สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อนุตตริยะ 3 และ อนุตตริยะ 6.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข23 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อนุตตริยะ 3 และ อนุตตริยะ 6 เช่นเดียวกันกับโลกียะเปลี่ยนมาเป็นโลกุตระ บางคนเปลี่ยนแบบแรงกระแทก ปึ๊งมาเลย แล้วแต่บารมี บางคนถูกอะไรกระแทก บางคนจับพลัดจับผลูมา แต่บางคนก็แสวงหา บางคนมาแบบไฟไหม้ฟาง มีหลากหลายลีลา ก็เป็นไป แต่สุดท้ายก็จะเข้าข่าย เข้าเกณฑ์ของ เรียกว่า อนุตตริยะ เมื่อมีพลังงานองค์รวมของเชื้อกุศล กับเชื้อบุญ ระหว่างคำว่ากุศลกับบุญนั้น กุศล หมายถึงสิ่งมี บุญ หมายถึงสิ่งที่ทำให้เกิดสูญ เกิดไม่มี ส่วนกุศลเป็นเครื่องมือทำให้เกิดมี เครื่องมือทำกุศลคือเครื่องอาศัย บาปคือคำเดียวกับอกุศล จะหมายถึงสิ่งมีก็ได้ ถ้ามันไม่มีก็คือบุญ ถ้าดับอย่างค่อยๆ ลดลงเรียกว่าปฏิรูป reform แต่ถ้ามันแตกหายกระจายเร็วเรียกว่าปฏิวัติ revolution ก็มีลักษณะสองนี้มากหรือน้อยเท่านั้น บางคนกึ่งแรงกึ่งเบา บางคนก็ไม่ยอมแยกง่ายๆ บางทีระเบิดเลย เมื่อเปลี่ยนเข้าเขตโลกุตระก็คืออุตตระ หรือ อนุตตริยะ คือไม่มีอะไรจะสูงเหนือนี้อีกแล้ว ถ้า อ นี้คือไม่ น นี้เอียงไปเชิงไม่ ถ้าได้นี้เปลี่ยนเป็นใหม่เลย คือ นว คำว่า เนว คือกึ่งได้กึ่งดี อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ แล้วแต่คนมีปัญญาจริงจะรู้ว่ามีหรือไม่มี อ กับ น รวมตัว กับอุตตระ คืออนุตตริยะ แปลว่าสิ่งที่สูงสุด คือเข้าเขตโลกุตระ ถ้าอุตตระก็เข้าเขตโลกุตระแล้ว โสตา คือรู้ เป็นความรู้ โสตาปันนะ รู้มากพอเข้าเขต โสดาบัน พระพุทธเจ้าแบ่งเป็นสี่เขต เขตที่ 1 คือ 25% เขต 2 คือ 50% เขตที่ 3 คือ 75% เขตที่ 4 คือ 100% ถ้าเป็น 25 % ก็ยังไม่เที่ยง แต่ถ้าถึง 50% ชักจะเข้าท่า ก็จะเที่ยงอวินิปาตธรรม ถ้าไม่ตกต่ำเลย 50% ไปก็เป็นนิยตะ แปลว่าเที่ยง แน่นอน ถ้าเลย 75% คือสอบได้เกียรตินิยม สัตตักขัตตุปรมโสดาฯ คือถึงเขตขอบ คือการเข้ากระแสที่มีตัว

อ่านต่อ

เลข 7 มันกลับกัน คุณสามารถทำโสดาบัน ถึงพ้นสังโยชน์ 3 พ้นสักกายทิฏฐิ พ้นวิจิกิจฉา และพ้นสีลัพพตปรามาส เกิดปฏิบัติศีลพรตจนได้มรรคผล แต่ถ้ารู้ศีลพรตที่ถูกต้องแล้ว รู้ว่าปฏิบัติอย่างนี้กิเลสจะลด แต่ก็อยู่กับเครื่องมือนั้น ปรองดองกิเลส เลี้ยงกิเลสไว้ สร้างโลกธรรมให้แก่ตนเอง เหมือนตำรวจเลี้ยงโจรไว้ นี่คือลูบๆ คลำๆ กับศีลพรตนั้น ดีไม่ดีกบฏอีก เป็นวิธีเล่ห์กลของทุกคนเลยไม่ว่าใครในโลก คบโจรแล้วให้โจรสร้างตนเอง เช่น เศรษฐีบางคนค้าอบายมุขน้ำเมา ตนเองเป็นเหมือนตำรวจ น้ำเมาเป็นเหมือนโจร แล้วเลี้ยงโจร เอาไปขายให้ตัวเองรวยเละ บาปมหาศาล ในทุกวงการมีหมด คนนี้กบฏยิ่งกว่าพระยาจักรี หรือพระยาละแวก ตลบแตลง เป็นไส้ศึก มันได้ประโยชน์แต่มันเลว มาเข้าสู่อนุตตริยะ อนุตตริยะ คือ ความสูงที่ยอดเยี่ยม ไม่ถอยแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรมี 2 สูตร อนุตตริยะ 3 และอนุตตริยะ 6

อนุตตริยะ 3 คือ 1. ความเห็นอันยอดเยี่ยม (ทัสสนานุตตริยะ) ทัสสนานุตริยะ ทัสสนะคือการเห็น การดู การมอง การรู้ การทราบ การเข้าใจ ความรู้ชัด ทัศนะ หรือญาณ เป็นลัทธิ ทฤษฎีก็ได้ เป็นการแสดงออกเลยก็ได้ ถ้าแก่ตัวมีคุณสมบัติมากขึ้น จริงจังมากขึ้นในทัศนะนั้น 2. ความปฏิบัติอันยอดเยี่ยม (ปฏิปทานุตตริยะ) 3. ความพ้นวิเศษอันยอดเยี่ยม (วิมุตตานุตตริยะ)

และมีอีกหมวดคือ อนุตตริยะ 6 1. ทัสสนานุตตริยะ (การเห็นอย่างยอดเยี่ยม) 2. สวนานุตตริยะ (การฟังอย่างยอดเยี่ยม) 3. ลาภานุตตริยะ (การได้อย่างยอดเยี่ยม) 4. สิกขานุตตริยะ (การศึกษาอย่างยอดเยี่ยม) 5. ปาริจริยานุตตริยะ (การบำเรออย่างยอดเยี่ยม) 6. อนุสสตานุตตริยะ (การระลึกถึงอย่างยอดเยี่ยม) ทัสสนานุตตริยะ เมื่อตากระทบรูป รูปเกิดที่ใด คุณอ่านรูปนี้ออกที่นั้นคือที่เกิด ได้พบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ได้ศรัทธา เกิดมีญาณรู้ มีโยนิโสมนสิการถ่องแท้เลย ในนามธรรมมันไม่ที่อยู่ ไม่มีรูปร่าง อยู่ในอาการ 32 ของคุณ ไม่ออกนอกนั้น เกิดสภาพรู้ขึ้นมา ความเป็นผู้หญิงคือความดิ้น ถ้า xx คือเหมือนกัน แต่ xy คือต่างกันนะ ถ้าเหมือนกันจะเกาะกันแน่น ถ้าต่างกันจะแยก ถ้ามีพลังมากก็จะแยกตัวเลย คือชายจะพาแยกตระกูลได้ แต่หญิงไม่สามารถพาแยกตระกูลได้ ถ้าชายไม่มีกำลังก็แท้ง ชายเป็นตัวเจาะ หญิงไม่ใช่ตัวเจาะ หญิงเป็นตัวดิ้น แต่ชายเป็นตัวเจาะ อะไรเป็นตัวเคลื่อนไหว? คือ เคลื่อนไหวทั้งคู่ ตัวสเปิร์มก็ต้องเจาะให้ได้ คือรายละเอียดที่เข้าใจยาก แต่ตัวสงบจริงๆ คือชาย แต่ถ้ายังมี women touch คือหญิง ยังมี อุทธัจจะ ยังมีมังกุอยู่คือหญิง ยังมีจริตจะก้านอยู่ อาตมาเวลาแสดงธรรมนี่ใช้เชิงผู้ชาย แต่ถ้าอยู่ตามปกติก็แสดงแบบหญิง สวนา หรือ สวน หรือเสวนา คือการฟัง ลาภานุตตริยะ ตัว ภ นี้คือตัวเจริญ แต่ถ้าเติม ภย ก็แปลว่าภัย ลาภคือสิ่งที่ได้มา ถ้าไปแสวงโลกีย์คงไม่มานี่ คนที่มาปฏิบัติกับอาตมานี้ คนมาไม่ง่ายหรอก แต่ละคนมาก็มีอะไรในจิตใจแต่ละคน จะถูกบังคับก็ตาม ถือว่าเป็นโชคของคุณแล้วหนอ ยิ่งมีปฏิภาณเอง ขวนขวายเองก็ดีมากแล้วหนอ อาตมาว่าเป็นโชค อย่างคุณสีพลบคือคุณขาว พรเพ็ญ เมื่อคืนก็ขึ้นเวทีอยู่ เมื่อเห็นแล้วได้รู้จัก พอมาถึงได้ลาภมาเป็นรู้จริง ก็มีสิกขา ปาริจริยานุตตริยะ คือมีพฤติกรรมที่ข้ามฝั่ง ส่วนปาราชิกคือผู้ไม่ข้ามฝั่ง ส่วนปาริจริยะคือข้ามฝั่ง สุดท้ายคือ อนุสสตานุตตริยะ เป็นการเจริญมาเป็นยอดใจ มนุสสะคือใจสูงใจเจริญ อนุสสะคือการได้ สูง เจริญ แล้วเขามาแปลกลับว่าระลึก ได้แล้วก็เอาของคุณที่ได้มาระลึก เอาสัญญามาระลึกคือการได้แล้ว ที่จริงได้ลาภะมาแล้ว เจริญแล้ว ปาริจริยะแล้ว ได้แล้วก็เพิ่มเติมอีกคืออนุสสะ ทบทวนสร้างต่อคือตัวเจริญเพิ่ม จากอนุสสตะก็เป็นมนุสสตะ ลักษณะภาษาที่บอกอีก 6 ตัวนี้ก็คือการศึกษา 1. เชื่อถือ 2. เชื่อฟัง 3. เชื่อมั่น ทัสสนะคือเชื่อถือ สวนะคือเชื่อฟัง คือเริ่มทำตามแล้ว แต่ถ้าแค่เชื่อถือแต่ไม่ทำตาม คุณนับถือศาสนาพุทธ ใครแตะไม่ได้ แต่ว่าไม่เคยปฏิบัติ เชื่อถือก็แค่ถือ เชื่อฟังก็ทำตาม ถ้าเชื่อมั่นก็คือ confidence เป็นลาภเลยได้เลย ทวนอีก 4. สิกขา 5. ปาริจรยะ 6. อนุสสะ ก็ซ้อนเป็นอีกรอบสูงขึ้นไปอีก สิกขาใส่ใจ แล้วให้เจริญปาริจริยา เชื่อฟังปฏิบัติ จนได้อนุสสตะ ก็คืออนุตตริยะ คือเจริญยอดเยี่ยมนั่นเอง ลองมาฟัง รายละเอียดของพระพุทธเจ้า

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๑๐. อนุตตริยสูตร [๓๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุตตริยะ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน คือ ทัสสนานุตตริยะ ๑ สวนานุตตริยะ ๒ ลาภานุตตริยะ ๓ สิกขานุตตริยะ ๔ ปาริจริยานุตตริยะ ๕ อนุสสตานุตตริยะ ๖ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทัสสนานุตตริยะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล บางคนในโลกนี้ ย่อมไปเพื่อดูช้างแก้วบ้าง ม้าแก้วบ้าง แก้วมณีบ้าง ของใหญ่ ของเล็ก (เดี๋ยวนี้เขาก็ให้ดูหมีแพนด้า ดูสัตว์ต่างๆ ดูของต่างๆ มากมายที่เขาจะหลอกให้ดูกันมากมาย พวกคุณเลิกแล้วที่จะโง่ไปดูสิ่งเหล่านั้น โทรทัศน์เดี๋ยวนี้ก็มอมเมาให้คนตกนรกปหาสะ ตกนรกนานด้วย นรกที่เป็นสุขสนุกสนานคือนรกเพลินไม่รู้ตัว ตกนานด้วย ตกหนัก ตกจมไม่รู้เรื่อง อาการดิ้นแบบเสี้ยนยาคือตกนรก พ่อแม่ก็ฆ่าได้ คุณดิ้นอย่างนั้นในนามธรรม เมื่อตายไปไม่มีใครช่วยด้วย ถ้าไปดิ้นที่โรงพักก็แบ่งให้เสพยาไม่ตาย แต่ถ้าดิ้นมากทนพิษบาดแผลไม่ได้ก็ตาย บางคนทนพิษบาดแผลได้ก็ไม่ตาย ตกนรกก็เหมือนกัน นี่แหละคือความตกนรก คุณไม่รู้ยิ่งกว่าคนเสี้ยนยา คุณก็ดิ้น ตายพับแล้วพับอีก รู้สึกตัวก็ดิ้นอีก อยู่อย่างนั้นอีกนานเท่านาน ตกนรกเช่นนั้น ของจริงนะ อยู่ที่นั่นไม่มีเวลานับนะ แล้วเป็นจริง ทรมาน คนตายตกนรกนี่จริงกว่า ตอนเป็นเข้าใจไม่ได้ง่ายๆหรอก คุณฟังดูว่าน่ากลัว ก็คิดได้ว่าน่ากลัวขนาดหนึ่ง แต่ถ้าตายไปแล้วตกนรกนั้นจริงกว่าที่คิดได้ตอนนี้ น่ากลัวกว่าคุณฟังแล้วเข้าใจ น่ากลัวกว่าหลายเท่า ขณะนี้คุณฟังนี้ อาตมาพูดให้คุณฟังก็โง่ขนาดนี้ ตายไปนี้คุณโง่กว่านี้หลายพันเท่า คุณจะหลงจริงมากกว่านี้อีก คุณฟังขณะนี้รู้เรื่องก็ฉลาด คนฟังได้มาฟังรู้บ้างไม่รู้บ้างก็ได้กุศลขนาดหนึ่ง แต่ถ้าฟังรู้เรื่องก็มีปัญญาสูงกว่า คนไม่ได้ฟังเลยก็ไม่มีบารมี ฟังแล้วรู้เรื่องบารมีมากกว่าคนฟังไม่รู้เรื่อง แต่ดีกว่าคนไม่ฟังเลย คนได้มาฟังอาตมานี้เป็นโชคแล้ว ยิ่งมาด้วยปัญญาสมัครใจ รู้อะไรควรหรือไม่ควร) หรือสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด (เหมือนยุคนี้ก็ไปดูสมีอุ้มสมี ไม่มาดูที่อาตมากล่าว) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทัสสนะนั้นมีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าทัสสนะนี้นั้นแลเป็นกิจเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่งเพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปเห็นพระตถาคต หรือสาวกพระตถาคต การเห็นนี้ยอดเยี่ยมกว่าการเห็นทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ไปเห็นพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่าทัสสนานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะเป็นดังนี้ ฯ (พระพุทธเจ้าขยายความยาว คนไม่รักกันจริงไม่ใจเย็นไม่เห็นประโยชน์ จะรำคาญว่าทำไมไม่เข้าเป้าสักที แต่ว่าคนซาบซึ้งดีจะอ่านได้อย่างมีธรรมรส) ก็สวนานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไปเพื่อฟังเสียงกลองบ้าง เสียงพิณบ้าง เสียงเพลงขับบ้าง หรือเสียงสูงๆ ต่ำๆ ย่อมไปเพื่อฟังธรรมของสมณะ หรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การฟังนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการฟังนี้นั้นเป็นกิจ เลว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่ หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปฟังธรรมของพระตถาคตหรือสาวกของพระ ตถาคต การฟังนี้ยอดเยี่ยมกว่าการฟังทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่ง สัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ไปเพื่อฟังธรรมของพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า สวนานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ เป็นดังนี้ ฯ ก็ลาภานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมได้ลาภคือบุตรบ้าง ภรรยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือลาภมากบ้าง น้อยบ้าง หรือ ได้ศรัทธาในสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภนี้ มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าลาภนี้นั้นเป็นของเลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การได้นี้ยอดเยี่ยมกว่าการได้ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตหรือสาวกของ พระตถาคตนี้ เราเรียกว่า ลาภานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตริยะ ลาภานุตตริยะ เป็นดังนี้ ฯ ก็สิกขานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมศึกษาศิลปะเกี่ยวกับช้างบ้าง ม้าบ้าง รถบ้าง ธนูบ้าง ดาบบ้าง หรือศึกษา ศิลปชั้นสูงชั้นต่ำ ย่อมศึกษาต่อสมณะ หรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การศึกษานี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการศึกษานั้น เป็นการศึกษาที่เลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้ง มั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมศึกษาอธิศีลบ้าง อธิจิต บ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว การศึกษานี้ยอด เยี่ยมกว่าการศึกษาทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้ง หลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธา ตั้งหมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมศึกษา อธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วนี้ เราเรียกว่า สิกขานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ สิกขานุตตริอะ เป็นดังนี้ ฯ ก็ปาริจริยานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลก นี้ ย่อมบำรุงกษัตริย์บ้าง พราหมณ์บ้าง คฤหบดีบ้าง บำรุงคนชั้นสูงชั้นต่ำ บำรุงสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบำรุง นี้นั้นมีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการบำรุงนี้นั้นเป็นการบำรุงที่เลว ... ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบำรุงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การบำรุงนี้ ยอดเยี่ยมกว่าการบำรุงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรัก ตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบำรุงพระตถาคตหรือสาวก ของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า ปาริจริยานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนา นุตตริยะ ลาภานุตตริยะ สิกขานุตตริยะ ปาริจริยานุตตริยะ เป็นดังนี้ ฯ (ถ้าคุณบำรุงพระพุทธเจ้าก็สูงสุด แต่ถ้ามาบำรุงอาตมาที่คุณเจริญไล่ไม่ทันอาตมา คุณก็บำรุงได้แต่ของที่จะยังให้อาตมาต่ออายุ แต่คุณจะต้องบำรุงสิ่งนี้ไว้ เพราะคุณเลี้ยงร่างนี้ไว้ เพื่อคุณจะได้สิ่งที่พาคุณสูงขึ้นได้ แต่ถ้าคุณเจริญขึ้นได้มากกว่าอาตมา อาตมาก็ต้องไปบำรุงคุณ คุณเป็นอภิชาตบุตร อาตมาไม่ริษยานะ อาตมาว่าดีนะที่จะได้มีคนมาช่วยกันทำงานเพิ่มอีก ใครดีกว่าอาตมาได้อาตมาก็ส่งเสริมนะ ไม่คิดแข่งดีแข่งเด่น แต่ขอให้ดีจริง ไม่ใช่ดีเก๊ๆ นะ) ก็อนุสสตานุตตริยะ (แปลว่าสูงที่สุด แต่ใช้ว่าเป็นการระลึกถึงสิ่งที่ได้ก็ได้) เป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมระลึกถึงการได้บุตรบ้าง ภริยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือการได้มากน้อย ระลึกถึงสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การระลึกนี้มีอยู่เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการระลึกนี้นั้นเป็นกิจเลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การระลึกถึงนี้ยอดเยี่ยมกว่าการระลึกถึงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า อนุสสตานุตตริยะดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุตตริยะ ๖ ประการนี้แล ฯ ภิกษุเหล่าใดได้ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ ยินดีในสิกขานุตตริยะ เข้าไปตั้งการบำรุง เจริญอนุสสติที่ประกอบด้วยวิเวก เป็นแดนเกษม ให้ถึงอมตธรรม ผู้บันเทิงในความไม่ประมาท มีปัญญารักษาตน สำรวมในศีล ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อมรู้ชัดซึ่งที่เป็นที่ดับทุกข์ โดยกาลอันควร ฯ จบอนุตตริยวรรคที่ ๓ พ่อครูว่า...บางคนมาชวนอาตมาไปสังเวชนียสถาน แต่อาตมาว่าอาตมามีสังเวชนียสถานในนี้แล้ว ต้นโพธิ์อาตมาก็มีแล้วในนี้ ใครอย่ามาชวนเลยนะ

590222_ทวช.พุทธาภิเษกฯครั้งที่ ๔๐ ธรรมะของพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม ๑

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน