561108_เทศน์หน้าศพแม่ของคุณถึงไท โดยพ่อครูฯที่สันติฯ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์340 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

561108 เทศน์หน้าศพแม่ของคุณถึงไท (ธรรมรงค์ แสงสุริยจันทร์) ที่สันติฯ โดยพ่อครู

พ่อครูเทศน า วันนี้วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2556 ที่ สันติอโศก... ที่ เป็นวันงานศพคุณ...พ่อครูได้อบรมพวกเราให้เลิกกลัวผีกันแล้ว ผีที่คนเห็นเป็นผีหลอกนั้นเป็นเรื่องของอุปาทานในจิต ตนเองมีอุปาทานในตนแล้วปั้นมาหลอกตัวเอง เรียกว่ามโนมยอัตตา การอุปาทานนี้เกิดได้เช่น ตอนนั่งสมาธิหลับตาในภวังค์ก็เห็นผีได้ มีรูปรสกลิ่นเสียงในภพที่เขาปั้นไว้ อาจเป็นคนมีการคบหากันเขาว่าอีกโลกหนึ่ง สามารถคบกันอยู่ แต่ไม่กลัว กลับหลงว่าตนมีอำนาจมาก เสพอีก อันนี้ปั้นจนตนเองสำเร็จเป็นตัวเป็นตน อันนี้ไปเข้าใจคำสอนมาแล้วทำได้ ก็หลงตนว่าเก่งอีก มีในพวกนั่งสมาธิทำฌาน และนักการศาสนาที่มิจฉาทิฏฐิ เข้าใจว่าตนไปนิพพาน ทั้งที่วิญญาณหรือจิตนั้นไม่มีตัวตนรูปร่าง แต่เป็นพลังงานทางจิตที่ละเอียดมีประสิทธิภาพมากกว่าพลังงานแสงเสียง แม่เหล็กไฟฟ้า มาพูดถึงการตายการเป็น การตาย มีภาษาว่า “มรณะ” ภาษาไทยอ่าน (มอ - ระ - นะ) แต่บาลีอ่านว่า (มะ - ระ - นะ) เป็นการรบทางจิต ผู้ที่ตายแล้ว จิตไปสู่สนามรบ แต่เขาจะต่อสู้ไม่ได้ ต่อสู้ด้วยความแพ้ คือไปตกนรก ทรมานทรกรรม ไม่มีรูปร่าง แต่จิตต้องเป็นมีวิบากจริง ไม่มีรูปร่างอย่างที่คนเขาปั้นเขาเขียนแสดงหรอก ภาวะการศึกษาทางธรรมของพระพุทธเจ้าคือมาล้างภาวะที่ทำให้ทุกข์ เรียนรู้สุขทุกข์โลกีย์ แล้วทำให้หมดสุขทุกข์โลกีย์ได้นั่นคือเป้าหมายของพุทธ เมื่อเรียนรู้ไม่สัมมาทิฏฐิจะไม่รู้จักการตายขณะเป็นๆ ตอนเป็นๆ เรียกว่า “สรณะ” คำว่า ส หรือ สก หรือ สย หรือสยัง คำว่า ส อย่างเดียงก็หมายถึงตัวเรา คำว่า “สรณะ” คือตัวเราอยู่ในสงคราม ต้องพึ่งตัวเรา ที่เราต้องต่อสู้คือยังมีโลภ โกรธ หลง อยู่ พอจิตหมดโลภ โกรธ หลง ก็หมดสรณะ กลาย

อ่านต่อ

เป็นที่พึ่งอย่างดีเลย ผู้ที่มีที่พึ่งไม่ต้องรบแล้ว เพราะเรากำจัด ข้าศึกคือ โลภ โกรธ หลง ตายหมด ก็ไม่ต้องมีสงคราม เรียกว่า “อรณะ” คือหมดกิเลส หมด โลภ โกรธ หลง เป็น สรณะที่มี อรณะ คือไม่ต้องมีสงครามแล้ว เป็นที่พึ่งอันเกษม สามารถเรียนรู้จนสามารถอ่านจิต ทบทวนจิต รู้แจ้งทะลุครบ ในสรณะ มีปัญญารู้ในปฏิสรโณ เพราะได้ทวนรู้ทวนเห็นศึกษา ปฏิต่างๆ จนปฏินิสสัคคะ รู้ดับเหตุสวรรค์โลกีย์ ดับเหตุที่หลงสุขนี่แหละทำให้พ้นทุกข์ได้ ปฏิปัสสัทธิ ทวนทำให้สงบ จนมั่นใจว่าอเนญชา ตั้งมั่นสมบูรณ์เป็นปฏินิสสัคคะ ไม่ต้องหลงเกี่ยวกับสวรรค์อีก พวกเรามีพื้นฐานจะเข้าใจเพิ่มขึ้น เป็นธรรมะเชิงขยายความเพิ่มขึ้น..ขยายสภาวธรรม ผู้มีพื้นฐานจะเข้าใจได้ดีขึ้น ถ้าราคะคือไปหลงเสพ แม้เข้าไปข้างในก็ไปหลงรูปราคะ ก็เรียนรู้ต่อ พระอนาคามีเมื่อไม่หลงติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ภายนอกแล้ว หมดกามราคะ ที่ต้องสัมผัสกามคุณ 5 เมื่อไม่มีกิเลส พอสัมผัสทางทวาร 5 พระอนาคามีหมดสุขทุกข์ ทั้งปฏิฆะและกามราคะแล้ว หยุดดูดกับผลักสองด้าน เรารู้แล้วไม่ต้องไปแย่งชิงรบราแสวงหา ก็มีพลังงานไปทำงานสร้างสรรเสียสละ เป็นการงานอันเหมาะควร ไม่ต้องเสียเวลา เสียพลังงาน มีเหลือพลังงานสร้างสรร จะมีญาณปัญญา รู้ว่าอะไรควรใช้อาศัย ไม่เสียเวลา พลังงานไปบำเรอกาม บำเรออัตตา เพราะเรียนรู้ดับเหตุได้จริง ไม่เสียเวลาทุนรอน แรงงาน ทั้งกายและจิต จะทุ่นจะประหยัดได้หมดเลย เอาที่ได้คืนมาทำสร้างสรรมีประโยชน์สูง การตาย อรณะ ดับกิเลสได้ เป็นการตายที่ชาวพุทธต้องศึกษา ทำการตายอกุศลจิตได้ แล้วเป็นคนไม่ทุกข์ร้อนมีประโยชน์ตน ประโยชน์ ท่านอย่างแท้จริง ดับได้ถาวรเพราะดับอย่างมี จักษุ ญาณปัญญา วิชชา แสงสว่าง ไม่ใช่ดับนิ่งเฉย ทั้งสายลืมตาดับก็นิ่งได้ทั้งลืมตา แต่ก็หยุดคิดได้ยาก แต่สายหลับตาจะดับจิตได้หยุดคิดได้ ตนเองไม่รู้เรื่องรู้ตัวได้เลย เป็นอสัญญีสัตว์ เขาถือว่าเป็นสภาพบรรลุธรรม ไม่มีทุกข์ ไม่มีปฏิกิริยาบทบาททำดีทำชั่วกับใคร ก็เป็นมนุษย์ที่ไม่ทำอะไร ไม่ทำกิริยากายวาจาใจ ไม่มีประโยชน์แม้ประหยัด แต่ไม่มีประโยชน์ สะกดไว้นานๆ ด้วยเจตนาฝึกฝน ให้เกิดเจโตสมถะ มันก็ไม่ขึ้นง่าย มีพลังปัญญาสำนึกรู้ว่าเอ็งอย่าขึ้นมาด้วย มีเจโตด้วย แต่ไม่ได้ฆ่าอย่างมีญาณปัญญา ไม่ได้ทำฌาน ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น พลังฌาน คือไฟพิเศษ เป็นพลังปัญญา ถ้ามีเพียงพอจะจัดการไฟโลภะ โทสะ โมหะ ให้สูญหายได้เลย เป็นเรื่องคิดไม่ออกแต่พิสูจน์ได้ ทำได้อย่างเห็นรู้เลย รู้ว่ากิเลสตั้งแต่ตัวโต เรียกว่า “สักกายะ” เป็นตัวกิเลสที่เรารู้แล้วว่าจะต้องจัดการ มันเกิดขึ้นเราก็วิเคราะห์ทันทีเลย มันกำลังมีอาการ ราคะ โทสะ ทางกาย วาจา ใจ ก็มีญาณปัญญารู้ตัวจริงมันออก เรียกว่า รู้สักกายะ ทำโดยวิธีของพระพุทธเจ้าโดยใช้ ศีล สมาธิ ปัญญา เรียนรู้ทาง อายตนะ 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 (ตัณหา 3 ซ้อนในตัณหา 6 ) ก็เรียนรู้ว่าเป็นตัณหาปรุงแต่งในเวทนา แล้วเรียนรู้เวทนาในเวทนา ที่มีตัณหา 3 เกิดเมื่อมีการกระทบทางกาย วาจาใจ เรียนรู้แล้วทำการกำจัดด้วย ปหาน 5 วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) นี่คือการทำความตายทางจิตวิญญาณ ต้องตายทุกคน แม้จิ ๋ นซีฮ่องเต้ก็ต้องตาย ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เกิดจากเหตุปัจจัยในวิบากของเราด้วย นี่ก็กำลังพิสูจน์ว่าอาตมาจะอายุได้ 151 ปีไหม ที่จริงอายุขัยตนเองอายุ 72 ปี ก็ว่าเรายังไม่น่าตายก็ใช้อิทธิบาทอยู่ต่อมาจนจะอายุ 80 ปีแล้ว คนเห็นก็ว่าไม่น่าจะใช่คนอายุ 80 ปี

_ มีคนฝากตอบประเด็นว่า...ให้พ่อท่านขยายความคำว่า นายกว่าให้ “อภัย” ให้ชาวพุทธให้อภัย แล้วตรงกับคำว่า “อภัย”ที่ชาวพุทธควรทำอย่างไร แล้วชาวพุทธควรให้อภัยอย่างไร คำว่า “อภัย” คือไม่ให้เกิดภัยแก่ตนและผู้อื่น ตัวทำภัย คือ โลภ โกรธ หลง ในปัจจุบันอย่างนายกฯ แทนที่จะเป็นสุขสงบ แต่ก็มีผู้ต้านกั้น มีผู้สนับสนุนสอพลอก็มี ส่วนผู้ต้านกั้นก็ไม่ แต่จิตสามัญอย่างหนึ่งว่า “ทำไม่ดี ไม่มีใครอยากให้ทำ” เป็นสามัญสำนึกกลางๆ คนทำสิ่งไม่ดีไม่มีใครอยากให้ทำหรอก เช่นเราเห็นคนตีคนอื่นเราก็ไม่ได้อยากให้เขาทำ แต่ถ้าคนซาดิสม์ก็จะรู้สึกมันดี ดูดี ดูอร่อย คือจิตไม่ปกติ ชอบให้รุนแรงทำร้ายกัน ให้คนชกกัน คนนี้จะชอบดูการตีกันแทงกัน หลอกกันให้ซาดิสม์ ทำให้สังคมไม่ลดความรุนแรง ทำร้ายทำลายกัน เป็นสังคมไม่ฉลาดไม่รู้ว่าสิ่งควรเลิกคืออะไร สรุปสั้นๆ ว่า ยังมีโลภโกรธหลงสะสม มันก็เป็นภัยแก่ตนและผู้อื่น เป็นโลภก็ไปเอาจากคนอื่น เป็นโทสะก็ไปทำร้ายคนอื่น เป็นโมหะก็ทำสิ่งไม่เป็นประโยชน์เสียประโยชน์ คำว่า อภัย คือคุณอย่าไปมีจิตโลภ โกรธ หลง แม้มีก็อย่าไปแสดงอาการจะไปทำร้ายทำลายเขา ไม่ต้องเกลียดโกรธกัน ให้วางปล่อยให้อภัย หยุด กายวาจาใจที่เป็นกิเลส ล้างจิตหมดก็หมดภัย อภัยก็เกิด แม้ราคะ โลภะ ต้องไปแย่งในเหตุปัจจัยเขา ได้มาเสพรส ก็เป็นภาระของตนเองเช่นกัน ต้องเลิก โลภน้อยลงก็แย่งคนอื่นน้อยลง แล้วก็สร้างสรรมีแจกจ่ายเป็นคุณค่าอีก นี่คือการหมดภัยโลภะโทสะก็เป็นการอภัย ที่นายกฯ พูดให้อภัยกันนั้น คิดว่าคงไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาพูด แต่ว่าคงเป็นว่านายกฯ ว่าให้อภัยคือหยุดเถิด ให้ฉันได้ทำตามอย่างใจฉัน อย่ามาต้านกั้นไม่ให้ฉันทำสะดวกเถอะ นี่คืออ่านใจนายกฯ ว่าต้องการอย่างนี้ คือขอให้นายกฯ หยุดเถอะ มีอิสระเต็มที่ในการคอรัปชั่นโลภโมโทสัน เอาพี่ชายกลับมาอย่างเท่ห์ๆ มีขบวนแห่เข้ามาอย่างนั้นเลย ซึ่งประชาชนที่ต้านกั้นก็รู้ ส่วนเสื้อแดงก็รู้ว่าต้องการให้กลับมา ทั้งสองฝ่ายก็ต่อต้านกัน ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน แล้วชาวพุทธจะต้องอภัยอย่างไร ก็คือว่าใครทำถูกทำผิด ก็คือไม่ให้เขาทำบาปทำชั่ว ให้เขาได้ใช้วิบากกรรมเราอย่าไปหาวิบากให้เขาอีก ให้เขาล้มล้างผิดทำวิบากกรรมผิดๆ ออกกฎหมายผิดกฎหมายซ้ำซ้อนกันเข้าไปอีก เราต้องเรียนรู้จิตของเราในการปลดปล่อย อภัยกันจริงๆ อาตมาไม่เกลียดชังเขาจริงๆ เขาทำก็มีวิบากเขา เราก็เลยต้านกั้น ที่ทำนี่เมตตาเขา แต่เขาไม่เข้าใจดีไม่ดีหาว่าเราทำผิดอีก เราทำผิดใน 100 แต่ทำถูก 10000 หนึ่งเขาไม่เห็น เขาก็ขอทำชั่วให้หนักต่อไปอีก อาตมาไม่ใจร้ายพอ ก็มาต้านกั้นไม่ให้ทำผิดต่อ ไม่ให้เกิดภัย ที่ทำนี่ ทำเพื่อให้เขาหยุด เป็นเมตตาหวังดีอย่างหนึ่ง พวกเราเข้าใจได้ แต่เขาอาจเข้าใจไม่ได้ หาว่าอาตมาพูดกลับคำ ใช้วาทะ แต่ที่จริงเขาเข้าใจผิด เขาไม่รู้ว่าเขาทำทุจริตอกุศลเพ ิ่ ม พอเราบอกเขาทำผิด เขาก็ว่าเขาทำถูก เราไม่อยากให้เขาทำ เราก็มาให้เขาหยุด เขาก็หาว่าเราเป็นศัตรู แต่เราไม่เป็นศัตรูกับใคร เขาไม่รู้หรอกว่าเราช่วยแต่แม้เขาไม่รู้เราก็ต้องทำ เพราะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย เป็นประโยชน์ต่อตัวนายกฯ และคนไขลานนายกฯ ด้วย ก็เป็นเรื่องยากแต่ก็ต้องทำไป ตอนนี้มีผลดีขึ้น สังคมไทย แม้แต่นายกฯ ก็บอกว่าหยุดเถอะ อภัยเถอะ ขอให้ดิฉันทำงานเต็มที่ บ้านเมืองจะได้เดินหน้าได้ ทั้งที่เขาทำนี่เป็นความฉิบหายต่อบ้านเมือง พยายามไม่ให้เราต้านกั้นจะได้ฉิบหายมากขึ้น คนที่ทำร่วมก็บาปมากขึ้น คนที่ไปต้านกั้นก็ต้องได้รับผลด้วย เพราะทุกอย่างในมหาจักรวาลนั้นไม่มีอะไรขาดจากกัน เชื่อมต่อกันหมด แต่พูดในสิ่งที่ใกล้กันอย่างนายกฯ กับประชาชนไทยก็ต้องตัดวงจรความเลวร้ายให้ได้ ในบริบทที่ควรทำปัจจุบันนี้

ในเรื่องของตัวภัยร้ายคือ โลภ โกรธ หลง แม้แต่ตัวลูกหลายก็คือตัวผูกพัน หรือเรื่องพยาบาทก็เป็นการจองล้างจองผลาญ ส่วนอีกพวกก็เป็นผูกพันยึดติดให้ติดกัน อย่างกรณี คุณถึงไท ก็น่าจะถึงไท เป็นอิสระ ตอนนี้ก็จะไปทำงานทำการประโยชน์ต่อประเทศชาติ ก่อนนี้ก็ดูแลแม่ที่ป่วยหนักก็ดูแลกันจนสุดท้าย ตอนนี้ปลดภาระแล้ว ตายไปตามวิบากไม่ต้องกังวล เลี้ยงลูกให้รู้จักโต เลี้ยงพ่อแม่ให้รู้จักตาย ศาสนาอื่นเขาเข้าใจจิตวิญญาณที่จะต้องไปส่งวิญญาณส่งกุศลกรรมไปส่งให้กันแบ่งให้กัน มันไม่ได้ โยมแม่ มีกุศลอกุศลของตน จะแบ่งให้กันไม่ได้ ตอนนี้เสียไปแล้ว คุณธรรมรงค์ก็คงจะถึงไทเสียที ก็เป็นคนมีความสามารถ ตอนนี้ปลงภาระแล้วปลดภาระแล้วต้องถึงไทเสียที เป็นความรู้แม้เราจะเกี่ยวข้องเป็นญาติธรรม เราให้ช่วยเหลือพ่อแม่ถ้าทำให้ท่านได้ ศรัทธา ศีล จาคะปัญญาได้ มีศีล สมาธิ ปัญญาได้ ก็ประเสริฐ สามารถสร้างตนเองให้จิตวิญญาณเกิดเป็นพลังงานที่หลุดพ้นได้ ถ้าได้เรียนรู้ตามพระพุทธเจ้าสอน ถ้าเราสามารถพาพ่อแม่ให้มีทฤษฏีพิเศษที่จะทำให้อัตภาพเราเป็น อาริยะเข้าสู่โลกุตระภูมิ ถ้าสามารถมีจุดเริ่มต้นมีอาริยธรรม มีโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ถ้าเราให้ได้ ก็ประเสริฐสุด พระสารีบุตรจึงรีบ แม่อายุมากแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าต้องทูลลาไปโปรดแม่ให้เป็นโสดาบันก่อน มีสัมมาทิฏฐิ รู้จักศีล รู้จักจาคะคือเอาราคะโทสะโมหะออกได้ คุณสมบัติคือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา คือ อาริยทรัพย์ เมื่อก่อนอาตมาเองพวกเราเองก็แสดง ราคะโทสะโมหะ ออกมาก็น่าอาย แม้จะถูกยั่วยุเท่าใดก็ตามก็สามาถห้ามได้ไม่แสดงออกได้ คนไม่รู้ก็แสดงออกมาเลยตอบโต้ สวนเลย ไม่มีหิริโอตตัปปะ เขาด่ามาเท่านี่เราต้องด่าแรงกว่านี้อีก เลยโง่ซับซ้อน หน้าหนากว่าอีก นี่คือไม่หิริโอตตัปปะ ดีไม่ดี ราคะ โลภะมาผสมโลภก็ฉลอง ฉิบหายเลย มาฉลองความเลวของตนเองอีก พาคนอื่นฉลองอีกก็ไปด้วยกันทั้งขบวนไม่ศึกษาให้ดี ได้ฟังแล้วก็ไปศึกษาปฏิบัติให้ดี เพราะคนตายแล้วส่วนใหญ่ตกนรก เหมือนดินทั้งหมด ส่วนคนไปสวรรค์นั้นมีจำนวนน้อยเท่าดินที่ติดปลายเล็บขึ้นมา อย่างน้อยต้องเป็นโสดาบันได้จึงไม่ตกนรกอีก...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน