนรู้แยกต่อได้ว่านามรูปคือวิญญาณ วิญญาณแยกเป็นนามรูปมันปรุงแต่งกันอยู่ด้วยก็สังขาร นามรูปจะเรียนรู้ได้อย่างไร ก็เรียนรู้ได้ว่า รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ตั้งแต่มันไม่มีชีวะเป็นอุตุ จนกระทั่งมันเป็นชีวะเป็นพีชะ จนกระทั่งเป็นคนหรือสัตว์ สัตว์หรือคน ที่อยู่ในโลกนี้ ที่อยู่ในโลกนี้ เรียกว่ารูป กระทบสัมผัสกันได้

อ่านต่อ

ตั้งแต่มหาภูตรูป 4 เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นอุตุธาตุแน่นอน จนกระทั่งมาเรียนรู้สภาวะของภาวะ 2 เป็นอุปาทายรูปอีก 24 จากทั้งหมดนั่นแหละ ดินน้ำ ไฟ ลม เป็นมหาภูตรูป ส่วนอุปาทายรูป 24 เริ่มจากภาวะ 2 ที่ต่างกันนามกับรูปที่ต่างกัน กายภายนอกกับภายในต่างกันเป็นต้น กายกับจิต แยกกายแยกจิต ใช้ภาษาเรียกว่าเจตสิก แยกกันทีละคู่ แยกตั้งแต่ กายิกะกับเจตสิกะ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้การประชุมลงที่เวทนา สโมสรณา สำคัญที่สุดคือความรู้สึกตั้งแต่รู้สึกแรก จนกระทั่งรู้สึกจบ เวทนานี่ เป็นต้นจนจบอยู่ที่เวทนา ท่านก็แยกให้รู้เป็นกระบวนการเวทนา 108 จากในคนเป็นๆ ศึกษาได้ เพราะมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวาร แล้วเวทนา มันก็มีอยู่ 3 เท่านั้นคือ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ มีภายนอกกับภายใน มีกายิกกับเจตสิกะ คือเวทนา 2 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็คือเวทนา 3 แล้วมันก็ยังมีน้ำหนักเป็นดีกรี น้ำหนักต่างกันอยู่อีก 5 ท่านเรียกว่าอินทรีย์ 5 พลังงานน้ำหนักของมัน 5 ภายนอกเรียกว่าสุขทุกข์ ภายในเรียกว่าโสมนัสโทมนัส คู่นี้ทำให้เป็นอุเบกขาเป็นกลางก็เป็น สุขินทรีย์ โสมนัสขินทรีย์และอุเบกขินทรีย์เป็น5 ลำดับ แยกไว้อย่างชัดเจนอีก 5 แล้วมันจะเกิดตอนนี้ได้เกิดมาจากเวทนา 6 กับเวทนา 3 เกิดจาก ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสโผฏฐัพพะ กระทบภายนอกทั้งหมด มนายตน กระทบภายใน สัมผัสอยู่ภายใน ต้องทำภายนอกให้ได้จริงเสียก่อน จึงค่อยมาอันสุดท้ายภายในไม่มีปัญหาเลย สรุปแล้วก็มีคู่จาก 6 ทวารคือสุขกับทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ อีก 3 รวมกันแล้วก็เป็น 18 เรียกว่าพฤติกรรมของจิต ภาษาบาลีคือมโนปวิจาร 18 พฤติการณ์ของจิต 18 อาการนี้พระพุทธเจ้าแยกแยะอีก 2 อันคือ โลกียะ หรือเคหสิตะ กับ ทำกิเลสให้ออกไปเป็นโลกุตระ เป็นเนกขัมมสิตะ จนกว่าจะมีปัญญามีความรู้แบบโลกุตระได้ยินจากผู้ตรัสรู้คือพระพุทธเจ้า ออกจากโลกคือโลกียะตั้งแต่ พื้นฐานสว่าน 5 ภายนอกมากระทบสัมผัสและมีใจเป็นตัวกลางเป็นทวารใน ตา หู จมูก ลิ้นโผฏฐัพพะ ภายนอก 5 แล้วมีใจมารวมอยู่ในนี้ ใจที่ร่วมอยู่ในนี้ทั้งหมด ใจมันมีอันเดียว แบ่งกันอยู่อย่างละครึ่งกับทั้ง 5 ทวาร อย่างละครึ่งๆๆ ก็เลยหักออกสักครึ่งนึงทางใจ ก็เลยเหลือครึ่งเดียว เพราะฉะนั้นก็เลยเป็น 5 ครึ่งหรือเรียกว่า 9 นี่มันยากตรงนี้ บอกว่า 5 คู่ มันก็น่าจะเป็น 10 และเป็น 9 ได้อย่างไร คือ มันมีใจเป็นตัวรวมอยู่ในนี้ทั้งหมด ใจ ไปเป็นคู่ของ ตาหูจมูกลิ้นกาย เพราะฉะนั้นใจเข้าไปอยู่ร่วมในนี้ทั้งหมดเลย ตรงนี้ก็เลยทำให้เข้าใจยาก ว่าทำไมมันหดลงเหลือ 9 แล้วทั้ง 5 คือ โผฏฐัพพะ หากไม่มีใจเข้าไปร่วมก็ไม่รู้ ต้องมีธาตุรู้ เข้าไปร่วมกับทวารทั้ง 5 นี่แหละ ที่มันหลงอนัตตามีอวิชชาคือหลงยึดว่าทั้ง 5 นี่แหละมี ก็เลยต้องมี แล้วน่าได้น่ามี ก็มีนิรันดร จริง พระเจ้าบอกว่าตัวจิตนี่แหละโง่ไปยึดว่ามันมี เอ็งก็เลยไปอยู่กับมันตลอดกาล เพราะฉะนั้นเองอย่าโง่ไปหลงเป็น 2 ให้เป็น 1 ก็พอ เลยถูกหักไปหนึ่ง 10 เลขถูกหักไป 1 เหลือ9 อย่าไปหลงกับเขาว่าเป็น 5 คู่ ว่าเป็น 10 เพราะว่าจิตมันเป็นอนัตตาดับจิต ดับจิตให้ได้ แล้วจิตมันดับได้หรือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่ามันดับได้ ไม่รวมปรุงแต่งกับพวกนี้ได้ สุดยอดเลย ตรงนี้ขยายความไม่ไหวแล้ว จิตมันไม่ปรุงแต่งเป็นอย่างไร ก็ฝึกเอา จิตเราไม่ปรุงแต่งกับมันทั้งที่มันมีอยู่ในโลกนิรันดร คนโง่ก็อยู่ในนี้ทั้งนั้นแหละ ตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉานจนมาเป็นมนุษย์ อเวไนยสัตว์ สัตว์ที่สอนไม่ได้ มันก็เป็นอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งมาเรียนมาสอนได้พระพุทธเจ้าก็สอนว่า ที่จริงเป็นเรื่องสังขารปรุงแต่งกันอยู่ทั้งนั้น เมื่อเรารู้พลังงานที่ไม่ต้องไปสังขาร เลิกสลาย ไม่มี อยัง อยะ ไม่มียางเหนียว ไม่มีแม่เหล็ก มันก็ไม่ติดไม่ยึดอะไรเลยสลายออกไปหมดเลย ภาษาทางแม่เหล็กคือไม่ดูดไม่ผลัก ก็หัดทำพลังงานเวทนา ไม่ดูดไม่ผลัก การไม่ดูดไม่ผลักก็ต่างคนต่างอยู่ ดีไม่ดีมีลมพัดก็พาไป มีน้ำซัดมันก็พาไป มีฝนมาเดี๋ยวฝนก็พาไป ตอนนี้ฝนกำลังมา ร่วมสมัยกับฝน มันก็ไปซัดไป มีมรสุมมีคลื่นทำให้แตกแยกไปได้หมดด้วยพลังงานอำนาจภายนอก เมื่อเราไม่ยึดตัวเอง พลังงานภายนอกก็เป็นนาย มันก็แยกไปได้หมด สุดท้ายเราไม่ยึดเลย ก็ไม่มีเราอยู่ในนั้น มันก็แยกไปหมดเลย นี่ใช้โวหารภาษาพูดแค่นี้เข้าใจไหม แล้วทำได้จริง จริง ทำได้เป็นคู่ๆๆ (ฝนหยุด) ฝนนี่ขานรับเรานะ เราพูด นี่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่ไขความนะ

จากภาวรูป 2 ก็จะเริ่มต้นแล้ว เริ่มต้นที่ ปสาทรูป ตา หู จมูก ลิ้น กาย 5 ถ้ามันออกไปทำงานปั๊บ เรียกว่า โคจรรูป มีประสาท มีตาหูจมูกลิ้นกาย จรออกไปทำงานร่วมกัน ตามวิสัยของอวิชชา จะต้องออกไปทำงานเป็นธาตุจิตนิยาม ธาตุของเดรัจฉาน จนถึงมนุษย์ที่อวิชชาก็สัมผัส ไปร่วมปรุงแต่งกัน โดยไม่รู้ พอปรุงแต่งกันเสร็จ มันก็จะเกิด หทยรูป ก็คือ สิ่ง 3 ห ท ย ห คือ ความจริง ท คือตั้งอยู่ ย คือตัวพลังงานรวมกัน อยะ เศษวรรค ตัวที่ 1 ย ร ล ว ส ห ฬ อัง ฬ เป็นตัวที่ 6 กินรวบทั้ง 6 คือ สอง สามเส้า ห ก็เอามาเป็นยอดของตัวนี้ ย ก็เอามาเป็นยอดตัวนี้ แล้ว ท คือ ตัวตั้งอยู่อย่างแข็งแรง มันเป็นนามธรรม ไม่รู้จักที่อยู่ของมันหรอก แต่มันก็อยู่ในคูหาสยัง อยู่ในร่างกายเรานี้ เพราะฉะนั้นถ้ารู้ของเราเวทนาหรือสัญญา ไปกำหนดรู้ความรู้สึกนั้นขึ้น เวทนากับสัญญาทำงานร่วมกัน กำหนดรู้ร่วมกันที่ไหนโดยมีสภาวะ ถ้าไม่กระทบ มันก็จะไม่รู้กัน เวทนาก็อยู่ของมัน สัญญาก็อยู่ของมัน แต่มีเวทนากับสัญญารวมหัวกันไปกระทบอันหนึ่งเป็นเส้าที่ 3 เกิดรู้เลยว่ามีผัสสะ กระทบขึ้นมาก็จะเกิดอายตนะมีตัวเชื่อมต่อซ้อน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ละเอียดครบครันมากเลยในปฏิจจสมุปบาท แค่ไม่กี่ตัวนี้วิญญาณ เสร็จแล้วก็รวมตัวสรุปกันมาเป็นเวทนาด้วยอวิชชา เวทนาก็คือสังขารที่มันปรุงแต่งกันก็คือวิญญาณนั่นแหละ โง่เง่าก็ตายอยู่กับวิญญาณนั่นเลย แยกไม่ออกตีไม่แตก ไม่รู้เกิดรู้ดับ จมอยู่อย่างเดิม พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่จำนน เมื่อมีผัสสะ เกิดนามรูป อายตนะ ผัสสะอายะทำไรมันไม่ใช่ตัวตน 3 ตัวนี้ นามรูป 2 ตัว กระทบกันก็เกิดอายตนะ อายะ กับ ตนะ มันคือเวทนา อายะ กำไร ตนะคือ ตัวเรา ตน ต คือตัวตั้ง น คือตัวไม่ มันไม่ใช่ตัวตนแต่มันหลงว่ามีตัวตนเพราะมีอวิชชา หลงว่ามีตัวมีตน ตัวนี่เป็นภาษาไทย ภาษาบาลีว่า ตนะ พอตัวตน เป็นตัวตนขึ้นมาเป็นเวทนา ก็งมงายไปกับอวิชชาแล้วก็จมอยู่กับความรู้สึกทั้ง 3 ไปหลงว่า สุขๆๆ ติดสุข เป็นสุขนิยาม ด้วยอวิชชาไม่รู้ จนเทวนิยมก็จมอยู่กับอวิชชาสุขนิยม แล้วไปหลงว่าสุขนิยมมีเจ้าแห่งสุขนิยม มีอำนาจมีพลังเป็นเจ้าของความสุข อยากได้ความสุขต้องสยบกับพระเจ้า เพราะเป็นเจ้าของความสุข ใครยาขบถต่อพระเจ้าอย่าแข็งข้อต่อพระเจ้าพระเจ้าเท่านั้นจะประทานความสุขหรือจะให้ความทุกข์ ก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น ต้องเชื่อด้วย Have to ต้องเชื่อด้วย อย่างนั้นเลย ใครไม่เชื่อก็จะทุกข์นะ แล้วมันก็จริง เขาก็ทุกข์นะเพราะมันไม่ได้สมใจ ถ้าไม่ได้สมใจก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ก็แก้ไม่ได้เพราะจำนนกับพระเจ้า พระเจ้าเป็นเจ้าของความสุขความทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ โดยเฉพาะเป็นเจ้าของสุขแท้ๆ ของท่านมีแต่ดีมีแต่สุขนี่แหละ ไม่ดีนี่มันทุกข์ เพราะฉะนั้นเอาใจพระเจ้าดีๆแล้วจะได้ดีๆ ถ้าไม่เอาใจพระเจ้าไม่ได้ดีๆนะ ถ้ามีพระประสงค์ให้ไม่ดีเมื่อไหร่ ท่านประทานความทุกข์ให้ นี่คือความจำนนแล้วก็จมอยู่อย่างนี้เพราะอะไร เพราะว่าสัตว์โลกมีอวิชชาอยู่แม้มาเป็นคนแล้วก็ยังมีอวิชชายังไม่ตื่น พระพุทธเจ้าจึงตรัสรู้สิ่งนี้ซึ่งเป็นสัจจะอันยิ่งใหญ่ที่สุดเลย เพราะจริงๆแล้ววิญญาณคืออะไร ที่ว่าคืออะไรพลังงาน 2 ชนิดที่เป็นชีวะ จิตนิยามคืออะไร พระพุทธเจ้าค้นพบไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ ถึงคนพบความจริงแล้วเอามาประกาศต่อโลก อาตมาก็เลยได้มาเรียนตาม เพราะฉะนั้นเทวนิยมนี้ 1. ยังไม่มีภูมิพอจะศึกษา คุณจะให้สิงเสือกระทิงแรดมาศึกษาโลกุตระก็ไม่ได้ แม้ว่ามาเป็นคนก็อีกนานมากเลย ทางศาสนาฮินดูบอกว่ากว่าจะเป็นคน ต้องเป็นคนแคระ กว่าจะมีคนรู้เรื่อง กว่าจะถึงขั้นพระราม เขาก็ไล่มาเป็นลำดับๆ

มาต่อปฏิจจสมุปบาท 3 เส้ามี อายตนะ ผัสสะ เวทนา อายตนะ เป็นตัวเชื่อมต่อ เมื่อมีผัสสะกระทบกัน 2 อย่างระหว่างนามรูป ก็จะเกิดเป็นเส้าขึ้นมาเกิดตัวปรุงแต่งเป็นสังขาร เมื่ออวิชชาก็มีสังขาร สังขารด้วยอวิชชา ปรุงแต่งวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา เวทนาหมายถึง อาการของจิตระดับของปฏิจจสมุปบาทคือ อวิชชา สังขาร วิญญาณนามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา เวทนาก็คือวิญญาณ เป็นตัวเดียวที่ปั้นที่ปรุงแต่ง ถ้าเป็น Dynamic ก็เป็นสังขาร ถ้าเป็น Static ก็เป็นวิญญาณ จับตัวอยู่ไม่รู้เรื่อง เรียกด้วยพยัญชนะว่า เป็นวิญญาณ แต่พยัญชนะวิญญาณก็คือธาตุรู้ สังขารคือความไม่รู้ สังขารคือสิ่งที่ปรุงร่วมกันอยู่ สังขารคือก้อน ก้อนแห่งความว่าง สังข คือ ก้อนแห่งความว่าง สังขติ คือ ก้อนแห่งความว่าง ถ้ามันรู้เคลื่อนตัวขึ้นมา แล้วก็ศึกษาอาการ มันมีการเคลื่อนที่ พระพุทธเจ้าจึงให้เรียนสภาพที่การเคลื่อนที่ ไม่ใช่เรียนที่สภาพนิ่ง มันนิ่งก็แยกไม่ออก ไปเรียนอะไรมันได้ ตีไม่แตกแยกไม่ได้ เรียนไม่ได้หรอก ให้มาเรียนรู้ตัวเคลื่อน วิญญัติ ตั้งแต่เคลื่อนไหวทางกายวาจาก็เป็นจิตนั่นแหละ เป็นตัวรู้เคลื่อนไหว ทางกายก็เป็นตัวประชุมหยาบ วจี ก็เป็นเรื่องใช้สื่อเสียงออกไป คีตะ วาทิตะ หยาบก็นัจจะ ร่วมไปหมด ดินน้ำไฟลม แสดงออก เราก็แยกออกได้ จนกระทั่งไปประชุมลงที่เวทนา เป็นตัวกลางตัวสมบูรณ์แบบ จัดการกับตัวนี้ ก็แยกตัวนี้เป็น 108 เวทนา 108 จากฐานเลย ภายนอกภายใน กายิกกับเจตสิก แล้วก็เกิดอาการ 3 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ หรือหมดกิเลสเป็นอุเบกขา แยกแยะระหว่างไม่สุขไม่ทุกข์กับอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอาการของเวทนา แต่จริงๆเวทนาตัวแท้ของมันคือ ตัวธาตุจิตที่มันไม่มีกิเลส บริสุทธิ์แล้ว มันก็เลยไม่มีเวทนาสุขทุกข์ เป็นภาษาสื่อสารว่าไม่สุขไม่ทุกข์ แล้ววิธีไม่สุขไม่ทุกข์ วิธีของเดียรถีย์คือไปกดข่มมันไม่รับรู้ หรือ สมถะลืมตา รู้นิ่งเฉย ฝึกเข้าก็ทำไม่รับรู้ได้เป็นสมถะ สะกดจิตเข้าไม่รู้ก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่างนั้นจะไปรู้จบได้อย่างไร ก็ต้องมารู้ รู้ รู้ กายคือกิเลส มันเป็นตัวโง่ตัวอวิชชาตัวหนึ่ง รู้ตัวนี้สิ แกอย่ามาทำเป็นปลอม มาเป็นอาคันตุกะ เป็นแขกจร มันไม่มีตัวจริงหรอก มันอนัตตาไม่มีตัวตน แต่เราโง่ให้มันมีตัวตนเอง จริงๆเราโง่เต็มรูป เราโง่เองทั้งสิ้นปรุงแต่งเอง โง่เอง รักเอง มีเอง เป็นเอง หมดในตัวเลย ฉลาดเองสิอย่าไปโง่เอง นี่ใช้ภาษาเท่านี้ ฉลาดเองอย่าไปโง่เอง ถ้าโง่เอง คุณก็เป็นทาสสิ่งอื่นหมดเลย ถ้าฉลาดเองคุณก็จบ ทีนี้ตัวจบ ปัญญาตัวจบ มันก็รู้ รวมอยู่ในปัญญาข้อที่ 8 ของพระพุทธเจ้า ทั้งหมดกองที่มาร่วมปรุงแต่งกันหมดท่านสรุปลง ที่ 5 ขันธ์ มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูป คือ สิ่งที่รวมตัวกัน เวทนา กำลังเกิด สัญญา ปรุงแต่งกันอยู่ก็เป็น สังขาร สามเส้า เป็นวิญญาณ เราแยกวิญญาณ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท เราก็จะรู้ว่าตัวการแท้ๆก็คือตัณหา คือตัวดิ้นไม่รู้จบ โง่ตลอดกาลนาน คือ ตัณหา ตัณหา คือตัวเคลื่อน ของตัวโง่ อุปาทานคือตัวนิ่งของตัวโง่ คู่กัน หากหยุดนิ่งก็เปนอุปาทาน อะไรมันนิ่ง ก็คือความโง่ที่ดิ้นไม่มีหยุด ถ้าหยุดดิ้นหยุดเสน่หาก็คือจบแล้ว หยุดเลย หยุดด้วยปัญญาไม่ใช่กดข่ม ดูว่าจริงๆแล้วมันไม่มีหรอก มันปรุงแต่งกันอยู่ด้วยความไม่รู้ อวิชชา มันปรุงแต่งกันอยู่เป็นสังขาร ใช้พยัญชนะเหล่านี้พูดสลับไปสลับมาเข้าใจนะ พระพุทธเจ้าจึงให้มาศึกษาว่า จริงๆแล้วมันหลงอะไร มันหลงสุข รวมแล้วมันหลงสุข มันว่าสุขนั่นแหละดี สุขะนั่นแหละดี ก็แปลแยกให้ฟังว่า สุ คือดี ข คือว่าง ไอ้ว่างๆนั่นแหละดี จริงๆ ว่างคือความไม่มีอะไร ศาลานี้ว่างจากช้าง ศาลานี้ว่างจากคน ตกลงไม่มีสัตว์เลยในศาลานี้ มีแต่เสา มีแต่แผ่นพื้น ก็ตัดเสาออก เอาอะไรออกหมด มันก็ไม่มี ไม่มีอะไรเลย ว่างเลย มันก็เป็นอากาศ อากาศก็ยังมี คุณก็อยู่กับอากาศไป อากาสานัญจายตนะสุดท้าย ว่าง สุข นี่แหละคือว่าง แต่คุณก็ไม่ต้องยึดติดว่าเป็นเราเป็นของเรา ก็อาศัยไป อาศัยความสุข อาศัยว่างนี่แหละดี ว่างจากอะไร ว่างจากสุขจากทุกข์นั่นแหละ อย่าโง่ แต่อยู่กับประโยชน์ อายะ อยู่กับสิ่งที่ควรจะสร้างสรร สรุปว่า ชีวิตคืออะไร ชีวิตคือ พลังงานที่สร้างสรรอยู่เรื่อยไป ด้วยปัญญากำหนดรู้ แล้วก็ทำสิ่งที่ควร ตามกาละ เทศะ ตามสัปปุริสธรรม 7 ตามมหาปเทส 4 นั่นแหละ มีชีวิตจบตรงนี้วันนี้ลงที่ว่า ชีวิตคืออะไร คุณรู้อย่างที่อาตมาพูดมาแล้ว สุดท้ายคุณรู้จบว่า ตัณหาก็ยังมีอุปทานก็ยังมี โง่ลงไปทั้งหมดเป็นภพเป็นชาติ เมื่อดับตัณหาได้ทุกอย่างก็ดับ หรือดับอุปาทานคู่เทวะ 2 นี้ ตัวนิ่งกับตัวเคลื่อน ดับตัณหาดับอุปาทานได้ ภพก็หมด ชาติก็หมด ทุกอย่างก็หมด จะเกิดเป็นภพ เป็นสังขาร เป็นวิญญาณอะไรก็หมด ไว้ขยายความต่อในวันข้างหน้า 640915_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำไมชีวิตนี้ควรได้นิพพาน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน