สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ญาณ 3 สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข5 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ญาณ 3 สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ก็ขอเข้าสู่ประเด็นนี้ เป็นหัวใจศาสนาพุทธ อาริยสัจ 4 กับ ญาณ 3 ญาณ 3 มี สัจญาณ กตญาณ กิจญาณ สัจจะคือความจริง กิจคือการกระทำ กต คือ แล้วเสร็จจบ ญาณ คนที่ไม่รู้เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ปฏิบัติธรรมไม่รู้ว่ามันจบแล้ว มันปลายแล้วมันก็จบ เบื้องต้นก็รู้ว่าจบ จบขั้นกลางก็จบแล้วเหลือขั้นปลายจบ คุณมีกตญาณรู้ตัวจบก็จบแล้ว คนไม่ศึกษาให้ดีไม่มีญาณ 3 ก็ไม่รู้แล้วทำแล้วก็วนกลับไปทำอีก สำนักปฏิบัติธรรมในเมืองไทยไม่รู้จัก กตญาณ ไม่รู้จักจุดจบ ที่ไม่รู้เพราะว่าอ่านจิตตัวเองไม่ออก ได้แต่ท่องได้แต่เรียนพระอภิธรรมท่องภาษาเต็มไปหมด แต่อ่านจิตจริงๆของตัวเองไม่ออก อาการของจิตเจตสิกต่างๆ ถ้าผู้ศึกษาธรรมะไม่รู้ในความรู้ของรูป 28 โดยเฉพาะอุปาทายรูป 24 ความเป็นภาวรูป ชีวิตรูป(ชีวิตินทรีย์) มีหทยรูปก่อน ถ้าสัมผัส ตาสัมผัสรูป หูสัมผัสเสียง สิ่งที่เกิดคือรูปที่ถูกรู้ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง เสียงคือรูป รู้ด้วยกลิ่น กลิ่นคือรูป รสก็คือรูป กายสัมผัสเสียดสี เย็นร้อนอ่อนแข็งก็เป็นรูป คือสิ่งที่ถูกรู้ ผู้ที่ศึกษาไม่เป็นรู้รูป 24 เขาจะไม่รู้ว่าจิตอยู่ที่ไหน ฟังแล้ว ออกจะสับสน รูปคือจิตหรือก็คือรูปจิต อรูปจิต ต้องเรียนรู้จิต กายนั้นเรียนรู้ได้ง่ายดินน้ำไฟลมภายนอก มหาภูตรูป 4 เรียนรู้ง่าย แต่กายไม่ได้มีแค่ดินน้ำไฟลม ทุกวันนี้ คำว่า กาย เพี้ยนไปแล้ว ภาษาไทยแปลว่าส่วนของดินน้ำไฟลมเท่านั้น แต่อาตมาอธิบายคำว่ากาย เป็นสัมมาทิฏฐิ ของพุทธ กายนั้น จะต้องเป็นธรรมะ 2 กายไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว โดยเฉพาะกายจะต้องมีจิตมโนวิญญาณเข้าไปร่วมรับรู้ด้วยเป็นธรรมะ 2 ถ้าไม่มีจิตมโนวิญญาณเข้าไปร่วมรับรู้ด้วย อันนั้นไม่ใช่กาย ไม่มี จิตมโนวิญญาณเข้าไปร่วม

อ่านต่อ

รับรู้ด้วย อันนั้นไม่ใช่ กาย ฟังอีกทีหนึ่ง ถ้าธรรมะสองนั้นเกิดขึ้น เป็นองค์รวมมีรูปกับนาม สองอย่างนี้เกิดมาแล้ว ถ้ามันไม่มีสภาวะธาตุรู้ที่เป็นจิตมโนวิญญาณร่วมรับรู้ด้วย มีแต่ดินน้ำไฟลม ไม่ใช่กาย ดินน้ำไฟลมชนิดเฉยๆไม่ใช่กาย ต้องมีจิตมโนวิญญาณร่วมรับรู้ด้วยจึงจะเรียกว่ากายได้ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า กายเราเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.๑๖ ข.๒๓๐ อาตมายกตัวอย่างมูลกรรมฐาน 5 ให้แยกกายแยกจิตให้ออก แต่ทุกวันนี้เข้าใจว่ากายคือดินน้ำไฟลม จิตคือภายในเท่านั้น แยกจากกัน ก็น่าสงสาร แยกกายแยกจิต กายคือดินน้ำไฟลม จิตก็อย่าให้ปนกับกาย แยกกายแยกจิต นี่คือ การสอนในระดับกรรมฐานของเกจิอาจารย์ แล้วจะไปไหนรอด คำว่ากายเป็นคำแรกของโพธิปักขิยธรรม 37 ให้พิจารณากายในกาย เมื่อเข้าใจว่ากายคือภายนอกไม่เกี่ยวกับจิตไม่เกี่ยวกับภายในจะไปเหลืออะไร จะไปรู้เรื่องอะไร เป็นการเข้าใจผิดของศาสนาพุทธอย่างน่าสังเวชใจน่าสงสารที่สุด เป็นมิจฉาทิฐิ เริ่มต้นก็ผิดแล้วเป็นประธาน อาจารย์กฤษฎาว่า...ถ้าบอกว่ากาย แยกจากจิต แล้ว จะปฏิบัติสติปัฏฐานได้อย่างไร จะรู้กายภายในได้อย่างไร พ่อครูว่า...ก็ไปเห็นกายทิพย์ เป็นตัวตน กายสัตว์นรกเขาวาดสารพัดรูปร่างยิ่งกว่าอีที ทั้งที่ จิตวิญญาณมโนไม่มีรูปร่างสีสัน แต่เรียนมาก็สับสนว่ามันมี แล้วถือว่าคนเห็นก็เป็นตาทิพย์อีกทั้งที่คือตาถั่วตาเลอะ พูดแรงๆ ก็หาว่าอาตมาไม่มีภูมิปัญญาจะเห็น อาตมาน่ะเรียนรู้ไสยศาสตร์มาเยอะ มีเทวดามีพรหมอะไรก็เล่นมาแล้ว เล่นไสยศาสตร์มา 8 ปี ลิงลมอมข้าวพอง ...เคยรักษาหญิงสาวที่บอกว่ามีผัวเป็นพระพรหม เราก็ต้องเชิญพระพรหมที่ใหญ่กว่ามารักษา เป็นพระพรหมที่ไม่มีผัวมีเมียมาปราบก็หาย แต่จำไม่ได้แล้วพูดอย่างไร โตแล้วยังมาหาอาตมาเลยบอกว่าจำหนูได้ไหม เคยรักษาหนูตอนที่มีพระพรหมมาเข้า ตอนที่มาพบนี้บอกว่าหนูอายุ 57 ปี ตอนที่รักษานั้นอายุ 17 ปี อาตมาก็จำไม่ได้หรอก

มาเข้าสู่ประเด็นสำคัญ สัจญาณ กตญาณ กิจญาณ คนไม่รู้จักจิตเจตสิก อ่านอาการจิตเจตสิกไม่ออกโดยเฉพาะ มโนปวิจาร 18 จิตวิญญาณไม่มีรูปร่างสีสันเส้นแสงมีแต่อาการ เราก็จับอาการ อาการทุกข์ อาการสุข ไม่มีเส้นแสงสีเสียงรูปร่าง อาการ อร่อย ...อาการ ไม่อร่อย ไม่มีเส้นแสงสีเสียงอะไร อาการกิเลสโลภ อาการกิเลสโกรธ ไม่มีรูปร่างเส้นแสงสีเสียง คุณต้องกำหนดไหนเอาเอง ดูนิมิต ว่าอาการอย่างนี้โกรธ อาการอย่างนี้โลภ ก็อ่านนิมิตเอง ของใครของมันเป็นปัจจัตตัง คนอ่านออกดูออกเมื่อไหร?ก็ต้องเกิดในบัดนั้น เอาความจำมารู้นั้นไม่ใช่ของจริง ต้องอ่านอาการโลภอาการโกรธในขณะนั้นและสถานการณ์ในปัจจุบัน อ่านให้ออก ปฏิบัติธรรมต้องมีปัจจุบันธรรม ผู้ใดอ่านอาการออก ผู้นั้นรู้จักจิต (พ่อครูไอ…ตัดออกด้วย) อ.กุ้งว่า...ต้องตอนผัสสะใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... สัมผัสแล้วเกิดอาการโกรธ โลภ จะเห็นชัดกว่าอาการเฉยๆ อาการเฉยเฉยๆนี้รู้ยากมันไม่กระดุกกระดิก ไม่โลภ-ดูด โกรธอย่างนี้-ผลัก ทำลาย อ่านอาการพวกนั้น มันเกิดที่ใจเราเมื่อเกิดสัมผัส นั่นแหละคุณจะเห็นจิต ถ้าไปนั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีสัมผัสอะไรเลยก็ทำจิตว่างให้นิ่ง แล้วเข้าใจว่าเอกกัคคตาจิต คือจิตหยุดหรือนิ่งเป็นหนึ่ง นั้นผิดแล้ว จิตที่สะอาดบริสุทธิ์ที่ใช้คำว่า จิตหยุดจิตนิ่งคือกิเลสมันหยุดมันนิ่งไม่มีบทบาทในจิตเรา จิตเป็นปาคุญญตา เป็นมุทุภูตธาตุ ที่แคล่วคล่อง ไม่ใช่จิตหยุดจิตนิ่ง นี่คือความหมายพาซื่อว่าจิตนิ่ง เราจะต้องทำให้กิเลสตายไปล้างไปหมดจากจิตไม่ใช่ให้มันนิ่งเฉยๆ อ.กุ้งว่า..ณ ขณะนั้นคือ การฝึกสติ สมาธิ ต้องเห็นปัจจุบันตอนผัสสะ พ่อครูว่า...ใช่ นั่นคือจึงจะอ้างอิงว่าเป็นความจริงมีปัจจุบันธรรม ถ้าไม่ใช่ปัจจุบันทำไม่ใช่ข้อตัดสินเลยว่าบรรลุ อาตมาพูดมา 47 ปีแล้ว ในพรหมชาลสูตร ว่าทิฏฐิ 62 นี้ เป็นอดีตและอนาคตที่เกิดจากการนั่งหลับตา เป็นการผิดคำพูด ไม่มีเวทนาไม่มีกรรมฐานในการปฏิบัติ กรรมฐานของศาสนาพุทธมีเวทนาอย่างเดียว ไม่ใช่กสิณ กรรมฐานคือ กายเวทนาจิตธรรม ในเวทนาในเวทนามีอกุศล แล้วลดอกุศลได้ จิตจะสะอาด มีความแคล่วคล่องว่องไวไม่ใช่ไปหยุดจิต

อ.กุ้งว่า...สมาธิเกิดในขณะผัสสะ ถึงจะเป็นสมาธิพุทธที่แท้ พ่อครูว่า...สมาธินี้เขาไม่ชัดเจนกันสักที การตกผลึกตั้งมั่นของจิตจากการทำให้กิเลสมันจางคลายและดับ ดับได้เป็นผลในจิต จิตก็ตกผลึกตั้งมั่นแข็งแรงในจิต การไปนั่งหลับตาสะกดจิตเป็น general สมาธิ แต่ของพระพุทธเจ้าเป็น special สมาธิ ปฏิบัติอย่างลืมตา ทำมรรคทั้ง 7 องค์ สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ อ.กุ้งว่า..ตอนนี้โลกเขาเปิดคอร์สทำสมาธิกัน พ่อครูว่า...โลกมันวุ่นวายมากพอทำการสงบได้ก็สบาย คนจึงชอบการสะกดจิต มันเป็นพื้นฐานง่ายๆ ให้จิตนิ่งๆสมถะ อย่างน้อยก็เป็นที่พักผ่อน มันก็มีประโยชน์อยู่บ้างนะ ก็ได้เพลาแต่ถ้าเอาจริงๆแล้ว ของพระพุทธเจ้านั้นมีทั้งความจริงของการสงบ ที่ไม่ใช่สมถะ สงบคือปัสสัทธิ ไม่ใช่สมถะ สงบปัสสัทธิคือมีความสำเร็จ สิทธิคือสำเร็จ ประสบความสำเร็จในการเป็นสัมมาสมาธิที่ถูกต้อง คือสงบจากตัวแย่ตัวเลวตัวกวนไม่ให้สงบคือกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด มันสงบไปจากจิตคือตายไปเลย เป็นพระอรหันต์แล้วไม่มีกิเลสในจิต คือโลภโกรธหลงไม่มี แต่จิตปรารถนาดี จะเรียกมีตัณหาก็ได้ อย่างพระพุทธเจ้าท่านมีตัณหาสูงมากเลย มีตัณหาอยากสร้างศาสนาพุทธแก่โลก อาตมาก็อยากให้พวกเราเอาธรรมะปฏิบัติให้บรรลุ อยากจริงๆ เรียกว่าวิภวตัณหา เป็นตัณหาที่ไม่มีภพ ไม่ใช่กามตัณหา ภวตัณหา เป็นวิภวตัณหา ที่ทำงานอยู่นี้ พูดไม่ได้นั่งเล่นลิ้นพยัญชนะ แต่เป็นเรื่องสัจจะที่เข้าใจสภาวะของจริงแล้วเป็นเช่นนั้น คนที่ไม่เข้าใจเรื่องของปฏิจจสมุปบาท ภพ ชาติ ตัณหา สังขาร ที่มีอวิชชาเป็นปัจจัย ไม่รู้ว่าสังขาร 3 ที่เป็น กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร ที่จะมีอภิสังขาร 3 ที่เป็นโลกุตระ คนไม่รู้สภาวะก็แปลอปุญญะว่าบาปอีก ก็เลยวนกลับไม่บรรลุ แม้แต่อภิสังขาร ที่เป็นสังขารโลกุตระ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เข้าใจอภิสังขารจากปฏิบัติ ปุญญาภิสังขาร ทำบุญชำระกิเลสจนหมด ก็ไม่ต้องใช้บุญอีก หมดบุญเป็นอปุญญาภิสังขาร คำว่าบุญ เมื่อไม่เข้าใจก็จะไม่เข้าใจว่าบุญคือวิบัติ นึกว่าบุญคือสมบัติ ปฏิบัติส่วนบุญ ที่เป็นของเสขบุคคลให้ผลแก่ขันธ์ แต่ไม่เข้าใจนึกว่าเราได้ แต่ที่จริงคือเสีย เราเสียนี่แหละคือเราได้ บุญนี้คือเราต้องเสียไป นั่นแหละคือเราได้ อะไรเสีย เสียกิเลส เสียความชั่วเสียสิ่งที่ไม่ควรจะมีออกไป เสียได้เมื่อไหร่ เราได้เมื่อนั้น อาตมาเป็นผู้มากอบกู้สิ่งที่มันผิดไปเกือบหมดแล้ว มันน่าสงสารมากจริงๆ พูดแล้วไม่ได้อวดเก่งอวดดีอวดใหญ่แต่ฟังอาตมาบ้างสิ อย่ามองดูแคลนกันมากนัก แม้รูปไม่หล่อพ่อไม่รวย ไม่ได้เรียน ป.จัตวาเลย ก็ฟังบ้าง แล้วดูว่าเข้าท่าไหม ถ้าเข้าท่าก็เอาไปปฏิบัติบ้าง จะได้รับประโยชน์ สัจญาณคือความจริง ความจริงก็มีแค่ 2 อย่างคือสมมติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ สมมติสัจจะคือสัจจะที่ยังไม่ลึกซึ้งไม่ใช่ความจริง ปรมัตถสัจจะคือความจริงแล้วเรียนรู้กิเลสให้หมด ก็เป็นความสมบูรณ์ของปรมัตถสัจจะ ผู้สมบูรณ์แล้วอย่างพระอรหันต์ก็อยู่กับสมมุติ ท่านจบกิจ คนจบกิจก็เลิกไม่ต้องมีบุญ ก็อนุโลมไปกับโลกเหมือนท่านทำบาปกับเขา เหมือนพ่อแม่เลี้ยงลูก ก็ทำตามฐานะเด็กให้เล่นซนแบบนี้ทำเสียหายแบบฐานะเด็กต้องยอมอนุโลมตามฐานะเขาไป จึงเข้าใจกันยากมาก สัจญาณคือการอนุโลมของผู้ที่จบกิจแล้ว ต้องรู้จักสมมุติสัจจะ เพราะจบปรมัตถสัจจะ ต้องทำคุณอันสมควรก่อนแล้วสอนผู้อื่นจะไม่มัวหมอง คนที่ไม่ได้ทำตนให้บรรลุก่อน ไปสอนคนอื่นจึงทำให้ศาสนาเสื่อม จะสอนพระโสดาบันต้องทำตัวเองให้บรรลุพระโสดาบันก่อน เป็นสกิทาคามีจึงจะดี คนจะไปสอนปริญญาตรีต้องจบปริญญาโท คนจะสอนปริญญาโทต้องจบปริญญาเอก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ทำคุณอันสมควรก่อนจึงสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง แต่ทุกวันนี้ได้แต่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองแล้วสอนกัน กิจญาณก็ไม่เข้าใจเรื่องกิจต่างๆ เช่นบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องกิจของสงฆ์ อาตมาเองพาพวกเรา ออกไปประท้วงทางการเมือง เขาก็บอกว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ คนที่มาแยกการเมืองกับธรรมะออกจากกัน ไม่รู้ป่านนี้ตกนรกขุมไหนยังไม่ขึ้นหรอก บ้านเมืองถึงได้ฉิบหายกันไปใหญ่ เพราะนักการเมืองไม่มีธรรมะ ไม่มีธรรมะ ก็เลยเลวไปใหญ่ 600904_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก โยนิโสมนสิการให้ถึงญาณ 3

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน