สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ไตรสิกขาแก้ปัญหาได้ทุกสถานการณ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ไตรสิกขาแก้ปัญหาได้ทุกสถานการณ์ _พรหมสิริรัฐ : ศีล สมาธิ ปัญญา แก้ปัญหาได้ทุกสถานการณ์ พ่อครูว่า...ศีลที่ปฏิบัติได้ถูกจะเกิดความแข็งแรงตั้งมั่นของจิตเรียกว่าสมาธิ ส่วนปัญญานี้ ไม่ใช่ความฉลาดแบบโลกๆคือแบบเฉกา ปัญญา จะเกิดได้จากการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ปัญญาไม่ได้เกิดจากการนั่งหลับตา การนั่งหลับตาไม่เกิดมรรคมีองค์ 8 ปัญญาจะเกิดจากกระบวนการโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 กระบวนการเต็มคือ โพธิปักขิยธรรม 37 จะเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ คนไม่เข้าใจในธรรมะที่เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่เหล่านี้ก็จะสับสน มันไม่เป็นระบบระเบียบ จึงไม่เกิดปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเป็นศีลที่จริง สมาธิจริง ปัญญาจริง จะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกสถานการณ์ ถ้าบริหารประเทศให้ดี จะต้องให้คนมีศีลจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม เช่นเรื่องศีลข้อ 1 เรื่องไม่ให้ฆ่าสัตว์มันเซ็งแล้ว เขาก็ว่าเขาไม่ได้มีอาชีพฆ่าสัตว์ก็ไปซื้อจากตลาดมากิน ก็ไม่เกี่ยวอะไร ใครจะฆ่าก็ฆ่า แต่ฉันก็กิน ไม่เกี่ยวกับการทำครัวไม่ซื้อไม่ฆ่า เราเป็นเจ้าบ้านก็นั่งกินอย่างเดียวไม่เกี่ยว ศีลข้อที่ 1 เป็นอิทัปปัจจยตา เกี่ยวเนื่องกัน จนอาตมาเอาพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ชีวกสูตร (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) อาจารย์กฤษฎาว่า...พ่อครูอธิบาย ศีล สมาธิ ปัญญา เริ่มจากศีล พ่อครูจึงนำเริ่มจากศีล 5 พ่อครูว่า...เอาศีลข้อ 1 ถ้าปฏิบัติศีลข้อหนึ่งในการเกี่ยวกับสัตว์ หนึ่งถ้าคุณไม่รู้ว่ามีปฏิกิริยาลูกโซ่ เข้าไปกินเนื้อสัตว์ สัตว์ใดถูกฆ่ามา เขาก็เลี่ยงบาลีว่า ฆ่าเจาะจงชื่อใคร คนนั้นก็กินไม่ได้ แต่ความจริงแล้วคำว่าอุทิศแปลว่า คนเจตนาฆ่า ถ้าสัตว์ตายโดยคนเจตนาครบ ปานาติบาต 5 และในชีวกสูตร ตรัสไว้ชัดว่า เป็นบาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย เขาก็ไม่รู้ ที่บ
อ่านต่อ
าปเป็นอันมาก ใน ชีวกสูตร ๑. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) ๒. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส ๓. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” ๔. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส ๕. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.๑๓ ข.๖๐ พหุง แปลว่าเป็นอันมาก คำว่า ปุญญะคือชำระกิเลส แต่การไปฆ่าสัตว์เอาเนื้อสัตว์มากินไม่มีบุญตรงไหนเลย ไม่ได้ลดละกิเลสตรงไหนเลย คนกินเนื้อสัตว์ก็ติดเนื้อสัตว์ จะได้บุญตรงไหน ไม่มี ผู้กินเนื้อสัตว์ใดย่อมติดบาป ท่านแปลในพระไตรปิฎกว่าคนไม่สำรวม คือคนไปฆ่าสัตว์แล้วนำมาถวายพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้า แต่ถ้าเอาเนื้อสัตว์ที่คนฆ่าโดยเจตนา ครบองค์ 5 ของปานาติบาต คือ สัตว์นั้นมีชีวิต-รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต-มีเจตนาฆ่า-ลงมือฆ่า-สัตว์นั้นตายลง (ล.27 [342] บุคคลผู้ไม่สำรวม ประหารสัตว์ เบียดเบียน และฆ่าสัตว์ ให้ทานแก่สมณะใด สมณะนั้น บริโภคภัตเช่นนี้ ย่อมเข้าไปติดบาปด้วย.) ในชีวกสูตรบอกว่า อุททิสสะ คือ เจตนาเจาะจง มันถูกมัดมาเอาตัวมาก็บาปแล้ว แล้วกล่าวว่า จงฆ่าสัตว์นี้ ปฏิเสธไม่ได้แน่นอนว่าบาป แล้วเอาไปทำอาหารอีก บอกว่าไปเอามาก็บาป ไปผูกไปจับมันมาก็บาปขั้นสอง แล้วพูดอีกว่าจงฆ่า อันที่สี่ สัตว์ที่กำลังถูกฆ่าย่อมทุกข์หนัก แล้วจะเป็นบาปกี่ชั้น มิหนำ เอาสัตว์นั้นมาทำอาหารถวายพระพุทธเจ้า และสาวก ก็ยิ่งบาปเต็มขั้นเลย เอาของบาปสี่ขั้นไปถวายอีก ก็ยิ่งติดบาป บาปบริบูรณ์ ในศีลข้อที่ 1 อาตมาพาไม่กินเนื้อสัตว์ แต่คุณก็ว่ากินเนื้อก็ไม่บาป แต่ถ้าคุณไม่กินเนื้อสัตว์แล้วคุณก็มีสุขภาพดีมีความแข็งแรงทุกอย่างจะไปแคร์อะไรเลย ก็ไม่กินเสียได้ก็จบ แล้วเราก็ไม่กิน เพราะว่ามีอาหารให้กินเยอะแยะไป ยังชีวิตได้ดีด้วย เนื้อสัตว์เป็นที่มาแห่งโรคภัยและความเบียดเบียน พืชพันธุ์ธัญญาหาร จะว่าไปแล้วคนไม่แย่งชิงเท่ากับแย่งเนื้อสัตว์ เพราะว่าคนติดเนื้อสัตว์เยอะ เราไปตั้งโรงอาหารมังสวิรัติ กับพวกกินเนื้อสัตว์ คนก็ไปกินเนื้อเยอะมากกว่าของเรา อาตมาก็มาบอกสิ่งที่ควรเลิก ส่วนใครจะไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหา พูดไปแล้วคนไม่เอาก็เรื่องของคุณ จะทำบาปทำกรรมก็ทำไปเถอะ อาตมาไม่ได้บาปด้วย ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าสมมุติว่า คุณกินเนื้อสัตว์นี้บาป เราไม่กินก็ไม่บาป แต่ถ้าไม่จริง แต่เราก็ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันบาป เราก็รอดทุกประตู นอกจากไปเข้าใจว่า ถ้าไม่กินเนื้อสัตว์จะขาดสารอาหารอะไร ก็ศึกษาให้ดีๆ แม้แต่หมอรักษาคนไข้ รักษาไปรักษามาก็บอกว่า คุณควรจะเลิกกินเนื้อสัตว์ ทั้งๆที่หมอก็กินเนื้อสัตว์อยู่มีเยอะไป เพราะรู้ว่ามันเป็นที่มาแห่งโรคหลายอย่าง ถ้ากินก็ไปตายแน่ๆเลย 600904_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก โยนิโสมนสิการให้ถึงญาณ 3