สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อนุตตริยะ 6_.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อนุตตริยะ 6 ก็ทวนอีกทีนึง อนุตตริยะ 6 มี 1. ทัสสนานุตตริยะ (การเห็นอย่างยอดเยี่ยม) 2. สวนานุตตริยะ (การฟังอย่างยอดเยี่ยม) 3. ลาภานุตตริยะ (การได้อย่างยอดเยี่ยม) 4. สิกขานุตตริยะ (การศึกษาอย่างยอดเยี่ยม) 5. ปาริจริยานุตตริยะ (การบำเรออย่างยอดเยี่ยม) 6. อนุสสตานุตตริยะ (การระลึกถึงอย่างยอดเยี่ยม)
ก็อนุสสตานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลก นี้ ย่อมระลึกถึงการได้บุตรบ้าง ภริยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือการได้มากน้อย ระลึก ถึงสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด (ท่านกล่าวเช่นนี้เลย แล้วคนส่วนมากก็ย่อมระลึกเช่นนี้ แล้วมักนึกถึงผู้ปฏิบัติผิด) ดูกรภิกษุทั้งหลาย การระลึกนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการระลึกนี้นั้นเป็นกิจเลว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การระลึกถึงนี้ยอดเยี่ยมกว่าการระลึกถึงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า อนุสสตานุตตริยะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุตตริยะ 6 ประการนี้แล ฯ มองไปเห็นคุณสาธิต ไทยทัตกุล ก็ขอบอกกล่าวข่าวให้ว่าคุณแม่ของคุณสาธิตเสียชีวิตแล้วเมื่อบ่ายสี่โมง ก็จะจัดงานศพที่ปฐมอโศกกัน คนของเราก็พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ อาตมาภูมิใจที่ธรรมะพวกเราได้เรียนรู้ของพ
อ่านต่อ
ระพุทธเจ้าเป็นหลัก อนุตตริยะ เราก็ได้ความจริง อนุสสตะ หรือ สาราณียะ คือความระลึกถึง จากอนุสสตะ มาเจริญสู่ สาราณียธรรม 6 ท่านก็ตรัสว่าถ้าระลึกเช่นนั้นคือคุณธรรม เป็นเมตตากาย วจี มโน แล้วเราก็มี ลาภธัมมิกา แล้วก็อยู่ร่วมกันด้วย สีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา เป็นสูตรที่อาตมามั่นใจมากว่า ชาวอโศกเราทำได้ถึงสาธารณโภคี ตั้งแต่เกิดชุมชนแห่งแรกคือปฐมอโศก ก็มีวัฒนธรรมสาธารณโภคี เริ่มต้น ปฐมอโศกเป็นพี่ใหญ่สมบูรณ์แบบคือ 1.ไม่เป็นหนี้ 2.พึ่งตนเองรอด 3.ทำเกินกินเกินใช้ 4.แบ่งแจกจ่ายพี่น้อง ประเทศไหนบริหารประเทศแล้วเป็นหนี้ไม่ถือว่าเจริญ อย่างเช่น อเมริกาถือว่าไม่เจริญเพราะเป็นหนี้ ชาวอโศกเรามีเงินเกื้อเงินหนุน ไม่มีดอกเบี้ยยืมกันได้ ไม่ชักดาบ ไม่ใช่เงินกู้หรือเงินหนี้ ยิ่งเป็นสาราณียะยิ่งสูงกว่าอนุสสตะ แต่มีสูงกว่าสาราณียะคืออนุตตริยะอีก คือสูงสุด ศาสนาพุทธไม่ได้ห้ามความนึกคิด ไม่ห้ามการกระทำ แต่ไม่ให้ประพฤตินึกคิดเพื่อเอามาให้แก่ตน อย่างที่พระพุทธเจ้าว่าในลาภานุสสติก็ระลึกแคบเพื่อเอามาให้แก่ตน ไม่ใช่ระลึกเพื่อเอาไปแจก อาตมาเคยตั้งใจว่า ถ้าพวกเราอุดมสมบูรณ์เป็นหมู่กลุ่ม หรือถ้าประเทศไทยมีคุณสมบัติเป็นสาธารณโภคี เกิดวัฒนธรรมเกิดลัทธิสาธารณโภคีได้ เราก็จะอุดมสมบูรณ์มีส่วนเหลือ 1. ไม่เป็นหนี้ 2. พึ่งตนเองรอด 3. ทำให้เหลือกินเหลือใช้ตามความสามารถ 4. เอาไปสะพัดแจกจ่ายคนอื่น ทุกวันนี้ในระบบทุนนิยมต้องแลกเปลี่ยนให้ได้มา แล้วต้องแลกเปลี่ยนให้ได้กลับมามากๆ เป็น maximize profit เป็นลัทธิที่เลวร้ายที่สุดในโลก เรามาล้มล้างอันนี้ ถ้าเรามีส่วนเกินเราจะเอาไปแจก ถ้าไม่แจกก็ขายให้ต่ำกว่าราคาตลาด ให้เท่าทุน ให้ต่ำกว่าทุน เท่าไหร่ให้ทำได้ตามที่ในหลวงเราตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ให้ถึงกับแจกฟรีได้เลย เราจะไปประเทศไหนก็เพื่อเกื้อกูลอนุเคราะห์เขาช่วยเหลือเขา เวลาส่งทูตไปต่างประเทศก็จะไปเพื่อช่วยเหลือ ไม่ใช่ไปเพื่อจะหาวิธีเอาเปรียบเอารัดกอบโกยเอาจากประเทศเขา เราไม่ทำแบบนั้นแล้ว มาเข้าสู่บทเรียน บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า อนุสสตานุตตริยะ การระลึกนึกถึงนี้ยอดเยี่ยมกว่าการระลึกถึงสิ่งทั้งหลาย เช่น ระลึกถึงบุตรภรรยา สามี แก้วแหวนเงินทอง หรือสมณะพราหมณ์ผู้เห็นผิดปฏิบัติผิดอย่างนั้นไม่ถูกต้อง อย่างนี้ระลึกถึงแม้แต่ ไม่ต้องระลึกถึงภรรยาถึงบุตร ฟังแล้วเหมือนคนใจดำ ไม่ใช่ใจดำ ผู้ที่บรรลุหลุดพ้นแล้วก็ไม่มีภรรยา ไม่มีบุตร ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง จะไประลึกถึงทำไม ไม่มีสิทธิ์จะไปหาเงินหาทอง ถ้าคุณยังอยู่ในฐานะนั้นก็ดำเนินทำไปก่อน เมื่อเจริญขึ้นก็พัฒนามาเป็นพระอริยะ เป็นโสดาบัน สกิทาคามีอนาคามี อรหันต์ แม้จะอยู่ในรูปร่างของฆราวาสก็ทำได้ อย่างคนชาวอโศกเรานั้นก็เป็นโสดไม่มีบุตรไม่มีภรรยาไม่มีสามี ก็อยู่ร่วมกันในสังคม แล้วก็สร้างสรรผลิตเป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาสังกัปปะ สัมมาอาชีวะ และก็อยู่ร่วมกัน คนใดที่ยังจะต้องแต่งงานมีผัวเดียวเมียเดียวมีลูก ก็มีอยู่ จนตอนนี้ตั้งชื่อให้ลูกเค้าจะไม่ทันแล้ว ขนาดในน้ำคำก็เป็นยายแล้ว ยายอี๊ด เราก็เลี้ยงดูเป็นลูกของสังคม อย่างนายปองเอี้ยมไปไหนก็มีคนดึงไปเอาใจเอ็นดู ระวังจะถูกสปอย เราสร้างคนให้มีจิตใจที่กว้างๆ ไม่ใช่จิตใจที่แคบ มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่เราเริ่มทำได้ มีรูปธรรมอธิบายได้เป็น phenomenal ไม่ใช่แค่ philosophy เป็นของจริงที่เรากล่าวถึงและยกอ้างได้ ไม่ได้พูดเพื่ออวดอ้างคุยโม้ แต่การพูดนี้เป็นการบรรยายสาธยายให้ถึงความจริง
ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า อนุสสตานุตตริยะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุตตริยะ ๖ ประการนี้แล ฯ ภิกษุเหล่าใดได้ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ ยินดีในสิกขานุตตริยะ เข้าไปตั้งการบำรุงเจริญอนุสสติที่ประกอบด้วยวิเวก เป็นแดนเกษม ให้ถึงอมตธรรม ผู้บันเทิงในความไม่ประมาท มีปัญญารักษาตน สำรวมในศีล ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อมรู้ชัดซึ่งที่เป็นที่ดับทุกข์ โดยกาลอันควร ฯ จบอนุตตริยวรรคที่ ๓
อันที่ขมวดสุดท้ายนี้เป็นภาษาร้อยกรอง เอาคำที่มีค่า มีความสั้นกระทัดรัดเลือกมารวมกัน และขยายความไว้เป็นกลุ่มเป็นคาถาสุดท้าย ก็หมายความว่า อนุตตริยะ 6 นี้ ตั้งแต่ทัสสนานุตตริยะ ก็ต้องไปพยายามรู้ พยายามเห็น คนเราทุกวันนี้ก็สอดรู้สอดเห็น แส่รู้แส่เห็นทั้งนั้น จะได้รู้ได้เห็นตั้งแต่เด็กเด็กเลย ก็อยากรู้อยากเห็น ทัสสนะ ถ้าได้เห็นสิ่งที่เป็นมงคลในมงคล 38 เป็นต้น ได้รู้ได้เห็นบัณฑิต ได้รู้ได้เห็นผู้ที่ควรรู้ ไม่ใช่ไปเห็นคนโง่ คนที่พาไปลงนรก ซึ่งทุกวันนี้เยอะเหลือเกินสัตว์นรก มีร่าง มีหัว มีแขน มีขา ที่เขาเรียกว่าคนนี้แหละ แต่จริงแล้วพฤติกรรมเขาเป็นสัตว์นรก เพราะเขาประกอบกรรมที่เป็นอบายมุข จัดจ้านมอมเมา เขาก็ไม่รู้ตัว ปรุงแต่งกามมามอมเมากันในโลกของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สร้างให้จัดจ้านในรสชาติก็เป็นกาม ในดินแดนของกาม ไม่ใช่ไม่มีอัตตา แต่มีอัตตาในกาม เมื่อล้างกามหมดแล้วก็ยังเหลืออัตตา ที่เป็นรูปภพอรูปภพ อัตตานั้นใหญ่เท่ากับกามที่มี เรามีกามเท่าไหร่ก็มีอัตตาเท่านั้น ลดกามก็ลดอัตตาด้วย ล้างอัตตาหมดก็ยังมีขันธ์ 5 ที่เป็นภาระ ภารา หเว ปัญจขันธา เมื่อปฏิบัติประพฤติก็ได้เป็นจริยา ปาริยจริยา คำว่าปาริ แปลว่าฝั่ง ก็คือปฏิบัติข้ามฝั่ง คือการบำรุงพัฒนากันให้เจริญ เกิดปาริจริยานุตตริยะ เมื่อได้แล้วก็มาทบทวนระลึก ขณะที่คุณเริ่มปฏิบัติเรียกว่าอนุสสตะ ก็ต้องวินิจฉัยว่าระลึกถึงสิ่งที่ดีหรือไม่ดี การระลึกอย่างนี้ไม่ดี เช่น ระลึกจะไปเสพกาม อยู่ในขั้นอบายมุข เรารู้แล้วได้ศึกษามาแล้ว ได้เห็นได้ทัสนาจนได้แล้ว ลาภะแล้ว ก็เอามาอบรมฝึกฝนปฏิบัติสิกขา ก็เจริญเป็น ปาริจริยา เป็นวิเวก เรารู้แล้วว่าไม่ควร แต่ก่อนระลึกว่าน่ามี น่าได้ น่าเป็น แม้แต่ขี้หมาทาสีก็ไปแสวงหาถูกเขาหลอก มาติดว่าภูมิใจที่แท้คือขี้หมาทาสี ของน่าเกลียดแต่คุณไปหลง พระพุทธเจ้าว่าเงินคืออสรพิษ คนก็ไปแสวงหามาให้แก่ตน ถ้าเข้าใจแล้วเงินก็เหมือนจานชาม เหมือนของใช้ ใช้เป็นตั๋วแลกเปลี่ยน ถ้าผู้ใดไม่มีสิ่งใดก็เอาไปแลกเปลี่ยนของกับของเลย แต่ถ้าเป็นเงินตีราคา ก็จะเปรียบเทียบ ของนี้ตีราคา ไม่เท่ากันก็ติดค้างกันเป็นเงินอีก แต่ถ้าระบบแลกเปลี่ยนโดยตรงจะไม่คิดมากหรือน้อย แลกกันกินไปมา เอาข้าวมาแลกไม้จิ้มฟัน คนนี้มีไม้จิ้มฟันก็แลกช้างตัวหนึ่งไม่ได้คิดมากมาย อย่าว่าแต่แลกเลย ก็ให้ไปเลย เขาขาดช้างเราก็ให้ช้างได้เรามีหลายเชือก แต่ตอนนี้คิดเล็กคิดน้อย ให้ตนได้มามากขึ้นๆ นี่คือลัทธิเลว ที่เกิดมาเมื่อไหร่ไม่รู้ จนเกิดเศรษฐกิจ maximize profit เลวสุดเลย คนกลุ่มหนึ่งฝึกฝนจิตใจ จนเกิดความไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ เอามาให้แก่ตนน้อยที่สุดในชีวิต มีความเห็นความเข้าใจ มีความประสงค์อย่างนี้จริง คนชนิดนี้คืออาริยบุคคล จะเป็นอนุตตริยะบุคคล เป็นคนมีคุณธรรมแบบนี้ ที่นี่จะอบรมฝึกฝนสั่งสอนแล้วก็ให้เป็นคนชนิดนี้ มีอนุตตริยธรรมแบบนี้ ก็ขออนุโมทนาสาธุกับผู้ที่ใส่ใจสนใจ เข้าใจว่าความรู้อย่างนี้ เป็นโรงเรียนเป็นสถานที่ที่ควรมารับการศึกษา มาฝึกฝนมาเอาแบบนี้ พวกคุณเป็นคนฉลาดมีปัญญารู้สิ่งควร ไม่ได้มาป้อยอ แต่เป็นความจริง ในกาละพิเศษก็อบรมแบบนี้ ครั้งที่ 40 แล้วก็ได้อนุตตริยะ เอ๊าะเจ๊าะแค่นี้ จะถึงพันไหมนี่วันนี้ หลายคนก็มาได้แค่มาฆบูชา เสร็จก็ไป ยังดีที่อุตส่าห์กระเสือกกระสนมาในมาฆบูชา คุณมาก็ได้ของคุณ ถ้าผู้ใดมา 7 วันได้ก็ดีเลย หรือฝังตัวที่พุทธสถานไหนๆ ได้เลยก็ยิ่งดี เพราะพวกเรายินดีต้อนรับ เพราะที่นี่มีศีลเป็นหลัก ในอนุตตริยะ 6 นี่แหละ ที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ เราก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่แสวงหา ให้ได้เห็นได้พบ เมื่อได้พบก็เข้าใกล้เงี่ยโสตสดับ สวนะ แล้วเราก็ได้ ลาภะ ได้มากน้อยก็แล้วแต่เพียรเอา ได้มาก็เอามาศึกษาสิกขา แล้วจะเกิดโปสะเจริญ หรือปาริจริยา คือบำรุงพัฒนาเจริญได้เรื่อยๆ ตามลำดับ จนถึงขั้นสุดท้ายสูงสุด เหนือขึ้นๆ เรียกว่าอุตตระ ขึ้นเรื่อยๆ จนถึงอนุตตระ แล้วก็เป็นอนุตตริยะ ทรงไว้ซึ่งเรา เมื่อเราถึงอรหันต์ก็ทรงไว้ซึ่งเราแล้ว ส่วนจะเติมเป็นโพธิสัตว์ต่อไปอีก แต่ถึงขั้นอรหันต์คือผู้พ้นภัยพ้นโทษแล้ว เพราะกิเลสตัวบาป เพราะล้างกิเลสออกจากจิตเป็นอมตะบุคคล มีจิตแข็งแรงเป็นวิมุติแล้วกิเลสเข้าไม่ได้ เรามีเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ กิเลสเข้าไม่ได้ ก็เลยไม่มีภัยไม่มีโทษแก่ผู้ใด เพราะไม่มีจิตอสังขาริกัง ไม่มีเชื้อที่เป็นโทษภัย ไม่ประกอบด้วยราคะ โทสะ โมหะ เป็นจิตสะอาดขาวรอบผ่องใส อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) นี่เป็นคุณสมบัติของจิตที่ฝึกฝนอบรมได้ ผู้เป็นได้เรียกว่าอรหันต์ จิตที่แข็งแรงตั้งมั่นมีวิมุติ เป็นอนุตตรจิต ไม่มีโทษมีภัย มีชีวิตต่อไปได้ก็อยู่ไปนิรันดรก็ได้ทำงานให้แก่โลกตลอดกาลนาน รับใช้โลก โลกกานุกัมปายะไปตลอด แข่งกับพระเจ้าก็ได้ โพธิสัตว์คือพระเจ้า อุ้มชูช่วยมนุษย์อยู่ตลอดกาลนาน มีคุณสมบัติอรหันต์ไม่เป็นโทษภัยต่อใครแน่นอน แม้ท่านจะมีสมมุติไม่เหมาะบ้างแต่ว่าต้องยกสติวินัยให้ท่าน ท่านมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 จริงๆ อย่างสงฆ์ก็ประกาศยกสติวินัยให้อาตมา ก็เป็นตามที่พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ให้คนมีสุขชนิดใหม่ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ใช่สุขเกิดจากอามิส เป็นนิรามิสสุข แต่ทุกวันนี้เป็นสุขแบบบำเรอกาม บำเรออัตตา ผู้ที่เป็นอรหันต์เป็นอนุโพธิสัตว์แล้วก็จะทำงานเพื่อสังคม อย่างไม่เป็นโทษภัย มีความอนุโลมทำได้กว้างขึ้น มากขึ้น ก็ทำไปตามฐานะของเรา อย่าตะกละอย่าโลภ แม้แต่ความใจใหญ่ ต้องทำตามพอเหมาะพอควร เป็นลำดับที่น่าอัศจรรย์ ก้าวไปสู่อนิยตโพธิสัตว์ คือจะเดินทางไปสู่ความเจริญสูงสุดถึงอนุตตริยะ ถึงอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ หมดกิเลสตนก็ศึกษาสัตว์โลกมนุษยชาติ จะได้ช่วยเขาได้ยิ่งขึ้น เป็นสัจจะจริง เกิดเวียนตายเวียนเกิดในสังขารร่างกาย สิ่งที่ได้ไม่สูญหาย แต่จะกลับมาเกิดมีวิบาก มีการถูกโลกครอบงำ ลิงลมอมข้าวพอง อย่างอาตมาถูกครอบงำไป 36 ปี แต่ความจริงที่ตนมีแล้ว มีอรหัตตผลลำดับใดก็ตาม โสดาบันก็มีความเที่ยงของเขา พระพุทธเจ้าถูกพระราชบิดาครอบงำให้อยู่กับสุขเท็จ ตลอด 29 ปี ถึงวาระก็ออกบวชแล้วถูกครอบงำด้วยวิบากทางธรรมว่าต้องทรมานตนเองอีก 6 ปี ท่านต้องไปรับวิบาก เพราะได้เคยตู่พระพุทธเจ้ากัสสปะ ตอนเป็นโชติปาลมานพ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ยังไม่แน่ ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้านะ จนกว่าจะเป็นนิยตโพธิสัตว์เที่ยงแท้แต่ประมาทไม่ได้ จะรีไทร์ได้ จนกว่าจะเป็นมหาโพธิสัตว์ก็เที่ยงแท้
590223_ทวช.พุทธาภิเษกฯครั้งที่ ๔๐ ธรรมะของพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม ๒