สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อธิบายปัญญาสูตร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข28 พฤศจิกายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อธิบายปัญญาสูตร ปัญญาสูตร [92] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุ 8 ประการ ปัจจัย 8 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว 8 ประการเป็นไฉน พ่อครูว่า..ปัญญาเริ่มต้น คืออัญญธาตุที่ไม่ใช่เฉกะหรือเฉโก แค่เฉกะเฉโกกับปัญญาต่างกันอย่างไร เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธไม่รู้กันแล้วนอกจากชาวอโศกจะรู้ คำว่าความฉลาดที่เรียกว่าปัญญานั้น ไม่มีในศาสนาใดเลยศาสนาอื่นไม่มี ความฉลาดที่เป็นปัญญา เป็นความฉลาดของโลกุตระ ฉลาดอะไร ที่เป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์ ผู้ที่ได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแล้วดำเนินงอกงามต่อไปไพบูลย์ต่อไป บริบูรณ์ต่อไป แห่งปัญญาจบปัญญาสูงสุดคืออรหันต์ ในรอบของโลกีย์กับโลกุตระ เป็นพระอรหันต์ ส่วนโพธิสัตว์ที่จะเพิ่มภูมิปัญญาไปอีกก็เป็นโพธิสัตว์ ซึ่งคนโดยเฉพาะทางไทยเถรวาท ไม่ค่อยจะรู้เรื่องโพธิสัตว์ ยากที่จะพูดกัน นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เบื้องต้น แค่ปัญญาอันแรกเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์งอกงามไพบูลย์เป็นปัญญา 8 1.ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว พ่อครูว่า..ผู้ที่เป็นครูจริงๆไม่ใช่ครูเก๊ต้องเป็นผู้ที่บรรลุธรรมพระพุทธเจ้า อย่างน้อยเป็นครูอนุบาลเรียกว่าพระโสดาบัน ครูชั้นประถมคือพระสกิทาคามี ครูที่เป็นชั้นมัธยม ก็เป็นพระอนาคามี ครูอุดมศึกษา ก็คือพระอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น ต้องอาศัยนะ ถ้าไม่อาศัยพระศาสดาไม่อาศัย

อ่านต่อ

ครูที่เป็นครูจริงๆ ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย รู้ว่าคนนี้เป็นครูแล้ว รู้ว่าเราเองมีกิเลสเต็มตัวก็เข้าไปหาครูอาศัยครู ก็ไปตั้งความละอาย ตนเองยังไม่ได้รู้กิเลสยังไม่ได้ลดกิเลสก็เข้าไปหาครู ไปตั้งความละอายไม่ใช่ไปตั้งความอวดดี เพราะตัวเองกิเลสเต็มตัว อรหันต์ไม่มีกิเลสแล้ว หรือแม้แต่พระโสดาบันก็ถือว่าเป็นครูเป็นผู้รู้กิเลสระดับหนึ่งแล้ว สกิทาคามีก็เป็นครูสูงขึ้นไป ก็เข้าไปตั้งความละอาย คนที่มีความละอายคือมีเทวธรรมคือเป็นเทวดา คนที่ไม่ละอายต่อกิเลส ผู้ที่ไม่มีกิเลส เราเป็นผู้ที่มีกิเลสเราก็ต้องละอายต่อท่าน พระโสดาบันก็ละอาย พระสกิทาคามีก็ละอายมาก พระอนาคามีก็ละอายยิ่งกว่า พระอรหันต์ก็ละอายอย่างมาก เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก ซึ่งคำว่าความรักไม่ใช่ความรักมิติตื้นๆ คือ ความรักและความเคารพอย่างแรงกล้า รักอย่างเคารพบูชาไม่ใช่ความรักอย่างขี้หมาตื้นๆ ความรักมิติที่1 2 ที่ 3 เป็นความรักที่สูงระดับ 7 ขึ้นไป หมายความว่าปัจจัยที่ 1 นี้จะต้องไปอาศัยพระศาสดา อาศัยเพื่อนพรหมจรรย์ที่ตั้งอยู่ในฐานะของครู ด้วยจิตใจเราต้องไปยังอ่อนน้อมถ่อมตน อยู่กับคนที่ฐานะมีกิเลสน้อย ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็ยิ่งต้องละอายต่อท่านเป็นความเกรงกลัว ความรักและเคารพ อย่างแรงกล้าเคารพอย่างเต็มๆ หากจะเคารพเป็นครูอาจารย์ต้องเคารพอย่างเต็ม ข้อสำคัญว่าอาจารย์นั้นแน่หรือเปล่า เป็นอาจารย์ที่คุณแน่ใจหรือเปล่าจริงหรือเปล่า เราเลือกแล้ว หรือว่าเราเลือกเพราะรู้ว่าอันนี้เป็นอาจารย์ใหญ่อาจารย์กลางอาจารย์น้อย ก็เลือกตามความจริง ปัจจัยข้อที่ 1 นี้ยืนยันว่าคุณจะได้ปัญญา ปัญญาเป็นธาตุรู้ที่เป็นของพระอาริยะหรือโลกุตระของพระพุทธเจ้า เริ่มต้น ตั้งแต่อัญญธาตุที่อาตมาแยกให้ฟัง ตั้งแต่พระพุทธเจ้าประกาศเอาไว้ ท่านเทศน์กัณฑ์แรกเลย อัญญาโกณฑัญญะฟังกับเพื่อนพราหมณ์อีก 4 รูป ก็คือนักบวชนั่นแหละ พระพุทธเจ้าก็มาพบผู้ที่แสวงหาที่จะบรรลุพรหมจรรย์คือนักบวช ตอนนั้นศาสนาพุทธยังไม่เกิด พระพุทธเจ้าท่านก็มีวิชชาของท่านมา เป็นพระศาสดาองค์หนึ่งก็เอามาประกาศขึ้น เมื่อประกาศพระสูตรแรก อัญญาโกณฑัญญะ อัญญาก็คือความรู้จากอัญญธาตุไม่ใช่ความรู้แบบโลกีย์ เป็นธาตุรู้คนละโลก ธาตุรู้ของโลกียะมันอย่างหนึ่ง ธาตุรู้ของโลกุตระมันอีกอย่างหนึ่งมันเป็นคนละโลก เพราะโลกุตระนั้น จะต้องอาศัยพระศาสดาหรือผู้ที่มีอาริยะธาตุ ตั้งแต่พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นความรู้ที่เป็นปัญญา ต้องอาศัยจากผู้ที่ได้ก่อนมีก่อน ผู้ที่จะเป็นสัตบุรุษ หรือเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะของครู นับจากพระพุทธเจ้ามาสืบต่อเป็นผู้ที่มีสัมมาปฏิบัติสัมมาปฏิเวธ ต้องอาศัยผู้ที่มีมาจากพระพุทธเจ้าก่อน หรือได้รับต่อจากพระพุทธเจ้ามาแล้ว เมื่อไม่มีพระพุทธเจ้าก็เหลือแต่ครู แล้วแต่ผู้ที่อยู่ในฐานะของครู ถ้าหากโลกยุคไหนสมัยไหนไม่มีพระอาริยะครู ไม่มีผู้ที่ตั้งอยู่ในสถานะของครูอย่างแท้จริงที่มีภูมิอาริยธรรมหรือโลกุตระธรรม ก็มีเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นครูที่ไม่ใช่ศาสดา สามารถที่จะได้ธรรมะที่เป็นพุทธธรรมแท้ เป็นโลกุตระธรรม อย่างอาตมานำมาประกาศบอกว่าอาตมาเป็นสยังอภิญญา ฟังแล้วก็จะยิ่งชัดเจนว่าอาตมาไม่ได้พูดเล่นลอยลม อย่างไม่มีหลักฐานไม่มีสาระแก่นแท้ มันชัดเจน คุณก็จะยิ่งเชื่อถือว่าอาตมาพูดนี้เป็นสารีบุตรที่แท้ เป็นลูกที่นำแก่นสาระ สารี ผู้ที่มีสาระแก่นแท้ของศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นสารีบุตรที่แท้ พูดกับพวกเราพวกคุณก็จะไม่หลงไปเป็นตัวตนบุคคลเราเขา อาตมาเป็นอาริยธรรมปรมัตถธรรมแท้ ไม่ได้หมายถึงตัวตนบุคคลเราเขาเลย พูดกลับไปอีก ถ้าอาตมาจะเป็นสารีบุตรอย่างที่เคยเกิดมาในยุคพระพุทธเจ้าแล้วมาเกิดในยุคนี้ อาตมาก็คือผู้ที่มีแก่นแท้สาระที่ได้มา จะเป็นตัวจริงมา หรือ แม้จะเป็นตัวจริงมาก็จะต้องมีสาระที่แท้นั้นมา ใช่ไหม เพราะเอาปรมัตถ์ ร่างกายตัวร่างพระสารีบุตรสมัยพระพุทธเจ้าก็ตายไปตั้ง 2 พันกว่าปีแล้ว แต่สาระแก่นสารที่มีเชื้อแท้อันถูกตรงเอามาแจกแจงเป็นเนื้อแท้ เหมือนอาตมาเป็นเภสัชกร มียายุคโน้น พอมาตอนนี้เกิดมายุคนี้ก็เอายานี้ติดตัวเองมา ก็มาแจกยานี้แก่พวกเรา แล้วยาที่อาตมาแจก กินแล้วบรรลุธรรม กินแล้วรักษาโรคกิเลสให้หายได้ตามจริง พิสูจน์แล้วได้ผลจริง ทำให้กิเลสลดละได้จริงอันนี้แหละเป็นสัจจะ ปัญญาอันที่ 1 สรุป คือผู้มีอัญญธาตุได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ โดยได้รับฟังมาจากพระพุทธเจ้าหรือผู้ที่ตั้งอยู่ในฐานะครู ได้มาด้วยความรักความเคารพความละอายความเกรงกลัว อันที่ 1 ย้ำอีกทีว่าต้องได้มาจากพระศาสดาคุณจะไปได้มาเองไม่ได้ ต้องได้มาจากผู้ที่อยู่ในฐานะของครู แม้ไม่ใช่พระศาสดาก็ต้องมีสาระอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขาที่เป็นสารีบุตรจริง ถ้าจะเรียกทางเทวนิยมก็เป็นพระบุตร แต่ของศาสนาพุทธเรามันชัดเจนกว่า เนื้อหาสาระแท้ แล้วก็เป็นเนื้อหาสาระของธรรมะที่ไม่ตาย มีองค์ประกอบขึ้นอยู่กับกาลเทศะ ในโลกยุคแต่ละกาละ องค์ประกอบไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น บัญญัติที่ท่านสอนมาในยุคนี้ ไม่ใช่ยุคของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นองค์ประกอบที่มันจะเกิดการกระทบสัมผัส ถึงไม่เหมือนกัน มีความต่าง เพราะฉะนั้นในยุคนี้ ผู้รู้ก็จะต้องสอนให้สมสมัย อย่างอาตมานี้สอนให้สมสมัย รู้จักกิเลสได้ง่ายรู้จักกิเลสได้ดีถูกต้องจริงตามสมัย หากว่าพูดแต่เรื่องโบราณ ในยุคนี้มันมีอะไรเพิ่มเติมต่างๆนานามันไม่ร่วมสมัยเลย คุณก็จะรู้จักกิเลสได้ยาก รู้ไม่ครบหรอก แต่อาตมานี่โอ้โห ทันสมัยสมสมัย ใหม่เสมอ ร่วมสมัย กิเลสในระดับดาวเทียม กิเลสในระดับเทคโนโลยีสมัยใหม่ กิเลสในระดับทางเศรษฐกิจก็ตาม ทางการเมืองก็ตาม สมัยนี้การเมืองของพระพุทธเจ้า กับการเมืองในยุคนี้มันเหมือนกันที่ไหน อาตมาพูดร่วมสมัยการเมืองตอนนี้ได้เลย แล้วหาว่าอาตมาเล่นการเมือง เล่นที่ไหน..ทำจริงๆ ไม่ได้วุ่นแต่ทำให้เขาดีทำให้สงบ ไปแสดงออกไปช่วยงานการเมืองไม่ได้ยุ่งวุ่นแต่ทำให้สงบทำให้เรียบร้อยทำให้ดีทำมาแล้ว อย่าหาว่ามาทวงบุญคุณนะ อาตมาพูดความจริงยืนยันเท่านั้นไม่ได้ทวงบุญคุณอะไร แต่คุณไม่รู้จัก อาตมาทำความจริงนั้นให้แก่ประเทศชาติมาแล้ว พาพวกเราไปทำ แล้วทำอย่างที่เรียกว่า คนอื่นตามได้ยาก อย่างฮ่องกง ก็ทำได้ไม่เหมือน ประท้วงกันก็ทำเละเทะ แต่ของพวกเราทำอย่างเรียบร้อยจนกระทั่งเรียบร้อยแล้วพวกเราถึงได้ถอนทัพ แล้วกลับมาสู่สถานที่ของเรา นายกฯตู่ก็รับช่วงมาตั้งแต่บัดโน้นเราก็ถอยทัพมา นักรัฐศาสตร์จะมาเรียนรู้ในอนาคต เขาจะเข้าใจ ว่านักประชาธิปไตยของไทยที่แท้จริง คือชาวอโศกนั่นเอง นักรัฐประหารของประเทศไทย ตัวงานแท้ประหารด้วยความสงบเรียบร้อย ชนะมาแล้วหลายรัฐบาลด้วย อยู่ในเมืองไทยนี่เอง เขาก็ว่าของเขา แต่ทางสังคมประเทศจะไม่พูดถึงกองทัพธรรมชาวอโศก เขาจะพูดถึง กปปส.เขาจะพูดถึงพันธมิตร เขาจะไม่พูดถึงชาวอโศกไม่พูดถึงกองทัพธรรม เพราะพวกเราเป็นพวกปิดทองในลำไส้พระ ชาตินี้ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ อาตมาไม่ได้น้อยใจไม่ได้เสียใจ มันเป็นความจริงอย่างนั้น ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นไม่ใช่ รู้ไว้เสียด้วย พวกเราไม่ใช่พวกปิดทองหลังพระ แต่เป็นพวกปิดทองในลำไส้พระ ลึกกว่าหลังพระอีก อยู่ข้างในไม่มีใครไม่เห็นได้ง่ายๆ ในโลกียะเทวนิยมปัญญาไม่มี เขาจะไม่ได้พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ที่เป็นครู ต้องขออภัยไม่ใช่ยกตนข่มท่าน แต่กำลังขยายความวิชาการความรู้ความจริงให้ฟัง

2.เธออาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้านั้นแล้ว เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการแก่เธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 2 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า..สอบถามเป็นครั้งคราวนะ อย่าไปทำจุกจิกจู้จี้นะ ท่านละเอียดจริงๆพระพุทธเจ้า อาตมากำลังอธิบายแม้คุณไม่ได้ถามเลย คุณมานั่งหน้าสลอนตาตั้งอย่างนี้ก็คือถามแล้ว จะชิงถามทันทีก็ไม่ได้ อาตมาก็อธิบายไปรวมๆ อธิบายทีละคนไม่ไหว

3.เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิต ให้ถึงพร้อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 3 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ

4. เธอเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรมีปรกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 4 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ

5. เธอเป็นพหูสูต ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 5 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า..พวกเรานี้ไปอยู่กับธรรมะตลอด แม้จะพูดจะเล่นก็อยู่กับธรรมะตลอดสังเกตใหม่อาจจะมาทำอย่างนั้น ไม่มีตกหล่นหรอก มากน้อยก็แล้วแต่ การนิ่งอย่างพระอริยเจ้าคืออะไร การนิ่งอย่างพระอริยเจ้าคือเป็นผู้ที่พูดมากแสดงว่า แต่นิ่งเพราะว่ากิเลสไม่มีกิเลสสงบ กิเลสไม่กวนเลย เป็นผู้นิ่งอย่างพระอาริยเจ้า ถ้านิ่งอย่างโลกีย์ไม่พูดไม่กระดุกกระดิกไม่คิดไม่นึกไม่พูด นี่คือโลกียะ

_ทิดวิเชียรว่า….อาจจะไปตีกินได้ว่าฉันพูดเยอะฉันก็นิ่งนะ พ่อครูว่า...อาริยะจริงจะรู้ประมาณรู้หมอกควันในการพูด ที่พูดเลอะเทอะนั้นไม่ใช่พระอริยะหรอกพูดจนมากไปเวอร์แล้ว อาตมาพูดแล้วก็นึกถึงน้องชายคนเล็ก นายแต๋ม ก็ตายที่นี่แหละ ตอนที่กำลังปฏิบัติธรรม อาตมาก็สอนน้องอย่างอยู่ที่จุกจิก นายแต๋มคงรำคาญ เขาก็ว่า รู้แล้วว่าน้ำตาลมันหวานแต่ยัดมามากมันก็เรียนนะจะอ้วกแตก ...อาตมาซาบซึ้งเลยจำได้ถึงทุกวันนี้ มันเกินไป ถ้าเราเข้าใจธรรมะแล้วจะไปดูถูกพระอริยเจ้าอย่างไร ท่านที่ไม่ใช่ชอบสอนก็มี จะไม่ดูถูกว่าองค์นี้ไม่รู้หรืออย่างไรท่านไม่สอน 6.เธอย่อมปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 6 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า..นิ่งอย่างพระอาริยะก็จะพูด แต่รู้ประมาณในการพูด

7.อนึ่ง เธอเข้าประชุมสงฆ์ ไม่พูดเรื่องต่างๆ ไม่พูดเรื่องไม่เป็นประโยชน์ย่อมแสดงธรรมเองบ้าง ย่อมเชื้อเชิญผู้อื่นให้แสดงบ้าง ย่อมไม่ดูหมิ่นการนิ่งอย่างพระอริยเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 7 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ

8.อนึ่ง เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 ว่ารูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ... สัญญาเป็นดังนี้ ... สังขารทั้งหลายเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 8 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้าท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ความเคารพ ความสรรเสริญ เพื่อการบำเพ็ญสมณธรรมเพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้าท่านได้เข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่า ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่เปิดเผย ย่อมทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ทำให้แจ้ง และย่อมบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการ แก่ภิกษุนั้น ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ...เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ได้ฟังธรรมแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิตให้ถึงพร้อม ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็นเป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ ก็เป็นไปเพื่อความรัก ... เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ พ่อครูว่า…ความสงบกาย ผู้ที่สงบกายสูงสุด คือผู้ที่มีจิต มุทุภูตธาตุ จิตดีที่สุด เหมือนลูกข่างกินน้ำจั้น หรือลูกข่างนอนวัน หมุนนิ่งเลยแต่เร็วจังเลย นี่คือความสงบกายสงบจิต ทั้งกายทั้งจิตนะ สองอย่าง อยู่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อความเป็นเอกธรรม ในความเป็นหนึ่งของกายและใจนี้ จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การแยกกายแยกจิตนั้นลึกซึ้งมากเดี๋ยวนี้แยกกันไม่เป็นแล้ว ผู้ที่แยกกายแยกจิตได้คือผู้ที่สามารถแยกธรรมนิยาม 5 ได้ แล้วทำกายทำจิตของตนให้เกิดอุตุธาตุ พีชธาตุ จากจิตธาตุของตนโดยกรรม โดยธรรมะหรือโดยสัจธรรม โดยสัทธรรม โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า จึงสามารถที่จะแยก และทำให้เป็นไปตามที่แยกได้สมบูรณ์แบบ พระอรหันต์คือผู้ที่แยกธาตุจิตของตัวเองให้เป็นอุตุธาตุได้แล้ว ถึงจะสามารถตาย แล้วไม่เกิดอีก พอสามารถสลายจิตนิยามของตนเองให้เป็นดินน้ำลมไฟเป็นอุตุธาตุได้ ก็หมดความเป็นชีวะแม้แต่พีชะ เหมือนที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร “ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้วเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้วผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ก็ชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต.”

พ่อครูว่า...อาตมาตั้งจิตต่อ อปณิหิตตังจิตตัง มาเป็นโพธิสัตว์ต่ออีก กายนี้ พระพุทธเจ้าว่า การจะเบื่อหน่ายในร่างกายนี้ทำได้ง่ายแต่ กายคือ จิต มโน วิญญาณนี้เบื่อหน่ายได้ยาก ศาสนาพุทธนี้ไม่ได้ปฏิบัติแบบหลับตาทิ้งกายภายนอก แม้ว่าจะนั่งหลับตาดูลมหายใจเข้าออก ก็ต้องเหลือเศษรับรู้ลมหายใจเข้าออก หากตัดสัมผัสไม่รับรู้ลมหายใจเข้าออกมีแต่จิตที่รู้เพียงภายในภวังค์อย่างเดียว อย่างนั้นเป็นโมฆะจากศาสนาพุทธอย่างยิ่งที่สุดเลย ศาสนาพุทธขาดจากกายไม่ได้เลยต้องมีพร้อมทั้งกายและใจ ปฏิบัติต้องมีธรรมะ 2 มีรูปมีนามและต้องไม่ทิ้งภายนอก พระพุทธเจ้าไม่สอนให้หลับตาให้ทิ้งขาดจากภายนอกเลย แม้ว่าเขานั่งหลับตาตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นกันเต็มไปหมด ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติเขาก็จะนั่งหลับตาปฏิบัติอย่างนั้นเป็นศาสนาที่ครองโลก พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็มาล้างสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป แต่มันเสื่อมมาแล้ว 2500 กว่าปีก็ไปหลงอันเก่าว่าถูกอีก อันนั้นอาตมาว่าไปหลงนั่งหลับตามันของเก๊ทั้งนั้น หลงอรหันต์หลับตาเป็นของเก๊ทั้งนั้น อรหันต์ต้องลืมตาปฏิบัติ 621120_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ล้างสุขทุกข์ของเทวะด้วยปัญญาสูตร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน