สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน แยกกายแยกจิตเป็นมีสิทธิ์เป็นอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน แยกกายแยกจิตเป็นมีสิทธิ์เป็นอรหันต์ _ทิดวิเชียร...หลังจากพระพุทธเจ้าตายไปแล้ว ท่านสั่งสอนว่าให้เอาพระธรรมคำสอน ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้วเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้วผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป พ่อครูว่า...เทวดาหมายถึงตาทิพย์นามธรรมหรืออรูป ก็ไม่เหลือแม้แต่ดินน้ำไฟลมก็จะแยกไป หากเข้าใจกายกับจิตไม่ได้ แยกกายแยกจิตไม่ได้ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นพระอรหันต์ ผมขนเล็บฟันหนังที่ได้พิจารณาว่าคุณต้องรู้ว่าอยู่ในร่างของคุณ คุณจะต้องเข้าใจ เอาที่เล็บ อย่างอื่นอธิบายได้ยาก เล็บของคุณยาวออกมามันยังมีชีวะมันยังเป็นพีชะ แต่ยาวออกมาแล้วส่วนที่มันไม่รับความรู้สึกไม่ใช่กาย เป็นชีวะ มันไม่สุขไม่ทุกข์ไม่เจ็บไม่ปวด เล็บส่วนที่เป็นชีวะมีอาหารเลี้ยงอยู่ ถ้าตัดเล็บส่วนนี้ขาดจากร่างกายเรา ส่วนนั้นแน่นอนก็เป็นอุตุ เป็นธาตุดินน้ำไฟลม ขาดชีวะแล้วด้วย ตัดออกไปนั่นคืออุตุ นี่แยกให้ดี แต่ยังเป็นชีวะอยู่คุณยังไม่ตาย คุณจะต้องรู้จักทำตัวให้เป็น พีชะ ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข แต่มีชีวะ ไม่มีบาปไม่มีบุญ เหมือนเล็บส่วนที่เป็นพีชะ ถ้าใครแยกกายแยกจิตอันนี้ออก กายอันนี้ไม่ใช่กายแล้วนะ เพราะไม่มีความรู้สึก ถ้าใครเข้าใจตรงนี้ไม่ได้ ก็จะไปเข้าใจการนั่งเอาจิตเข้าไปภายในจนเป็นพรหมลูกฟัก ข้างนอกไม่รู้สึกเลย เป็นมนุษย์พืช เขาก็ทำกันได้แต่ของพระพุทธเจ้าลืมตาสัมผัสรับรู้อยู่แต่เราทำจิตของเราให้เป็น พีชะ ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่ทำชั่วแล้วทำแต่ดีด้วยซ้ำไป ก็สามารถมีวสวัตตีโก ยังจิตให้อยู่ในอำนาจได้ ก็เป็นผู้ที่ควบคุมกายควบคุมจิตได้ ทำกายให้ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ นี่แหละคือปรมัตถ์ชั้นยอดของศาสนาพุทธ อรหันต์คือผู้หมดความสุขค
อ่านต่อ
วามทุกข์เป็นผู้ดับเทวดาไม่สุขไม่ทุกข์ จิตวิญญาณสะอาด ไม่ทำชั่วทำแต่ดีจิตสะอาดหมดสุขหมดทุกข์ จิตนี้เป็นจิตแท้ๆบางทีเขาเรียกว่าเป็นจิตเดิมแท้ เป็นจิตที่ต้องศึกษาทำให้ได้ ขณะเป็นๆทำให้ได้ เป็นพระอรหันต์ อย่าลืมตาปฏิบัติไม่ใช่ไปนั่งหลับตา พรหมลูกฟัก อย่างนั้นโมฆะจากศาสนาพุทธ ถ้าแยกกายแยกจิตออกแล้ว คุณยังเป็นคนยังมีถ้ารู้ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ทำจิตคุณด้วยกรรมด้วยธรรมะ เข้าใจโลกุตรธรรม พีชะของจิต ทำจิตให้เป็นพีชธาตุหรือพีชธรรม เป็นธาตุสอง เทวธัมมา เทวะแปลว่าสอง ศาสนาพุทธจึงรู้จักความเป็นเทวะรู้จักธรรมะ 2 ตีแตกแยกแยะธรรมะ 2 ได้และทำให้เป็นหนึ่งได้ทำให้เป็น 0 ได้ นี่คือความสามารถของศาสนาพุทธ ศาสนาเทวนิยม ตีแตกแยกแยกะเทวะไม่ออก ทำความสุขความทุกข์ให้หมดไปไม่ได้ แล้วหลงจมอยู่ในความสุขจึงเป็นพวกสุขนิยม แล้วไม่ได้เรียนรู้กรรมวิบาก ไม่ได้เรียนรู้การเกิดแล้วเกิดอีกตามกรรมวิบาก ที่ไม่ได้จบลงง่ายๆ เกิดแล้วเกิดอีกตายแล้วเกิดอีกมีชาติมีภพ ไม่ใช่ตายไปแล้วในชาติเดียวไปอยู่กับพระเจ้า ศาสนาที่สอนตายไปแล้วเกิดอยู่กับพระเจ้าไม่ได้สอนเรื่องเกิดแล้วตายตายแล้วเกิด จึงได้สอนว่าวิญญาณไปอยู่กับพระเจ้านิรันดรหลังจากตายแล้ว คนนี้จึงไม่รู้จักกันเกิดชาติแล้วชาติเล่า มีภพมีชาติอีก โดยมีกรรมเป็นตัวพาเป็นไปเพราะว่ากรรมเป็นของตน กัมมัสโกมหิ กัมมาทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมปฏิสรโณ กรรมจำแนกสัตว์ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตะตีโลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมไม่ใช่สัตว์โลกต้องเป็นไปตาม God ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่เรียนรู้กรรมไม่ใช่ไปเรียนรู้ God แล้วสามารถเลิกกรรมได้เลย กับเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกไปเลยไม่เกี่ยวกับพระเจ้าพระเจ้าตามหาก็ไม่ได้ จะบอกว่าอวดดีไม่มาหาพระเจ้า หายไปได้เลย ทำตัวเองหายไปได้เลย พระเจ้าไม่เกี่ยว นี่คือสุดยอดของศาสนาพุทธ เป็นทางออก ก็ขอสรุป จิตวิญญาณที่เป็นพระอรหันต์แล้วจึงจะอยู่ก็ได้ จะนานเป็นนิรันดร เหมือนอย่างพระอวโลกิเตศวร ท่านตั้งปณิธานจิตว่าจะอยู่รื้อขนสัตว์ จนคนในโลกนี้หลุดพ้นไปหมดแล้ว ท่านจึงจะปรินิพพานเป็นคนสุดท้าย เป็นสุดยอดพระปณิธาน พระอวโลกิเตศวร ก็คือเป็นธรรมาธิษฐานชนิดหนึ่งเท่านั้นแหละ เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปได้สูงสุด เก่งกว่าพระพุทธเจ้าได้อย่างไรพระอวโลกิเตศวร ก็เป็นธรรมาธิษฐานกันไว้เท่านั้นเอง เป็นธรรมาธิษฐานของพระโพธิสัตว์ที่จะพยายามรื้อขนสัตว์ให้ได้มาก ที่จริงแล้วเป็นเรื่องสุดโต่ง แต่ที่จริงเป็นธรรมาธิษฐานเท่านั้น จะบอกว่าจริงหรือไม่จริงก็ได้สำหรับผู้ที่เข้าใจแล้ว จบ 621120_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ล้างสุขทุกข์ของเทวะด้วยปัญญาสูตร