สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน กิเลสต่างจากตัณหาอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน กิเลสต่างจากตัณหาอย่างไร _กิเลสตัณหามีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไรแยกอย่างไรคะ พ่อครูว่า...กิเลสกับตัณหามีความต่างกันอยู่ก็คือ มีรายละเอียดแตกแขนงออกไป หรือตีกรอบของความเป็นอาการของจิต กิเลสเป็น common noun เป็นภาษาสามัญ เป็นคำนาม เป็นคำกลางๆ ใช้เรียกอกุศลจิต ตัวที่มันเป็นตัวเลวตัวไม่ดีเป็นกิเลสทั้งหมด ราคะโทสะโมหะก็เรียกกิเลส หยาบ กลาง ละเอียดก็เรียกกิเลส ตัณหาก็เป็นกิเลส แต่ตัณหานั้นตีกรอบเฉพาะ เป็นอาการของกิเลส แบ่งเป็นตัณหา 3 กิเลสตัณหาที่มีความอยากใคร่ ต้องการมาบำเรอตนเอง ให้แก่ตนเองสมใจ จากข้างนอก จากเหตุปัจจัยภายนอกหยาบๆเรียกว่ากามภพ เรียกว่า กามตั้งแต่หยาบภายนอกที่เรียกว่า อบาย เสื่อมที่สุด ต่ำที่สุดเป็นนรก เรียกว่ากามตัณหา เป็นตัณหาที่ตีกรอบเฉพาะข้างนอก มีเหตุปัจจัยจากการสัมผัสภายนอก ไม่ว่าจะเป็น ลาภยศ สัมผัสแล้วอยากได้ลาภยศ วัตถุข้าวของ ต่างๆนานาสารพัด อยากได้คน อยากได้กรรมกิริยา อยากได้อาการอย่างนี้ชอบใจ อาการอย่างนี้ไม่ชอบใจ คำพูดอย่างนี้อยากฟังเสียงอย่างนี้ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอย่างนี้ เป็นกามคุณ 5 สัมผัสแล้วก็บำเรอกิเลสภายในเรียกว่า กามตัณหา ผู้ปฏิบัติธรรมของพุทธต้องรู้อาการ จากผัสสะสิ่งต่างๆแล้ว จิตเราก็เกิดอาการจิต กามตัณหา ต้องอ่านให้ออก ต้องเรียนรู้ แล้วปหานกิเลสตัวนี้ ด้วยวิธีของพระพุทธเจ้า กดข่มช่วยบ้าง แต่กดข่มไม่ถาวร จะต้องมีปัญญา ปัญญาเห็นว่ามันไม่ใช่อาการจริง มันเป็นอนัตตา มันไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง ไม่มีอะไรหรอก มันไม่มี อนัตตา แต่ที่มันมีเพราะเรายังโง่ยังยึดติดอยู่ แต่แม้จะมีก็ไม่เที่ยง อยากมาบำเรอ แล้วก็หายไป ก็ไปหาบำเรอกิเลสต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่เรียนรู้สักอันหนึ่ง สักเรื่องหนึ่งเหตุหนึ่งเป็นตัวอย่างแล้ว
อ่านต่อ
จับกิเลสตัวนั้นแล้วจะรู้ว่ามันแรง ตัวไหนที่มันแรงก็เห็นง่าย เอาจัดการก่อนเรื่องอะไร ของใครของมัน ติดยึดไม่เหมือนกัน ก็พยายามฆ่ากิเลสตัวนั้น ถ้าเอาตามสูตรพระพุทธเจ้าก็เริ่มจากศีล 5 เป็นต้น ศีล 5 ลักษณะตัวที่1 ขั้นต้นและก็คือกับสัตว์ สัตว์ในโลกนี้เรารุนแรง แล้วรุนแรงถึงขั้นฆ่า ทำร้ายทำลาย ไม่มีความเมตตาไม่มีความเอ็นดูหวังประโยชน์ต่อสัตว์ เป็นจิตที่คิดร้ายเลวที่สุด ถ้าจิตตัวนี้เกิด เราก็ต้องรู้ว่ามันชั่ว ต้องมีความหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงไม่มีข้อแม้ จะฆ่ามันด้วยความโกรธจัด หรือฆ่ามันเพราะมันทำร้ายเราก็ไม่ทำ เพราะว่ากรรมจะต่อเนื่องกันเป็นเวรานุเวร ถ้าเราเลี่ยงได้ก็เลี่ยง สุดวิสัยเราก็ไม่เก่งที่จะหนี เราก็โดน ตายก็ตาย ตายแล้วก็เป็นการใช้หนี้ไปเรื่อยๆ ต้องถูกเขาฆ่าก็ได้รับการใช้หนี้แล้ว ถูกเขาทำร้ายทำรุนแรง ถูกเขาเตะเขาถีบก็แล้วแต่ เราไม่โต้ตอบที่จะสร้างเวรกรรมเป็นปฏิกิริยาแก่กันและกัน เราหยุดไม่ทำเขาตอบ มันก็ลดลงลดลงไปตามกรรมวิบากที่เราได้ทำ ที่อาตมาพยายามอธิบาย ศีลข้อ1 อย่าไปทำร้ายทำลายสัตว์โลก ปรารถนาดีต่อกันและกัน แม้มันจะมาทำร้ายเรา ถ้าเรามีคุณค่าพอ มันมีนัยซับซ้อน ถ้าเรามีคุณค่าพอเราจะไม่ถูกฆ่าง่ายๆ เราจะมีบารมี เขาทำไม่ได้หรอก บารมีของเราจะแคล้วคลาด จะซับซ้อนมาก ไม่ทำได้ละดีที่สุด ถ้าตอบโต้ไปมันก็จะเสียเวลา ต้องใช้หนี้กันไปใช้หนี้กันมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ให้เขาทำเสีย เหมือนตบมือข้างเดียว ตบไม่นานมันก็หยุดแล้ว จะตบอีกก็ตบได้ ตบข้างเดียว เราไม่ตบตอบเขา เดี๋ยวเขาก็หยุด เขาก็ละอายเอง หมดความแค้นก็จะหยุดไปเอง หรือราคะ ก่อนจะราคะก็เอากามก่อน ต้องการมาบำเรอตนเอง กาม บำเรอ ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กามคุณมีห้าทวาร บำเรอทางตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสเสียดสีแล้วได้สมใจ แล้วได้เสพสมใจ ได้การสัมผัสเสียดสีขนาดนั้นขนาดนี้ก็สมใจ มีที่สุดเรียกว่าจุดสุดยอดแห่งการได้สัมผัสเสียดสี ก็เท่านั้นเอง เสร็จแล้วก็พักยกไป แล้วก็ไปหาอันอื่นอีก หาเสพบำเรออีก อยู่อย่างนั้นเป็นอวิชชา ไม่มีวันจบ กามไม่หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง เราก็มาจัดการเรื่องกามคุณ 5 เป็นลำดับ ส่วนเรื่องศีลข้อ 2 ของที่ไม่ใช่ของเราก็อย่าไปเอามา ถ้าอยากได้ก็ทำเองหรือไปซื้อมาโดยสุจริต ถ้าไม่สุจริตอย่าทำ เป็นเวรานุเวร อยู่อย่างนั้นตลอดกาลและนาน หนึ่งสัตว์เป็นชีวิตเขา สองของที่ไม่ใช่ของของเรา เราละได้แล้วก็ข้อสาม จากสัมผัสเสียดสีกามคุณ 5 คนปฏิบัติธรรมก็จะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาของๆเขา ถ้าไม่มีวิบาก ไม่เจอคนโลภจัด อยากได้มากเกิน ปฏิบัติธรรมไม่ช้านานหรอก รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจะช้านานกว่า กว่าจะรู้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอย่างนั้นอย่างนี้ จะหนัก แล้วหยาบ กลาง ละเอียด ศีล 5 ก็อย่างหยาบ ก็ลดละไป ลดได้ก็เหลือ ภวตัณหาภายใน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราหลับตาปิดหูปิดตา แต่ก็ยังสัมผัสทางตากับกาม หูก็สัมผัสกับกาม แต่ภายนอกเราไม่มีไปทำแล้ว ก็เป็นอนาคามี ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องสัมผัสเลยหนีจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อย่างนี้หนีไม่ใช่โลกุตระ แต่รู้จักกิเลสแล้วกิเลสมันไม่เกิดด้วยพลังงานทางปัญญาชัดเจน ว่ามันไม่เที่ยงแท้ มันเป็นเหตุพาให้ทุกข์เป็นภาระ มันไม่มีตัวจริง มันเป็นอนัตตา มันจะวาง ไปได้เรื่อยๆ เมื่อเป็นอนาคามี ทำได้แล้ว ภายนอกเราไม่ละเมิดแล้ว แต่ภายในเราก็ลดลงเรื่อยๆ เหลือรูปราคะ หากมันแรง แต่เราก็สะกดได้ กดข่มได้แล้วพิจารณาจัดการโดยปหาน 5 ว่ามันไม่เที่ยงเป็นเหตุแห่งทุกข์ แม้จะทุกข์น้อยลงแล้วก็ยังทุกข์ มันไม่มีตัวจริงหรอก มันมีอยู่ก็แสดงว่าไม่หมด ก็ต้องทำให้มันหมด จนเหลือแค่ พริ้วพราย เป็นอรูป จนหมดอาการเลย สัมผัสอย่างไรมันก็ไม่เกิดกิเลส หรือตอนใหม่ๆก็แวบบ้าง แต่นานๆไปแวบมาที จนพลังงานปัญญามันชัดเจน มีปฏินิสสัคคะ หมดสวรรค์ ปัญญารู้จะกระทบกระแทกอย่างไรก็มีความเจริญขึ้น คุณภาพความเจริญก็เจริญขึ้นเรียกว่า อเนญชา ไม่หวั่นไหว ทำให้มากเป็นการรักษาผล อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ปฏิบัติอย่างนั้นแหละให้ได้ผล ทำให้ซ้ำทำให้บ่อย ทำให้เกิดผลตามที่เราทำได้ ยังไม่ได้ก็ทำให้ได้ ทำได้แล้วก็จะเก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น ความแข็งแรงก็จะมีคุณสมบัติสั่งสม ถ้าจะเรียกง่ายๆคืออเนญชา จะเรียกว่าเป็นสมาธิก็ได้ ตั้งมั่นขึ้นเรื่อยๆ จะมีพลวัตของการสั่งสมเรียกว่า ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นการขยายผลความอุเบกขา จิตที่วาง กลาง เฉย ไม่ดูดไม่ผลัก อันนี้มันจะเกิดความเจริญพัฒนาปฏิภาคทวีขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกบริสุทธิ์ขึ้น ปริโยทาตา กระทบสัมผัสอย่างนั้นแหละ แต่ก็บริสุทธิ์ขึ้นด้วย ได้ดีขึ้นด้วยด้วย มุทุ คือตัวแกนจิต อาตมาก็มีคำแปลว่าจิตหัวอ่อน ไม่ใช่จิตอ่อนแอ ปวกเปียก แต่เป็นจิตที่แววไว เชิงปัญญาเก่งเร็ว เจโตก็ปรับได้เร็ว รู้ได้เร็ว จนเป็นอัตโมมัติ รู้ได้เร็วมาก ปรับได้เร็วมาก ตัวอัตโนมัติยิ่งๆขึ้น ธาตุมุทุ เป็นแกนจิตที่เจริญมาก แล้วมีตัวหลักเป็น กัมมัญญา ก็จะยิ่งมีกายกรรม วจีกรรมที่แคล่วคล่องว่องไว ทำได้ดีทำได้ถูกต้องมีประโยชน์มีสมรรถนะสูงขึ้นเรื่อยๆ ท่านแปลว่า เป็นการงานอันเหมาะควร เป็นกรรมกิริยาที่ดีที่เหมาะควรไปเรื่อยเจริญ เรียกว่า กัมมัญญา สุดท้าย จิตก็บริสุทธิ์ผ่องใส ปภัสสรา หมุนเป็นพลวัตร ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา กระบวนการ 5 องค์ธรรมทำงานหมุนรอบเชิงซ้อนอย่างเป็นระบบเจริญขึ้นตลอดเวลา จนอเนญชายิ่งขึ้นหรือเรียกอีกศัพท์ว่า จิตเป็นสมาธิสมบูรณ์บริบูรณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ไปหลับตาสะกดจิตทำให้จิตนิ่งๆๆๆ แล้วไม่รู้อะไรเลยเก่งแข็งแรงนิ่ง แต่ไม่ใช่สมาธิพระพุทธเจ้า สมาธิพระพุทธเจ้าแข็งแรงมากขึ้นแต่เป็นแข็งแรงตั้งมั่น และแข็งแรงชนิดที่ใช้พลังงานปัญญา สู้ได้หมดเลยไม่ต้องหนีเลย มีปัญญาที่จะเฉลียวฉลาดรับมือ ที่สำคัญ เป็นอจินไตยมากคือจะมีบารมีสูง ซึ่งเป็นพลังงาน ราศี รังสีที่กระทบสัมผัสแล้ว ทำให้คนที่ไม่มีราศี รังสีบารมีเท่าไม่กล้าแตะต้อง นี่เป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดอจินไตย ที่พิสูจน์ได้ทำแล้วจะรู้ จะมีบารมีสูง อย่างพระพุทธเจ้า คนจะปองร้ายอย่างไรก็แพ้ภัยตัวเอง
อุปาทานคือมันยึดมั่นถือมั่นอยู่ ก็ไม่ลงรายละเอียดอุปาทาน 4 ส่วนตัณหาท่านแยกเป็น 3 ภวตัณหาอธิบายแล้ว อนาคามีมีรูปราคะ อรูปราคะ แล้วมีเศษ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ก็ค่อยๆทำไป แต่ไม่มีฤทธิ์แรงจะไปทำร้ายผู้อื่นหรือสิ่งอื่น ก็ล้างต่อจนเป็นพระอรหันต์ คือ หมดสิ้นอาสวะอนุสัย 600911_เอื้อไออุ่น ค่ายแพทย์วิถีธรรม ดอนตาล มรรคผลมีได้หากใช้บุญตามลำดับ