สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูคือใครจึงอธิบายอจินไตยฌานวิสัยได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูคือใครจึงอธิบายอจินไตยฌานวิสัยได้ _2166 กราบนมัสการครับหลวงปู่ วันนี้ผมขออาสาเป็นหนูเอากระดิ่งทาผูกคอแมว(หลวงปู่) วันนี้ขอถามหลวงปู่ว่าหลวงปู่คือไครกันแน่ วันนี้ห้ามแทงกั๊กนะครับ เช่นเป็น พระโกณทัญญะ หรือ พระกัสสปะ หรือ พระสารีบุตร หรือ พระพาหิยะ หรือ ฯลฯ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว หลวงปู่ก็ประกาศมาหมดแล้ว หรือว่าเป็นพระเจ้าอโศกมหาราช หรือเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ขอบคุณหลวงปู่ครับผม. / เชียงบัว เมืองอุบล. พ่อครูว่า...เรื่องอย่างนี้นี่เขาไม่พูดกันหรอกไม่บอกกันง่ายๆหรอก แต่อาตมาพูดไปพูดมาก็บอกบ้าง เขาอยากรู้กันก็เลยให้รู้กันบ้างเล็กๆน้อยๆ เป็นน้ำกระสาย เล็กๆน้อยๆไป ก็ขอตอบเป็นวิชาการว่า การจะเกิดเป็นใครเป็นใครนั้น มันเป็นเหตุปัจจัยที่มีจริงของแต่ละคนแต่ละคน จะไปเอาร่างกายเนื้อหนังมังสาดินน้ำไฟลมเป็นตัวยืนยันไม่ได้หรอก อาตมาเคยบอกแล้วว่า คนที่บอกว่าอาตมาเป็นพระสารีบุตรมาเกิดใช่ไหม อาตมาก็บอกว่า ถ้าใครพูดว่าอาตมาเป็นพระสารีบุตรมาเกิดนี่ คนนั้นดูถูกอาตมา เพราะอาตมามาเกิด พระสารีบุตรเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านพยายามพัฒนาพากเพียรจนเจริญขึ้น ในแต่ละชาติที่ท่านเกิด ในยุคของพระสมณโคดมท่านก็พากเพียรตัวเอง แม้จะไม่มีพระพุทธเจ้าแล้ว ยังมาเกิดกับสังคมโลกมนุษย์ ก็ต้องพากเพียรปฏิบัติเสริม ความเป็นโพธิสัตว์ให้เจริญขึ้นอีก
ถ้าอาตมาเป็นพระสารีบุตรมาเกิดมาเป็นสมณะโพธิรักษ์ อาตมาเกิดมาอีกตั้งหลายชาติแล้ว มาถึงชาตินี้ก็ต้องพัฒนาขึ้นมาอีกไม่ใช่น้อยกว่าพระสารีบุตร แล้วมาบอกว่านี่แหละพระสารีบุตร คุณดูถูกอาตมา อาตมาทิ้งความเป็นพระสารีบุตรมาตั้งแต่ไหนมาเป็นคนเจริญกว่านั้น จริงๆ ถ้าอาตมาเป็น แต่ถ้าอาตมาจะไม่ติดร่างกายตัวตน ว่าไปเกิด เป็นพระสารีบุตรหรือไม่ แต่เป็นนามธรรมสั
อ่านต่อ
จจะ โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าทุกองค์เป็นอันเดียวกัน อาตมาเป็นหน่อเนื้อของพุทธะสัมมาสัมพุทธะ เหมือนกันหมด DNA เดียวกัน จะแตกแบ่งไปเป็นบุคคลใดๆ ถ้าเป็นสัจธรรมที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นสัมมาทิฏฐิที่ตรงกันเป็นโลกุตระธรรมอันเดียวกัน อาตมาคือพระสมณโคดม คือพระสารีบุตร คือพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์อันเดียวกันหมดเลย มาเป็นสมณะโพธิรักษ์ก็อันเดียวกัน ผู้ที่มีโลกุตรธรรม คุณถามมา พระโกณทัญญะ หรือ พระกัสสปะ หรือ พระสารีบุตร หรือ พระพาหิยะ พระเจ้าอโศกมหาราช หรือเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ใช่หมด พอไหม ตอบขนาดนี้ อิ่มหรือยัง ในเรื่องอจินไตยนั้นอาตมาก็พยายามอธิบาย อจินไตย อธิบายได้สำหรับผู้รู้ ผู้ที่ไม่รู้อย่าไปคิดเดี๋ยวหัวแตกเป็น 7 เสี่ยง แต่ผู้ที่ถึงภูมิอจินไตยนั้นก็อธิบายได้
เอาข้อเขียน ที่อาตมาจะเขียนลงเราคิดอะไรฉบับหน้ามา อ่าน
ฉบับ 326 เราได้เปรยปรามผู้ที่ยังไม่รู้จริงสัจจะของพุทธธรรมสัมมาทิฏฐิแท้ แล้วใช้“ความเห็น”ของตนสาธยายธรรมไปผิดๆ คนแบบนี้แหละที่ทำให้ศาสนาพุทธ เสื่อมไปมากกว่ามาก ผู้ทำความเสื่อมแบบนี้ได้บาปหนักยิ่ง เพราะทำให้ผู้คนเข้าใจเนื้อแท้ความจริงของศาสนาผิดเพี้ยนไป ทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่“ทำบาปให้แก่ตนเอง”แบบนี้อยู่มากหลาย เพราะอวิชชาของเขาผู้นั้นแท้ๆ จึง“ก่อบาปใส่ตน”หนักหนาสาหัสสากรรจ์ โดยไม่รู้ตัว บางคนนั้นรู้ทั้งรู้ ว่าที่ตนสาธยายนั้น ตนเองก็ยืนยันไม่ได้หรอกว่าที่ตนสาธยายไปนั้น“ผิด”หรือ“ถูก” แต่ก็ประมาทสาธยาย จะด้วยความอวดดีก็ตาม ด้วยความไม่เกรงกลัวบาปก็ตาม หรือด้วยความจำเป็นก็ตาม เมื่อพูดผิดจริง ก็ต้อง“ได้บาป”จริง ซึ่งมันเป็น“กรรมที่เป็นอันทำ” ใครทำก็“ได้บาป” แน่ เพราะ“กรรม”ที่ตน“ทำเอง”จริงนั้นแท้ๆ ซึ่งธรรมขั้น“โพธิสัตวภูมิ”นี้เป็นโลกุตรธรรม ต้องคนผู้มีภูมิสูงจริงผ่านความเป็นโพธิสัตว์ขั้นนั้นแล้ว จึงจะสามารถสาธยายภูมิ“อจินไตย”แต่ละขั้นนั้นๆเป็นความรู้ได้ โพธิสัตว์คือผู้ที่ต้องมีภูมิเป็นพระอรหันต์มาแล้ว เริ่มตั้งแต่ โสดาบันโพธิสัตว์เป็นต้นไป แต่ในเมืองไทยนั้นมีผู้เฒ่าชนที่เป็นโพธิสัตว์เป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก แต่ทุกวันนี้ โพธิไม่เหลือ จึงไม่สามารถอธิบายโพธิปักขิยธรรม 37 ที่เป็นโลกุตระทำได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 31 ข้อ 620 มีโลกุตรธรรม 46 “อจินไตย”พระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ ซึ่งได้แก่ 1.พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า(พุทธวิสยะ) 2.ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน(ฌานวิสยะ) 3.วิบากแห่งกรรม(กัมมวิปาโก) 4.ความคิดเรื่องโลก(โลกจินตา) จากพระไตรปิฎก เล่ม 21 ข้อ 77 ในฉบับที่แล้ว เราได้สาธยายถึง ความเป็นโพธิสัตว์กัน “ภูมิโพธิสัตว์”นั้นเป็นภูมิ ที่มี“ความตรัสรู้”คือ มี“โพธิ”ไปตามลำดับๆก็เป็นผู้“พ้นอจินไตย”ไปตามลำดับ ยกขั้น“พุทธวิสัย”ไว้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็น“ภูมิสัมมาสัมพุทธเจ้า”ที่พึงรู้ยิ่งเองในพระองค์เอง อันผู้ยัง“ไม่มีภูมินั้น”ย่อมมิบังอาจจะมีความเป็น“ปัจจัตตัง เวทิตัพโพวิญญูหิ”(ภาวะธรรมที่ผู้รู้รู้ได้เฉพาะตน)ได้เด็ดขาด นอกนั้นก็เป็น“ภูมิโพธิสัตว์”ตั้งแต่ขั้น “ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน” เป็นต้นไป จึงเป็นผู้มีภูมิ“พ้นอจินไตย”จริงของโพธิสัตว์แต่ละขั้น จึงจะสามารถสาธยายความเป็น “ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน” ตามฐานะของตนๆได้ คนที่อธิบาย ฌาน อย่างผิดๆ จึงลงนรกกันไปกอดคอกันลงนรก คนจะพูดเรื่องฌาน จะต้องเข้าใจชัดเจนว่าเป็นฌาน ของพระพุทธเจ้านะ แต่ฌานก็มีฌานโลกีย์กับฌานโลกุตระ ฌาน คือ วิสัย ของพลังงานที่แต่ละคนสร้างพลังงานนี้ได้ถึงขีดที่จะทำลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ อาตมาว่าได้อธิบายใช้ภาษาสื่อชัดเจนนะ ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญาไม่ได้ยากอะไรเลย ใช้ภาษาไทยและภาษาบาลีผสมผสานขยายความได้ชัดเจน ใครอวดดีอธิบายฌาน แล้วดันผิด ก็ได้บาปได้อจินไตยบาปที่ทำ เพราะว่าได้อธิบายผิด แล้วก็ย้ำยืนยันว่าถูกอีก คนเชื่อถือก็ไปนับถือแต่เนื้อหาผิด ก็เลยบาปไปด้วยกันเลย 1.“พุทธวิสัย”ที่จำกัด“อจินไตย”เฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น เป็น“สัพพัญญุตญาณ” ซึ่งผู้ยังไม่มีภูมิ“สยัมภู”ย่อมเกินกว่าจะค้นลึกนึกคิดเอา“ความจริง”นั้นมาบอกใครได้ “ความจริง”ที่เป็นโลกุตระแท้จริงนั้น ผู้บรรลุ“ความจริงในโลกุตรธรรม”จริงด้วยตัวเองแท้ๆเท่านั้น จึงจะกล่าว“ความจริง”นั้นได้จาก“ความจริง”เท่าที่ตนบรรลุเอง เป็นอันรับรองได้ว่า“ถูกต้อง-ตรงจริง”ตามความจริง ไม่ว่าจะเป็นอจินไตยขั้น“ฌานวิสัย”ก็เท่าที่“ตนเอง”บรรลุ“ฌาน”ระดับนั้นๆจริง ซึ่งความเป็น“ฌาน”ของพุทธนี้ยังยากมากที่จะสาธยายความเป็น“ฌาน”ให้ผู้ที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิจริงเข้าใจตรงแท้ตามสภาวะจริงของความเป็น“ฌานของพุทธ”ได้อย่างครอบคลุมบริบูรณ์สัมบูรณ์ จึงมีแต่“ฌาน”ที่ทำได้แบบเดียรถีย์กันเต็มสังคมทั่วไป ไม่ใช่“สัมมาฌาน”ของพุทธ เพราะความเป็น“ฌาน”นี้มันเป็น“วิสัย” ที่สุดแห่งที่สุดของ“สยํ”(เอง,โดยตนเอง)จริงๆ “ฌาน”ของพุทธจริงๆนั้นมันหมายถึง “พลังงานอุณหธาตุ”ที่เป็น“ไฟกองใหญ่”มีฤทธิ์เหนือกว่าพลังงาน“ธาตุสสาร”และ“นามธาตุขั้นโลกีย์” อย่างวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม)เกินคาด ซึ่งเป็น“พลังงาน”ที่มีทั้งความเร็วในการหมุนตัวรอบสูง และมีทั้งความแรงที่มีฤทธิ์สลายธาตุอื่นได้เยี่ยมยอด จึงสามารถ“เผา”หรือ“กำจัดไฟธาตุ”อื่นที่เป็น“จิตนิยาม”คือ“ไฟราคะ-ไฟโทสะ-ไฟโมหะ” ให้ละลายหายสูญไปอย่างสิ้นซากเกลี้ยงสนิทเด็ดขาดถาวรยั่งยืนตลอดกาลนิรันดรได้จริงๆ พลังงาน ฌาน นี้ถ้าสามารถรวมอย่างเก่งสามารถเผาไม้เผาวัตถุได้ด้วยถ้ารวมได้อย่างเก่งจริงๆเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ เขาเรียกพระฤาษีตาไฟ มีพลังฌานที่แรงมาก ฤาษีนี้เลยมีตาที่สาม ไม่ลืมตานี้ง่ายๆ ถ้าลืมตานี้ก็กระทบวัตถุไหม้ไปเลย เรียกฤาษีตาไฟ จริงๆทำได้ อันนั้นเป็น เดรัจฉานวิชชา ทำได้เป็นโลกียะ พระพุทธเจ้าไม่เอาเวลาแรงงานไปทำพลังงานแบบนั้น ไม่ต้องใช้ขนาดนั้นหรอก แต่ใช้พลังงานมารู้จักกิเลส แล้วใช้พลังงานฌาน ไปตามสมควร ไปตามลำดับ จะสลายพลังงานกิเลสได้ ซึ่งสลายวัตถุนั้นทำยากและไม่ได้เก่งอะไร สร้างพลังงานเพิ่มดีกรีองศาความร้อนทางวัตถุ นั้นทำง่ายกว่าเยอะไม่ต้องใช้พลังงานจิตนี้หรอก เอาพลังงานมาสลาย ราคะโทสะโมหะดีกว่า แต่ผู้มีจริตสายสมถะ ก็เอาภาษาคำว่า “ฌาน”ไปใช้ในเชิง“การเพ่ง-การข่ม”เท่านั้นโดยวิธี“กดข่มจิต”(meditation ซึ่งมิใช่ supra-concentration)ด้วยพลังงาน“ข่มจิตสะกดจิต”ให้ยิ่งๆ จนกระทั่งแข็งแน่นนิ่งสนิทไม่เคลื่อน ไม่ไหวติงได้ ไม่รู้ตนนานสุดแสนนาน ถึงขั้นตน“จำกาละ”ไม่ได้ จึงทำให้หลงว่า นี่คือ “นิรันดร” เพราะมันนานเกินกว่าที่ตนจะระลึกนึกถึงหรือระลึกนึกค้นขึ้นมาได้ แล้วแม้จะทำได้แล้วจะสอนคนอื่นให้ทำตามก็ยิ่งยากเสียเวลาทำได้ไม่กี่คนหรอก แต่ตามความเป็นจริงสภาวะนั้นยังไม่ได้ถูกกำจัดทำลาย ยังไม่“สลายสูญไป”หรือหายไปจากความเป็น“ตัวตน”นั้นๆเด็ดขาด “ฌานวิสัย”แบบพุทธจึงเป็น“อจินไตย” ที่มันสุด“วิสัย”ของพุทธ ซึ่งเกินกว่าใครอื่นหรือผู้มีแค่“ฌานโลกีย์”จะคาดเดา หรือจะนึกคะเนคำนวณเอาอย่างเป็นจริงได้ ต้องผู้ที่ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิและสัมมาปฏิบัติกระทั่งเกิดความเป็น“ฌานโลกุตระ” ชนิดที่เข้าไปถึงขั้น“โอปปาติกโยนิ”ในจิตของผู้มี“ฌานเอง”(ฌานิกะ)อย่างถูกตรงแน่แท้เท่านั้น จึงจะ“พ้นอจินไตย”ที่เกิด“ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน(ฌานวิสยะ)แบบพุทธ”กันจริงๆ ผู้หลับตาสะกดจิตปฏิบัติก็สามารถได้แค่“ฌานโลกียวิสัย” จึงมิใช่วิสัยของผู้มี“ฌานโลกุตรวิสัย”เลย ด้วยประการอย่างนี้ “อจินไตย”ในเรื่อง“ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน”(ฌานวิสัยะ)จึงมีนัยสำคัญที่ต่างกันฉะนี้ “อจินไตย”รองลงมาจาก“พุทธวิสัย” คือ“ฌานวิสัย”จึงเป็น“อจินไตย”ฉะนี้เอง “ฌานวิสัย”ของพุทธเป็น“อุตตริมนุสสธรรม”แท้ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องจะเอาไปพูดสาธยายกันได้ง่ายๆ ขืนไม่เป็นผู้มี“ฌาน”ที่สัมมาปฏิเวธในตนจริง ผู้พูดพล่อยๆกันจึงคะนองปากอย่างที่เห็นที่เป็นอยู่ นั่น..นรกนะ! สองสายที่พูดเรื่องนี้ มีสายสว่างใสอาภัสรา อย่างธรรมกายธัมมชโย กับสายดับดำมืดอย่างพระป่า สองสายนี้เข้าใจผิด พูดฌานแบบผิด ของพุทธเป็นการขจัดกิเลสออกจากจิต จิตก็ยิ่งคล่องแคล่ว ผ่องใส มีโลกวิทู มีโลกุตรจิต มีโลกานุกัมปา จิตที่เป็นฌาน เป็นวิมุติของพระพุทธเจ้า ยิ่งเป็น อุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา “ฌานวิสัย”นี้จึงเป็น“อจินไตย”สูงสุดสำหรับ“วิสัย”ทั้งหลาย ยกเว้น“พุทธวิสัย” เท่านั้นที่ต้องยกไว้เป็นที่สูงที่สุดแห่งที่สุด “อจินไตย”รองลงมาจาก“ฌานวิสัย”ก็คือ“วิบากแห่งกรรม”(กัมมวิปาโก)ก็เท่าที่“ตนเอง”ได้มีส่วนเกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กันมาแล้วกับตนเอง อาจจะเป็นอดีตกี่กัปป์กี่กัลป์ ก็ตาม ถ้าผู้นั้นเคยเกี่ยวข้องกันมาจริงและเก่งพอ มีภูมิถึงจริงก็สามารถระลึกนึกค้นเอา“อดีต”ที่ตนเคยเกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กันมานั้นๆได้จริง ถ้าไม่มีภาวะที่ตนได้สัมผัสสัมพันธ์กันมาจริง อดีตนั้นก็ไม่จริง ก็โกหก การระลึกชาติภูมิอดีต จึงปลอมกันเยอะ เพราะถ้าไม่เคยเกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กันมาเลยสักชาติ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะนำ“ความจริง”นั้นมาระลึกถึง ตามที่เป็นจริงมีจริงได้ ผู้จะระลึกชาติของตน หรือระลึกชาติของใครก็ตามได้นั้น ตนต้องมีความสัมผัสสัมพันธ์ในเหตุการณ์นั้นปรากฏการณ์นั้นๆในชาติใดชาติหนึ่ง หรือในหลายชาติจริงมาแล้ว จึงจะระลึก“ความจริง”นั้นๆขึ้นมาได้ ไม่เช่นนั้น จะเอาอะไรมาระลึก มันต้องมีอยู่ในคลัง“สัญญา”(ความจำ)ของตนเองจริงก่อน จึงจะระลึกชาติเก่าขึ้นมาได้ ผู้จะระลึกชาติก่อนได้ ก็ต้องระลึกจาก“สัญญา”ที่ตนเองเคยมีมาแล้วในเก่าก่อน จึงจะสามารถระลึกเอา“ความจริงที่มี”นั้นมาให้ระลึก หาไม่ก็เป็นเรื่อง“คิดเอาเองปั้นเอาเอง” ยิ่งระลึกเอา“ความรู้”อันเป็นคุณวิเศษ ขั้น“โลกุตรธรรม”นั้น ยิ่งเป็นเรื่องนำมาพูดอวดดี อวดโก้ อวดใหญ่ไม่ได้เป็นแน่แท้ จะพล่อยพูด จะพร่ำเพ้อกันอย่างไร ก็ไม่ถูกไม่ตรงตามสัจจะแห่งโลกุตระได้เด็ดขาด พ่อครูจบตรงนี้ 600910_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พ่อครูคือใครจึงอธิบายอจินไตยฌานวิสัยได้