สื่อธรรมะพ่อครู(โอวาทปาติโมกข์) ตอน ทำอย่างไรจิตจึงจะบริสุทธิ์ผ่องใส_.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โอวาทปาติโมกข์) ตอน ทำอย่างไรจิตจึงจะบริสุทธิ์ผ่องใส สำหรับวาระนี้เป็นมาฆฤกษ์ เกี่ยวข้องกับตำนานวันมาฆบูชา ที่มีพระอรหันต์ 1,250 องค์มาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พระพุทธเจ้าก็ได้แสดงธรรม วันนี้ก็จะนำเอา โอวาทปาฏิโมกข์ 3 คือ สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสสูปสัมปทา และ สจิตตปริโยทปนัง มาอธิบาย คำว่า “สัพพปาปัสสะ อกรณัง” การไม่ทำบาปทั้งปวง แปลกันเช่นนั้นก็ถูกต้องดีแล้ว ต่อมาว่า “กุสลัสสูปสัมปทา” ทำแต่ดีทำแต่กุศลอยู่เสมอ ก็แปลได้ถูกต้อง แม้ที่สุดคำสุดท้าย “สจิตตปริโยทปนัง” หมายความว่าทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใส ก็ถูกต้อง ความหมายที่จะขยายคือ กว่าผู้ใดที่จะไม่ทำบาปทั้งปวงได้นั้น จิตใจเขาก็จะต้องถูกทำให้บริสุทธิ์ผ่องใสแล้ว แข็งแรงตั้งมั่นดีเลย จึงจะไม่นำผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์ผ่องใสแข็งแรงนั้นให้ไปทำบาปได้ ถ้าสจิตตปริโยทปนัง ไม่บรรลุ ไม่บริบูรณ์ จิตใจของเราจะมีตัวนำพาให้ไปทำบาป ทำอกุศล 3 ประโยคสามประโยคนี้ถึงต้องเข้าใจนัยให้สำคัญในเบื้องต้น ถ้าเราเข้าใจได้ละเอียดพอ ก็จะปฏิบัติได้สมบูรณ์ เราจะทำถูกต้องเป็นลำดับเป็นลำดับอย่างอัศจรรย์ มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย พระพุทธเจ้าตรัสเป็นความอัศจรรย์ ถ้าเราไม่ปฏิบัติอย่างมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ก็จะไม่เป็นความอัศจรรย์ ถ้าได้ทำตามพระพุทธเจ้าสอนอย่างถูกลำดับ พระพุทธเจ้าตรัสเป็นความอัศจรรย์ ล.23 ข.109 ก่อนจะทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใสได้ ก็ต้องรู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไรก่อนจะไม่ทำบาปทั้งปวงใช่ไหม ทีนี้ทำอย่างไร นี่เป็นประเด็น ทำอย่างไรจิตจึงจะบริสุทธิ์ผ่องใส การศึกษาของพระพุทธเจ้ามี 3 เท่านั้นคือไตรสิกขา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาสิกขา จึงเกิดวิมุติ เกิดวิมุติญาณทัสสนะ จิตเกิดอธิมุติ คือเดินทางสู่ที่สูงไปตามลำดับ ตามแต่ละคน
อ่านต่อ
จะเก่ง คนเก่งจะมีองศาสู่ที่สูงมากหน่อยเร็วหน่อย คนไม่เก่งก็ไปได้ต่ำและช้านานกว่า การศึกษาของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่อยู่ในหลักศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็จะไม่มีผลเป็นอธิมุติ สู่วิมุติและวิมุติญาณทัสสนะ ถ้าไม่เป็นเช่นนี้จะไม่ได้ ประเด็นแรกคือต้องมีศีลเป็นเบื้องต้น แล้วศีลเบื้องต้นคือศีล 5 คือ 5 ข้อหลัก ศีลหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแท้ๆ คือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นหลัก ไม่ใช่วินัย 227 ก็มีหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา เบื้องต้นนั้นมี 5 ข้อเป็นเบื้องต่ำสุดของการปฏิบัติธรรม เพราะว่าใน 5 ข้อนี้รวมกาย วาจา ใจครบ ศีลข้อ 1 2 3 หมายถึงกาย ศีลข้อที่ 4 หมายถึงวจี ศีลข้อที่ 5 หมายถึงใจ ครบพร้อม ข้อ 5 คำว่าสุระ นี้เราต้องทำก่อน แล้วค่อยไปสู่แบบกลาง คือ เมรยะ และ มัชชะ สุระคือสิ่งที่มอมเมาอย่างหนัก เสพสิ่งเสพติดคือถูกโลกธรรมครอบงำ เมาไป สิ่งที่เราหลงใหลในชีวิต ต้องแสวงหาแย่งชิง เพื่ออยากได้มาเสพสุขด้วยหลง ด้วยอวิชชา เมามันเสพอยู่เช่นนั้น นี่คือจิตหลงติดอยู่ ขั้นต้นคือ สุระ เบื้องต้นก็คือน้ำเมา คนก็เลยติดแต่นั้น ก็ไม่ผิด แต่ตื้น ไม่ลึกซึ้งปราณีต ก็ดี แต่ต้องมีสติสัมปชัญญะที่ปฏิบัติตามโพธิปักขิยธรรมและเข้าสู่โลกุตระ เป็นโลกุตระ 46 (ล. 31 ข. 620) ธรรมะของพระพุทธเจ้าคือโลกุตระ อันนี้แหละเรียกว่า อนุตตริยะ เป็นความสูงส่งเหนือโลกีย์ ไม่มีอะไรจะเหนือกว่านี้แล้ว ความรู้โลกายตศาสตร์ไม่มีอะไรเหนือกว่าศาสตร์ของพระพุทธเจ้า อาตมาก็เห็นจริง เพราะเราอยู่กับโลก คนเราถูกโลกครอบงำ เรื่อง ลาภ ยศ สรรเสริญ เอามาเสพทางทวาร 6 หรือ เสพสมอัตตา คืออัตตกิลมถะ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นสูตรแรกของพระพุทธเจ้าที่สอนก็เรื่องกามกับอัตตาชัดเจนที่สุด พระพุทธเจ้าก็บอกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่เหนือกามเหนืออัตตา ไม่หลงสุขขัลลิกะ และไม่เป็นอัตตกิลมถะ เหนือทั้งโลกเหนืออัตตา มีอำนาจอธิปไตยเหนือโลก เรายังมีอัตตาอาศัย ไม่ปรินิพพาน เช่น อรหันต์ทุกองค์มีรูปนามขันธ์ 5 แต่หมดกิเลส ตัณหา อุปาทาน สิ้นภพชาติ แต่ก็อาศัยรูปนามขันธ์ 5 ที่สะอาด สจิตตปริโยทปนัง หมดกิเลส ตัณหา อุปาทาน หมดภพชาติ แต่จิตทำหน้าที่สมบูรณ์แบบ มีคุณสมบัติอุเบกขา ออกจากโลกได้สนิทแล้ว สมบูรณ์แบบ ความเป็นโลกคือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เมื่อเราไปเป็นทาสของโลกเป็นสุขที่ไปยึดว่าเป็นกามเป็นสุข ไปยึดว่าอัตตาเป็นสุข เป็นอัตตาที่อวิชชาก็เป็นความลำบาก แม้อัตภาพที่บริสุทธิ์แล้ว เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่สะอาดบริสุทธิ์แล้ว มันก็ยังเป็นภาระที่เราจะต้องเลี้ยงดู ก็เป็นความลำบาก ยังต้องหาข้าวหาน้ำเลี้ยงตน เป็นอาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ที่เนื่องกับอาการ 32 ต้องขี้เยี่ยว เป็นนิพัทธทุกข์ แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็เลี่ยงทุกข์เหล่านี้ไม่ได้ แต่ไม่มีทุกขอริยสัจ หมดกิเลสคือเหตุแห่งทุกข์ได้จริง เกริ่นกล่าวมาถึงความเป็นลักษณะศาสนาพุทธ เมื่อเรียนรู้อย่างถูกต้องสัมมาทิฏฐิแล้วปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าตรัสแล้วอาตมาได้มาสาธยายต่อ แต่เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปหมดเลย ไม่เหลือเลยเพราะไม่มีพระอรหันต์จริง มีแต่พระอรหันต์ที่หลงตนเองว่าเป็นพระอรหันต์ ขออภัย ต้องขอเรียกภาษาชัดว่าอรหันต์เก๊ เดี๋ยวคนก็ไม่เข้าใจไปหลงอรหันต์เก๊เป็นอรหันต์จริง ไม่เป็นพหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) คือบรรลุอรหันต์แต่ไม่มีคุณประโยชน์ให้มวลชน ให้สังคมพ้นทุกข์อย่างมีรูปธรรมด้วย โดยเฉพาะพ้นทุกขอริยสัจ จะมีประโยชน์สองส่วน อุภยถะ ประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน รับใช้โลก โลกานุกัมปายะ การรับใช้ไม่ใช่รับจ้าง การรับจ้างคือทำงานได้สิ่งตอบแทนกลับ แต่ว่าการรับใช้ ไม่ใช่แปลว่าไม่รับใช้คฤหัสถ์ เพราะจะต้องอาบัติ กลายเป็นว่าพระไม่รับใช้ทำงานให้แก่ประชาชนหรือฆราวาส ทำไม่ได้แล้ว แม้แต่ตั้งแต่ไม่บรรลุนะ เมื่อบรรลุแล้วก็ไม่ต้องรับใช้เลย ก็เลยไม่รับใช้ไปใหญ่ ชัดๆ คือไปช่วยเหลือประชาชนโดยไม่รับสินจ้าง ก็พ้นลาภแลกลาภ ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ต้องพ้นมิจฉาชีพ ทำงานประจำเป็นอาชีพเรียกว่าสัมมาอาชีพ ยิ่งเป็นผู้ที่มีคุณค่าต่อสังคม พหุชนหิตายะ คือสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่รับจ้าง จะเรียกว่าทำงานให้ประชาชน เรียกว่ารับใช้ก็ได้ ผู้ที่มาบวช ยิ่งเรามาบวชแล้วไม่สะสมทรัพย์ศฤงคาร โภคขันธาปหายะ เว้นขาดจากเงินทองทรัพย์สินข้าวของ ไม่ต้องสะสม มีแต่บริขารเท่านั้น ยิ่งบรรลุอรหันต์จะยิ่งไม่สะสม ไม่สะสมธนบัตร ไม่เหมือนสมัยนี้ ผู้เบอร์หนึ่งของศาสนากลับสะสมรถเบนซ์ ซึ่งไม่อยู่ในคำสอนพระพุทธเจ้า น่าสงสารศาสนาพุทธในเมืองไทยวันนี้ เหมือนไม่ประสีประสา จะเถียงกันทำไม พระพุทธเจ้าไม่ให้สะสม อยู่ในจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ก็เลยเท่ากับศาสนาพุทธไม่มีไตรสิกขา เพราะไม่มีศีลแล้ว มีแต่วินัย 227 แม้แต่สมาธิก็เป็นมิจฉาสมาธิ ปัญญาก็เป็นตรรกะ จะไปไหนรอด ถ้าปัญญารู้ว่าศีลคืออะไรก็จะสัมมาปัญญา พอปฏิบัติก็จะได้สัมมาสมาธิ ก็จะต้องรู้ว่าเราได้สัมมาสมาธิ อันนี้เป็นสัมมาศีล แต่นี่ปัญญาไม่ถูกต้อง หลักปฏิบัติที่จะได้เป็นอธิจิตที่เป็นมรรคผล เรียกว่า สจิตตปริโยทปนัง ทำจิตให้ขาวรอบผ่องใส ก็คือจิตที่เป็นผล ไม่มีปัญญารู้ว่าเป็นสัมมา สัมมาเป็นอย่างไร อธิศีลปฏิบัติอย่างไรจึงจะละลดกิเลส ถึงจะกำจัดอกุศลจิตออกไปจากจิต จะได้เป็น สจิตตปริโยทปนัง
590222_ธรรมะมาฆบูชา โดยพ่อครู ธรรมะอนุตตริยะ