สื่อธรรมะพ่อครู(อุเบกขา) ตอน ปัจจัตตัง นิพพาน อุเบกขา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อุเบกขา) ตอน ปัจจัตตัง นิพพาน อุเบกขา _จาก..ลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์ กราบนอบน้อมพ่อครูที่เคารพค่ะ..ขอเรียนถามพ่อครูถึงสภาวะปัจจัตตังค่ะ • สภาวะปัจจัตตังจะเกิดขึ้นตั้งแต่พระอาริยะระดับไหนขึ้นไปคะ • ปัจจัตตัง เป็นปัญญาที่เกิดจากการรู้ตามคำสอนของครูผู้เป็นสัตตบุรุษด้วยใช่มั๊ยคะ • สภาวะปัจจัตตัง อุเบกขา นิพพาน มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไรคะ .....กราบขอบพระคุณพ่อครูอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า…คำว่าปัจจัตตังคือเรารู้ได้ด้วยตัวเอง คำเต็มคือ ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ผู้ที่มีธาตุรู้ ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติคือการรู้อย่างอาริยะ แต่โดยทั่วไปคำว่าปัจจัตตังหมายถึงตัวเองรู้เอง แต่ของพวกเราเองหมายถึงรู้โลกุตระ หมายถึงต้องปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้น ฟังคำสอน บัญญัติทฤษฎี เมื่อไหร่ผลก็จะรู้ด้วยตัวเองเห็นแต่ตัวเองกายกรรมก็รู้ตรงกันหมดวจีกรรมและมโนกรรม ปัจจัตตังก็มีตั้งแต่พระอาริยะระดับเริ่มต้นเลย ถ้าจะอธิบายอย่างละเอียด เช่น โกณฑัญญะเริ่มได้ฟังคำสอนพระพุทธเจ้าเมื่อได้ฟังแล้วจิตใจก็เปลี่ยนเลย จิตใจที่เป็นโลกียะเปลี่ยนมาเป็นจิตใจที่รู้ที่เข้าใจ จิตนี้ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นโลกุตรจิต พระพุทธเจ้าก็สามารถรู้จิตใจของโกณฑัญญะ ก็เลยอุทานว่า โกณฑัญญะรู้ได้แล้วหนอ มีจิตธาตุรู้ที่เป็นอัญญธาตุ เป็นจิตอื่นสามัญจากโลกีย์ มาเป็นปัญญาครบพฤติกรรม ปัญญาจึงเป็นพยัญชนะของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า เป็นคำบาลี ที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติของท่านขึ้นมาเอง หมายถึงความรู้ที่รู้โลกุตระ เป็นโลกใหม่ เป็นความรู้โลกุตระโดยเฉพาะ แต่มันก็ได้ผิดเพี้ยนไป เพราะคนทั่วไปเอาคำว่าปัญญามาใช้แทนคำว่า เฉโก ความรู้ที่เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัสแล้วสามารถรู้ได้อย่างยิ่ง เป็นความฉลาดที่มีอายตนะ คือฉฬายตนะ คือความรู้จ
อ่านต่อ
ริง ส่วนการปฏิบัติแบบหลับตาปฏิบัติก็ปรุงกันแต่ในจิต สมมุติอะไรต่างๆได้ไปตามเรื่องราวอย่างไรก็ปั้นเอาเองได้ แล้วคุณออกมาพิสูจน์ให้มีสภาวะภายนอกที่ตาสามารถสัมผัสได้ หูกระทบสัมผัสได้เป็นเสียง จมูกสัมผัสได้แต่กลิ่นลิ้นสัมผัสได้แต่รส ภายนอกสัมผัสได้ด้วยกาย ร่วมรู้กันได้คนอื่นก็ร่วมรู้กันได้ด้วย ถ้าจะเรียกกันว่าความจริงต้องมีทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกก็มีตาหูจมูกลิ้นกาย พระอรหันต์ขึ้นไปสัมผัสทางภายนอกแล้วไม่มีกิเลสเลย แต่ท่านก็มีความใคร่อยากจะทำงานนี้ มีกรรมกิริยา ปรารถนาจะทำงานร่วมกับที่สัมผัส ท่านก็ทำงานด้วยความปรารถนาไม่ใช่อยู่เฉยๆไม่คิดไม่อยากไม่มีความประสงค์ไม่มีความปรารถนาไม่มีพลังงานอะไรที่จะทำงานได้เลย อยู่กลางๆเฉยๆ อย่างนี้มันก็ไม่ได้ทำงานอะไร จะทำงานจะต้องมีเจตนารมณ์มีความมุ่งหมายมีพลังงานพุ่งออกไป จะให้เป็นอย่างไร พระอรหันต์พระพุทธเจ้าจะให้เป็นอะไรก็ไม่มีทางให้เป็นสิ่งที่ไม่ดีสิ่งที่ชั่ว จะไม่มีตัวเจตนานี้เลย เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทุกองค์มีความซื่อสัตย์สุจริตในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าจึงให้ยกสติวินัยแก่พระอรหันต์ เพราะว่าท่านจะไม่มีเจตนาที่จะทำอะไรผิดอะไรเลวร้าย แต่ถ้าอรหันต์ผิดได้ ไม่ได้เจตนาให้ผิดแต่มีภูมิรู้เท่านั้น ก็อย่าไปเอาผิดท่าน อย่าไปถือโทษท่าน เพราะว่า ท่านบริสุทธิ์แต่มีวิบาก วิบากเป็นอันทำ เช่นเราเดินไปเหยียบมดตาย ไม่ได้เจตนาจะไปเหยียบมดตายแต่มดมันตาย เหยียบมันแรงมันตายเลย เราไม่ได้มีเจตนา เราไม่ได้มีบาป ไม่ได้มีอกุศลจิตเลย ไม่มี แต่วิบากมีตรงที่ว่ามดมันจะพยาบาทเราไหม ทำมันตายมันโกรธไหม มันไม่ชอบ ก็ยึดถือ ว่าเอ็งทำข้าตายมันจะจองเวรจองกรรม ถูกตัวหรือเปล่า ถ้ามันรู้ว่าคนนี้มันก็จองเวรทันที ถ้ามันไม่รู้ว่าใครก็ตามไม่ได้ มันก็จองไม่ถูกตัว เรื่องพวกนี้เราเดาเอาไม่ได้ นัยละเอียดของกรรมวิบากนั้นลึกซึ้งอจินไตยอย่าไปคิดเล่นพูดเล่น มันละเอียดมากมายเหลือเกิน621118_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ปฐมอโศก ครั้งที่ 81