เหนือโลกเหนืออัตตาได้เป็นธรรมาธิปไตย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.70 KB
วันที่แก้ไข16 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

เหนือโลกเหนืออัตตาได้เป็นธรรมาธิปไตย พ่อครูว่า... อาตมาก็สรุปซ้อนไปอีกว่า ถ้าคนดีไม่ว่าจะเป็นเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จะเป็นคอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตย ก็ดีทั้งนั้นแหละ เพราะมันอยู่ที่คน ไม่ได้อยู่ที่ระบอบ ระบอบก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อยู่ที่มีคนที่มีคุณธรรมดีจริงๆและแข็งแรงทนทาน พร้อมทั้งมีปฏิภาณปัญญาไหวพริบ รับรองว่าอยู่ได้นาน เรื่องเหล่านี้ฟังดีๆ ที่พูดนี้เรื่องธรรมะทั้งนั้น แม้จะเกี่ยวกับการเมืองก็ตาม ทำให้มวลประชาชนอยู่เป็นสุข อาตมาทำงานการเมืองไม่ได้ไปแย่งตำแหน่งเขาหรอก แต่ทำเพื่อประชาชนจริงๆ นี่แหละคือนักการเมืองตัวจริง จำไว้ จะยกตำแหน่งหน้าที่อะไรก็ไม่เอา แต่ทำเพื่อประชาชนจริงๆ เราได้ทำสิ่งที่เรามั่นใจว่าถูกต้องจริงๆ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่คือสุดยอดอายะ 3 ประชาธิปไตยโลกุตระ พวกที่เรียนจบดอกเตอร์จากต่างประเทศมาก็ตาม เข้าใจประชาธิปไตยพุทธเจ้าไม่ได้ซึ่งสุดยอด โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และธัมมาธิปไตย คือ 3 อธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ อธิปไตยคืออำนาจ โลกาธิปไตยคือ ผู้มีอำนาจเหนือโลก อัตตาธิปไตย คือ ผู้มีอำนาจเหนืออัตตา ธรรมาธิปไตย คือ ผู้มีธรรมะล้วนๆอยู่เหนือโลกเหนืออัตตาเป็นโลกุตระธรรม โลกุตระแปลว่าเหนือโลก คำว่า เหนือคำนี้ก็คือปัญญา พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ในมูลสูตร สติเป็นอธิปไตย ปัญญาเป็นอุตระ อธิปไตยคือ พลังอำนาจจริงๆ มีสติเป็นพลังอำนาจ แต่เมื่อใช้สติเป็นพลังอำนาจบาตรใหญ่เพราะมีปัญญากำกับ ปัญญาเป็นอุตระ ท่านแปลในพระไตรปิฎกว่ามีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่ง ก็คืออยู่เหนือ ควบคุมดูแล ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่มีอำนาจไปทำลาย มีแต่อำนาจรับใช้อำนาจเพื่อผู้อื่น อำนาจที่เป็นคุณ

อ่านต่อ

ธรรมสุดยอดทั้งนั้นเลย สัจจะความจริงพวกนี้มีจริงเป็นจริง จึงเกิดให้หลุดพ้นเรื่องความเป็นทุกข์เป็นโทษภัยความไม่ดีไม่งามหลุดพ้นเป็นวิมุติหมด เป็นแก่นเป็นสาระ บุคคลที่ทำได้ถึงขั้นวิมุติ สัมมาทิฏฐิตามของพระพุทธเจ้ามาหมด มูละ แปลว่า รากเค้า หรือต้นธาตุต้นธรรมของอะไรทุกอย่างเลย มูลสูตร 10 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)

ปรินิพพานเป็นปริโยสานคือ จบสุด แยกจิตนิยามให้เป็นอุตุนิยามได้เลย ฝึกฝนอบรมให้ได้จริงๆ โลกหยาบอบายมุขก็มีอยู่เต็มโลก เก่งไม่เห็นแก่ใคร โลภไปมาก จนคนอื่นขาดแคลนก็เป็นอบายมุขทั้งนั้น เขามองอบายมุขเป็นเรื่องเผินๆเป็นเรื่องตื้นๆ โลกอบายมุขเราชัดเจน เป็นอุตุธาตุเลย ไกลกันคนละโยชน์ สำหรับเราเป็นอุตุธาตุไปหมดเลย แม้จะเป็น พีชธาตุ คือจิตเรา มีชีวิตชีวาไปกับเขาบ้าง แต่ไม่เจ็บไม่ปวดไปกับเขาเลย ก็เป็นเพียงอาศัยไปช่วยเขา พีชะ เป็นธาตุที่ไปช่วยมนุษย์ เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ไม่เป็นโทษแก่มนุษย์ มนุษย์สัตว์โลกมีพืชเป็นประโยชน์ต่อตนอย่างยิ่ง จึงเป็นจิตนิยามที่รู้จักความซับซ้อนลึกซึ้ง สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนของจักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่ โลกน้อยโลกใหญ่ อัตตาน้อยอัตตาใหญ่ ซ้อน อยู่ในความเป็นมนุษย์ชาติ 640915_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำไมชีวิตนี้ควรได้นิพพาน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน