561104_เทศน์กัณฑ์พิเศษที่แยกอุรุพงษ์ การชุมนุม คปท.รวมกับ กปท..doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

561104 เทศน์กัณฑ์พิเศษที่แยกอุรุพงษ์ การชุมนุม คปท.รวมกับ กปท.

พ่อครูได้รับนิมนต์ให้มาเทศน์ วันนี้วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ที่สวน ที่แยกอุรุพงษ์ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางบรรยากาศผู้ร่วมชุมนุมจำนวนหลายพันคน จนต้องปิดถนนทุกเลนที่แยกอุรุพงษ์ พ่อครูว่า...นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าอย่างอาตมาเป็นพระเป็นเจ้าจะได้ขึ้นธรรมาสน์เทศน์อยู่บนนี้ มันแปลกพอได้ทีเดียว แต่ก็เป็นไปนะ เป็นกาละที่บ้านเมือง เท่าที่ภูมิปัญญาอาตมาก็เห็นว่าประเทศไทยคลี่คลายขึ้นเยอะ คนไทยตอนนี้มี 2 อย่างใหญ่ๆ อย่างหนึ่งคือเจริญขึ้นๆ ทั้งการเมือง จิตวิญญาณ มีพฤติกรรมการเมือง ดีขึ้น สวยงามขึ้น มาถึงวันนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 ก รกฎาคม ไม่มีเหตุร้ายคนเจ็บคนตายเหมือนแต่ก่อน นี่คือความก้าวหน้าของประชาธิปไตย เห็นได้ว่าเป็นพฤติกรรมบ่งชี้ประชาธิปไตยที่ดีขึ้น ก็ช่วยกันประคอง อยากให้พวกเรา “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริง ออกมาให้มากๆ หมดๆ” แล้วสิ่งที่จะบรรลุผล เราไม่อยากเรียกว่าชนะ จะเรียกว่าแพ้หรือชนะก็ไม่มีปัญหา แต่เกิดการบรรลุผลอย่างดี สวยงาม ตอนนี้ เกิดเหตุการณ์คาดไม่ถึง เขาเรียกว่าเข็มขัดสั้น ก็เกิดขึ้นได้ อย่างรูปธรรม แค่พวกเราจากสวนลุมยกพวกมาสมทบกับที่นี่ แม้แต่พวกอาตมายังงงเลย ขนาดกรรมการอยู่ด้วยกันยังงงเลย แล้วมันก็ Accident Good luck แม้วันนี้เขาก็ถอนหน่วยทัพจากสามเสน ไปอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเรียบร้อย ซึ่งก็เข็มขัดสั้นอีกแหละ มันจะเกิดไปเองตามปัจจัยที่เหนือปกติสามัญ คือจะเกิดเหตุการณ์เข็มขัดสั้น คาดไม่ถึง พุงมันโตกว่าเข็มขัด ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพวกเราทุกคนที่ เสียสละ อดทน เพราะว่ามันเข้าถึงขั้นสำคัญที่สุดแล้ว ที่ต้องใช้เรี่ยวแรงอุตสาหะเต็มที่เพื่อให้ไปให้ถึง ยำมาหลายทีแล้ว ประชาธิปไตยต้องมีธรรมาธิปไตย ปร

อ่านต่อ

ะชาธิปไตยคืออำนาจของประชาชน เมื่อมีธรรมะก็มีธรรมะร่วมกับประชาชน ก็มีธรรมาธิปไตยเข้าผนึกอย่างเหน ี ยวแน่น ธรรมะที่ผนึกเข้าไปนั้นทำให้สมบูรณ์ประชาธิปไตยทั่วโลกยังไม่สมบูรณ์ เป็นประชาธิปไตยขาเดียว ส่วนเผด็จการนั้นขาเดียวแน่ มีอำนาจใหญ่สั่งการ ส่วนคอมมิวนิสต์ก็ขาเดียว ประชาธิปไตยที่เป็นแบบโลกีย์นั้นขณะนี้ยังไม่ครบสมบูรณ์เป็นประชาธิปไตยขาเดียว ยังไม่ครบสองขา คำว่าสองขาคือ ต้องมีรูปและนามครบ หรือขยายความว่า ต้องมีกายกับใจครบ อย่างเผด็จการเขาเรียกว่า วัตถุนิยม แม้เผด็จการ แต่คนเผด็จการมีคุณธรรม แต่เสียสละซื่อสัตย์สุจริต บริหารเพื่อประชาชนจริง นี่คือจิตวิญญาณเป็นประชาธิปไตยจริง แม้รูปแบบเป็นเผด็จการ แม้แต่คอมมิวนิสต์ ถ้าจิตวิญญาณไม่มีธรรมะ ก็จะไม่ครบ มันขาดวิญญาณ เผด็จการนั้นเขาใช้จิตวิญญาณไม่ปฏิเสธศาสนา ส่วนคอมมิวนิสต์ปฏิเสธศาสนา คือไม่เอาจิตวิญญาณ จิตวิญญาณที่ต้องเน้นคือ การมาเสียสละไม่ซ่อนแฝง แม้รู้ว่าดีแต่จิตไม่เป็นจริงก็ไม่ได้ แม้ผู้มีธรรมะจะอยู่ในระบอบใดเช่นเผด็จการ แต่จิตวิญญาณเสียสละจริงแล้ว รับรองประชาธิปไตยจะดีแน่ ไม่ว่าจะชื่อว่าระบอบไหน ประชาธิปไตยทั่วโลกไม่ครบสองขา แม้รูปแบบมี อย่างประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างไทยนี่จิตวิญญาณของไทยอยู่ที่พระเจ้าอยู่หัว และท่านเป็นประมุขที่มีประชาธิปไตยสูงส่งจริงๆ ไม่ได้แกล้งยอ แต่ว่าปรากฏจริง ไม่ได้ทำตามธรรมเนียนประเพณี แต่จริงถึงนามธรรม จิตถึงจริง พฤติกรรมจริง ในหลวงเราเป็นโพธิสัตว์ แต่จะไม่ขยายข้อนี้มาก ประเทศไทยเราไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยต้องมีจิตวิญญาณเข้าร่วม แม้อเมริกาเขาเป็นประชาธิปไตย แต่ว่าจิตวิญญาณเขาเสพอัตตา ไม่ใช่เพื่อผู้อื่น อย่างเราจะเอาวัฒนธรรมเขามาใช้ อเมริกันแชร์ นั่งกันร่วมกันก็ต่างคนต่างจ่าย ในบ้านยังจ่ายใครจ่ายมันเลย ไม่มีเผื่อแผ่ ไม่มีพึ่งเกิดแก่เจ็บตายได้ มันมีแต่ตัวใครตัวมัน เขาก็ได้ประชาธิปไตยอย่างนั้นแหละ ไม่เต็มสองขา เห็นได้ชัดว่าวัฒนธรรมเขาเป็นเรื่องตัวใครตัวมัน ไม่เอื้อมเอื้อเกื้อกว้าง อย่างของเรามีศาสนา อย่างชุมชนเราอโศก เป็นหมู่บ้านเลย มีสาธารณโภคี ร่วมกินร่วมใช้ทรัพย์สินส่วนกลาง เป็นกระเป๋าเดียวเลย แต่คนไม่ค่อยเชื่อนะว่ามีได้ ของเราทำงานในสังคมอโศก ทำงานแล้วเสียภาษี 100 เปอร์เซ็นต์ ยกให้ส่วนกลางหมด มีระบบใช่จ่ายของส่วนกลาง ที่บรรยายนี้ปูพื้นฐานเพื่อให้รู้ว่า ประเทศไทยกำลังทำประชาธิปไตยให้บริบูรณ์ด้วยสองขาอย่างที่ว่า ตอนนี้เกิดมาตามลำดับแล้ว อย่างพวกเรามานั่งอยู่นี่ใครมีมากก็เอามาแชร์มาบริจาคกัน มาอยู่นี่อาจไม่สะดวกเหมือนอยู่บ้านแต่ก็เป็นไปได้ ในสนามรบไม่เหมือนบ้านแน่แต่ก็ไปได้ ประชาธิปไตยที่มีคุณธรรมนั้น ศาสนาไหนๆ ก็สามารถทำได้ ให้จิตมนุษย์มีธรรมะก็จะเป็นได้ ตอนนี้คนไทยกำลังมีวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณสูงขึ้น พัฒนาขึ้น อย่างเหตุการณ์นี้พลิกล็อค แล้วไม่รุนแรง มีการกระทบกระแทกพอสมควร แต่ไม่รุนแรง ครั้งก่อนๆ มันรุนแรงบาดเจ็บล้มตาย ตั้งแต่เราก่อหวอด ชุมนุมมาแต่ 4 ก รกฎาคม ยังไม่มีเหตุร้ายแรง จนเกิดหมู่กลุ่มชุมนุมหลักๆ ขณะนี้มีสามกลุ่ม สวนลุมฯ อุรุพงษ์ สามเสน ตอนนี้เป็นประชาธิปไตยแล้ว ยังมีกลุ่มย่อยอีกหลายกลุ่ม มันมีเป้าหมายเดียวกัน เข้าใจร่วมกันเสมอกัน จุดเดียวกัน เรียกว่า ทิฏฐิสามัญญตา มีพฤติกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหนก็ทำได้ จะมีธรรมฤทธิ์ ไม่ต้องรุนแรง แต่เอาความจริงมาตีแผ่ อย่างยาวให้เป็นฯ เรียกว่าอาวุธ แต่เป็นธรรมาวุธ ไม่ใช่อาวุธไปทำร้ายรุนแรง แต่เป็นอำนาจทางธรรม ที่คิดไม่ออก คิดยาก มีการเจริญก้าวหน้าอันใหม่ ลึกๆ แล้วอาตมาว่า มันใกล้ความจริงเข้ามาเรื่อยๆ แล้ว ไม่ไปว่าฝ่ายตรงกันข้าม แม้แต่ตำรวจ ที่มีปฏิกิริยาที่น่าขัดใจ ก็ยืนยันว่า เขายังมีใจดีอยู่ ยังมีปัญญาได้คิด ดั้งนั้นยืนยันหลักฐานความจริงออกมาเรื่อยๆ เถอะ ความจริงมี 3 อย่างใหญ่ 1 . ประชาชนออกมานับหัวให้ได้ 2 ถึง 3 ล้านคน ได้ นั่นแหละเรียกว่ามวลยืนยัน มายืนยันเป็นรูปธรรมแล้ว 2 . ใจที่มีปัญญา เข้าใจว่าประชาธิปไตยคือ อย่างนี้หรือ ประชาธิปไตยคือออกมาร่วมตัวยืนยันอำนาจประชาธิปไตย แม้เลือกผู้แทนฯ ร ัฐมนตรี นายกฯ ก็เป็นผู้แทนประชาชน ที่ประชาชนจ้างไว้ด้วยเงินเดือนแสนกว่า เขาเป็นตัวแทนเป็นผู้รับใช้ ประชาชนต้องรู้หน้าที่รู้สิทธิ ออกมาชุมนุมกัน ไม่ต้องให้ใครบังคับ มาด้วยปัญญาตื่นรู้จริงๆ 3 . ความเป็นประชาธิปไตยที่บริบูรณ์ด้วยสองขา แล้วรู้กาละเวลา ว่าอย่ามัวแต่เห็นแก่ตัวอยู่ ใครจะมาทำบ้านเมืองล่มจมก็ไม่สนใจ หรือแม้รู้ว่าอย่างนี้ไม่ดีก็ยังไม่ออกมาคัดค้าน กลัวเมื่อย เสียเวลา ขี้เกียจ กลัวเสียผลประโยชน์ตนเอง อันนี้เป็นลักษณะอัตตา ถ้าลดอัตตาเก็บอัตตาได้ก็จะมากันพรึ่บได้ ตอนนี้ได้เวลาแล้ว มันเข้าสู่จุดสุดท้ายแล้ว คนที่ยังไม่มานี้ มีอยู่ 3 ประเด็นใหญ่ คือ 1 . เขาถือว่าเขาเป็นกลาง เขาก็เลยเฉยๆ คือประเภทไม่มีปัญญา ว่าควรเข้าพวกไหน ตอนนี้มีสองฝ่าย พวกนี้ไม่มีปัญญารู้ว่าฝ่ายไหนดีฝ่ายไหนชั่ว ก็เลยไม่เข้าข้างไหน 2 . พวกที่รู้ว่าฝ่ายไหนดีฝ่ายไหนถูกต้อง ฝ่ายไหนผิด แต่เขาไม่กล้าแสดงตัว ไม่กล้ามาช่วยฝ่ายดี เพราะเขากลัวเสียลาภ ยศ ตำแหน่งของเขา นี่ก็เห็นแก่ตัว ทั้งที่มีปัญญารู้ว่าอันไหนดี แต่ว่าอำนาจโลกธรรมมันสูง เรียกว่าคนขี้กลัว ก็เลยเป็นกลางแบบเป็นกลัว เสียโลกธรรม หรือว่ามาแล้วกลัวลำบากนี่ก็เห็นแก่ตัว 3 . ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิ คือเข้าใจผิดๆ ว่า เข้าใจว่าความเป็นกลางคือต้องไม่เข้าข้างใคร ทั้งที่มีปัญญารู้ว่าฝ่ายไหนดีฝ่ายไหนชั่ว แม้สื่อสารมวลชนนี่ก็เข้าใจผิด แทนที่จะส่งเสริมคนที่ถูกต้อง อย่างไทยโพสต์นี้ก็เปิดเผยเลยว่ากล้าเลือกข้างคนดี ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าแล้วต้องเข้าข้างคนดี เข้าใจผิดว่าเป็นกลางต้องไม่เข้าข้างใคร ใครจะดีจะชั่วก็แล้วแต่ พระพุทธเจ้าสอนให้ทำกาย วาจา ใจ ให้เข้าข้างคนดี อย่าไปคบคนพาล ให้คบคนดี อย่าไปอยู่กับคนโง่ ให้อยู่กับคนดีคนถูกต้อง อย่างในสภาฯ เป็นต้น วจีกรรม พระพุทธเจ้าให้ ต้องติเตียน ว่ากล่าว คนเลวคนชั่ว คือด่าคนชั่ว พูดหยาบๆ (นิคคัณเห นิคคหารหัง) และให้ยกคนดี ชมคนดี (ปัคคัณเห ปัคคหารหัง) ให้ทำปัญญาให้เป็น ปัญญาปาสาโท คือมีปัญญาเหมือนคนมองอยู่บนยอดปราสาท รู้ว่าอะไรคืออะไร อะไรดีอะไรชั่ว ถูกผิด เมื่อรู้แล้วก็ชมคนที่ควรชม ติคนที่ควรติ แล้วก็ให้อยู่กับบัณฑิต อย่าไปอยู่กับคนพาล คนดีมารวมตัวกับคนดี อย่าไปร่วมกับคนชั่ว ทั้งกาย วาจาใจ และก็ไปเข้าใจผิดกันว่าอย่าไปเข้าข้างใคร คือเป็นกลางอย่างนี้สังคมก็พัง ซิ โดยสามัญนั้น คนที่มีปัญญา คนเสียสละ คนมีธรรมนั้น คนเหล่านี้คือยอด ปิรามิด ยอดนั้นจะมีน้อยกว่าฐานแน่นอน แต่ยอดเป็นของสูงของดี มันก็ต้องน้อยคนสิ ใช่ไหมเล่า เพราะฉะนั้น ยิ่งคนดีมีน้อย เพราะคนที่ไม่มีปัญญา นั้นมีมาก แต่คนรู้มีน้อย ยิ่งคนดีต้องมารวมตัวกัน ตอนนี้มันสุดท้ายแล้ว Final แล้ว ถ้าเผื่อว่าเราเข้าใจสัจธรรมอย่างว่านี้ จะเป็นได้แท้ เรากำลังมาทำให้สัจธรรมเกิด ที่มารวมตัวกันนี่ถูกต้องแล้ว การเมือง คือการออกมาแสดงตัวแล้วแสดงความมุ่งหมายว่าจะไม่เอาสิ่งใด ไม่เอากฎหมายนิรโทษกรรม แล้วบริหารประเทศเช่นนี้ก็ไม่เอา เศรษฐกิจฉิบหายอย่างนี้ไม่เอา ก็ออกมายืนยัน ออกมาประท้วง คนไม่เห็นก็ต้องออกมาชี้ทางออก เพราะเราเป็นเจ้าของประเทศ คนที่มาบรรยายธรรม เป็นคนยอดสุดเลย แล้วมาบรรยายธรรมะลึกซึ้งอย่างเรียบง่าย แต่คนฟังไม่ค่อยได้รับการกระตุ้นไม่มีการปรุงแต่งเลย รสจืดเป็นธรรมะสงบจืด เท ศ น์ไปๆ คนฟังก็หลับ เทศน์ไปทำไม เทศน์ให้ตอฟัง คุณเทศน์ธรรมดีอย่างไรก็คือเพ้อเจ้อ ต่อให้มีภูมิปัญญาเอกเลย แต่ไม่เข้าใจการปรุงแต่งหรือสังขารธรรมที่ให้พอเหมาะทั้ง ท่าทางลีลา ภาษา ปรุงแต่งให้พอดี ให้พวกเราดื่มได้ โดยเฉพาะเป็นคำตำหนิติเตียนให้คุณรับได้ ที่พูดนี้กำลังตำหนิ ตั้งแต่บอกว่าคนเป็นกลางไม่ถูกทั้งสามอย่าง นี่คือตำหนิทั้งนั้น คนที่จะทำคำตำหนิให้คนดื่มได้นี่คือ ปิยะวาจา เป็นภาษาอันน่ารัก อันเป็นที่รักที่ควร หรือโดยศัพท์ตัวแท้ว่าเปยยวัชชะ เป็นวาจาอันเป็นที่รัก แล้วตรงกับคำสอนพระพุทธเจ้าหมด คำว่าวัชชะคือคำตำหนิ เปยยะคือของควรดื่ม ใครก็ตามมาตำหนิแล้วคุณดื่มได้ นี่คือความสามารถในการทำปิยะวาจา ส่วนการชมคนให้คนรักนี่ไม่ใช่ฝีมือหรอก เด็กก็ทำได้แต่ตำหนิให้คนรักสิ นี่คือปิยะวาจา เขาแปลกันตื้นๆ โลกๆ ว่าปิยะวาจาคือวาจาอันเป็นคำชมให้คนรัก คนชอบ แต่ที่จริงต้องตำหนิให้คนดื่มได้ นี่คือวาจาที่น่านับถือ ที่มาในงานนี้อย่างนี้ มันไม่ง่ายที่จะเอาธรรมะระดับโลกุตระเกินสามัญมาพูด เป็นคุณธรรม แต่มีความจำเป็นมาก เราจะต้องสถาปนาธรรมะเข้าไปในการเมืองในคน คานธีบอกว่าต้องเอาธรรมะเข้าไปสถาปนาในการเมือง ถ้าไม่เอาธรรมะเข้าไปในการเมืองไปไม่รอด คานธีทำสำเร็จแล้วอาตมาก็ทำแบบคานธีจะมีฝีมือเท่าไหรก็ทำสุดสามารถ คนทุกวันนี้รู้แสนรู้ เก่งแสนเก่ง แต่ไม่มีธรรมะ มันฉลาดฉิบหายเลย แต่ไม่มีธรรมะ เขาใช้ความฉลาดตลอดเวลา ตีกลับหมด พูดอย่างนี้ตีความอย่างอื่น ฉลาดฉิบหายเลย ที่ว่าฉลาดฉิบหายนี้ ตินะ ไม่ใช่ชม ตอนนี้ความรู้ความฉลาดพอแล้ว คนไทยไม่ด้อยเลย แต่ว่าธรรมะสิขาด โดยเฉพาะนักการเมือง ข้าราชการ ไม่ซื่อตรงเพราะขาดธรรมะ จุดไหนบ้างไม่คอรัปชั่น ในข้าราชการ นี่คือขาดธรรมะแล้วคอรัปชั่นอย่างเลวร้ายหนัก แม้พฤติกรรมที่เป็นอยู่ขณะนี้ ไม่เห็นแก่กฎหมายเลย พูดไป ตัวเองจะแก้กฎหมาย ไม่ยอมรับจะแก้ จะแก้ไปไหน เพื่อตัวเอง ตัวเองผิดขนาดติดคุกแล้วจะแก้ไม่ให้ติดคุก ตัวเองถูกกฎหมายพิพากษาไปแล้ว แล้วมาออกกฎหมายล้มล้าง ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่ทำได้นะ หยาบคายชั่วช้าที่สุด ถ้าทำได้แล้วกินเนสส์บุ ๊ก จะบันทึกว่า เป็นประเทศที่ออกกฎหมายได้หยาบชั่วช้าที่สุด มันตลบกลับไปหมดเลย แม้เล็กๆ น้อยๆ เขาละเมิดมาตลอด แม้แต่การชุมนุมประท้วง ตำรวจกั้นทางไม่ส่งเสริมให้เรามาประท้วงก็ผิดหน้าที่ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องส่งเสริมประชาธิปไตย แต่นี่แกล้งทุกอย่างเลย ตรวจค้น เอาตะปูเรือใบมาโปรย ผิดกฎหมายนะไม่ส่งเสริมสนับสนุนประชาธิปไตย ตอนนี้ก็ได้ติไปแล้ว ตอนนี้ตำรวจ ถูกเราชี้ความจริงอันนี้ตอกย ้ำ เลย ค่อยยังชั่วขึ้นนิดหนึ่ง ก็ขอบคุณ ที่ไม่แรงเหมือนก่อนนี้ แต่ก็แรงนะ ขนาดที่ พล.อ.ปรีชา พาไปข้างทำเนียบ เล่นไม่ให้กินข้าวกินน้ำ ไม่ให้ขี้ให้เยี่ยวเลย เขาไปอย่างสงบไม่ผิดกฎหมาย แต่ตำรวจผิดกฎหมายเสียเอง จะอ่านกวีให้ฟังบทหนึ่ง... ชื่อว่า “ความเย็น ดับกลียุค” หมู่เมฆทมินมากแม้ เหมือนมาร ผองเผ่าพงษ์พวกพาล เพื่อนผู้ กรรมก่อเกิดเกินการ กูเก่ง ร้อนเร่าราษฏร์รับรู้ เร่งเร้า รุนแรง บาปบงการบทบู๊ รัฐบาล โดยด่วนบอกสันดาน ดิบได้ ต้อยต่ำติรัจฉาน แตกต่างมนุษย์เฮย คุมสติตั้งมั่นไว้ สู่ห้วงอหิงสา รุนแรงมาอย่าได้ แรงตอบ จิตมุ่งมั่นโดยชอบ แกร่งกล้า ใช้ทั้งปลุกทั้งปลอบ รับศึกสูเอย จันทร์บดบังเมฆฟ้า ส่องฟืนเมฆฉาย ความดีเริ่มเกิดได้ คนดี ส่องประทีปวิถี ถ่องแท้ ราษฏร์มาร่วมบารมี สมานสมัคร ร่วมสมัย จิตบ่มุ่งชนะแพ้ สงบได้ ดังเดิม ลุกขึ้นพรึบพรั่งพร้อม เพรียงกัน สามัคคีสมานฉัน ชาติไทร้ ธรรมประทีปจรัสจรัล จรุงโรจน์ ไทยเจริญ กู้แผ่นดินคืนได้ สู้ด้าวสยามเดิม ความเย็นย่อมสยบได้ กลียุค รื่นๆ ระเริงรุก เร่งแล้ว ดำรงศักดิ์สงบสุข สวรรค์เสก เสวย แฮ ดั่งเพชรพร ิ้ งเพิศแพร้ว พรั่งพร้อมพรรณราย อ าจารย์ เป็นต้น นาประโคน

สรุปว่า อดทนหน่อย พากเพียรหนอย อย่าถามว่าเพื่อไหร่จะเสร็จ จะเสร็จต่อเมื่อพวกเราพรั่งพร้อมดี อดทนไม่หนี แล้วมาเพ ิ่ มให้มากๆๆ รับรองว่าชนะแบบไม่มีประตูแพ้ เพราะพวกเราพรั่งพร้อมและสงบได้ แกนของสันติสงบมีพอแล้วมีพลังร่วมเย็น และรู้จักว่าจะอยู่อย่างไร ดูตารู้แล้วว่าจะทำอย่างนี้ๆ เหมือนเมื่อวานออกจากสวนลุมฯ ไม่มีใครรู้เรื่องเลย แต่พอบอกเดินมาอุรุพงษ์ก็มาได้เลย อย่างนี้เป็นต้น ไม่ต้องมีอะไรมา ขยิบตารู้กัน ไม่มีปฏิกิริยาเลย ไม่ขัดแย้ง ต่างกันปฏิกิริยาที่ข้างทำเนียบ พอคุณปรีชาบอกเลิก ก็เกิดอุรุพงษ์ แต่เมื่อวานนี้เกิดแล้ว ไม่ต้องห่วง แม้ปิดเป็นความลับแต่ความลับนี้ก็แจ๋ว ...เอวัง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน