สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ญาณ 7 พระโสดาบัน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข16 มกราคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ญาณ 7 พระโสดาบัน 3. ขอทราบความหมาย ญาณ7 ของโสดาบันข้อ6 และข้อ7 นมัสการขอบพระคุณ 22 ส.ค.61 พ่อครูว่า...ผู้ติดตามให้ดีจะมีหลักเกณฑ์ของศีลสมาธิปัญญา และก็มีวิมุติหลุดพ้น หลักศีล เป็นตัวตั้งตัวกำหนดแท้ๆ ตั้งแต่ศีล 5 เป็นพื้นฐาน แล้วศีล 8 ศีล 10 จุลศีล จะมีความรู้ว่าเราเจริญขึ้นสูงขึ้นตามหลักเกณฑ์ของศีล เป็นตัวชัดเจนเลยว่าเราต่ำหรือสูงจริง เรายึดจริงหรือเราปล่อยวางได้จริง ศีลเป็นข้อกำหนดได้เลย หากไม่มีศีลมากำหนดเลย ไม่มีหลักบอก ศีล มี 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หากเราไม่รู้เลข 1 2 3 ก็ไม่รู้ขั้นตอน ถ้าโลกนี้ไม่มีเลข 1 2 3 4 5 ที่รู้กันทั่วโลก เราจะไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรมันไม่มีลำดับ มันจะพูดกันไม่รู้เรื่องเลย มั่วกันหมดเลย ต่ำสูงสูงต่ำ ฉันเดียวกัน ศีล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หากไม่มีศีลเป็นตัวกำหนดจะไม่รู้เลยว่าอะไรมากหรือน้อยกว่ากันอะไรต่ำหรือสูงกว่ากันจะไม่รู้ ในคุณธรรม เพราะฉะนั้นศีลจึงเป็นตัวกำหนดที่สำคัญมากคนที่ไม่มีศีลเลย ยาก ศาสนาอื่นที่ไม่มีศีลเป็นตัวกำหนดจะรู้รายละเอียดอย่างชัดเจนอย่างนี้ไม่ได้ เพราะศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ มันเอาจิตเป็นเกณฑ์ จิตต่อจากศีลเป็นตัววัดจริงๆ อย่างศีลข้อ 1 เอาจิตใจเมตตากรุณาเป็นตัววัดเลย เห็นสัตว์ด้วยกันนี่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ สัตว์เล็กสัตว์น้อยจนถึงคน คนก็มีเหตุปัจจัยจะชี้ว่าคนนี้สูงหรือต่ำ ตามรูปธรรมหรือนามธรรม มันซับซ้อนลึกซึ้งละเอียดมากเลย ศึกษาจริงๆเราจะรู้ได้ ตัวจิตนี่แหละเป็นหลัก

ไล่ตั้งแต่ข้อ 1 เลยดีกว่า ทวนปัญญาหรือญาณ 7 ของพระโสดาบัน ญาณข้อที่ 1 คือ ปัญญาต้องรู้ว่าเราหลุดพ้นกิเลส ทีนี้กิเลสของแต่ละคนไม่เหมือนกัน กิเลสของใครก็แล้วแต่ คุณกำหนดของตัวเองเลย เราต้องทำตัวนี้เป็นกิเลสหยาบของเรา มันร

อ่านต่อ

้าย เราเองเราต้องเอาก่อนเพื่อนเลย มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย มันทำทุกข์ให้เรา มันไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย เบียดเบียนผู้อื่นด้วย มันอยู่กับเรา ทำให้ผู้อื่นไม่ดีด้วย เอาตัวนี้แหละของใครก็ของตัวเอง เสร็จแล้วเราก็พยายาม ลดละ ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้านี่แหละ อ่านจิตให้ออก มีสังกัปปะ 7 มันเกิดกระทบเมื่อใดกิเลสตัวนี้ จะเป็นการกระทบกับสัตว์ กระทบกับของ กระทบด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เป็น กามคุณ 5 คุณก็เข้าใจให้ได้เลยว่านี่คือกิเลส สามหลักใหญ่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ 2 เกี่ยวกับของ 3 เกี่ยวกับทวารทั้ง 5 มันเป็นกิเลส มันหยาบของเรา เราก็จัดการ ละล้างมันให้ได้ โดยตัวที่จะมาละล้างได้อย่างสมบูรณ์คือด้วยปัญญาญาณว่า ภพนี้มันของเก๊ มันไม่จริงไม่เที่ยงแท้แน่นอนมันไม่มีจริง แต่มันทำให้เราเป็นทุกข์เป็นภาระ ทำให้เราติดยึดอยู่อย่างนี้ อยากล้างมันนี่แหละ มันเป็นตัวโทษภัยที่เราสรุปแล้วว่าตัวนี้ คุณก็พยายามที่จะเห็นว่า เอ็ง ไม่ใช่ตัวจริงมาหลอกทั้งนั้นแหละ ไม่มีตัวจริงแต่มันเกิดในจิตข้ามันเป็นภาระ ภาระนี่แหละตัวทุกข์มันยังต่องแต่งๆ เอ็ง ไม่มาเกิดในจิตข้าได้อีกเลยไหม ต้องไม่ให้มันเกิดในจิตเราได้อีกเลยโดยต้องไปใช้การกดข่ม การกดข่ม ต่างกันกับรู้ด้วยปัญญาฉลาด แยกธาตุปัญญาญาณกับธาตุกดข่มออก คุณต้องแยกลักษณะสองอย่างนี้ออก ถ้ายังกดข่มอยู่ ยังไม่สมบูรณ์ไม่ใช่ ต้องเป็นปัญญาที่รู้ ไม่ได้กดข่มอะไรเลย ฤทธิ์ของปัญญาธาตุรู้ ทำให้กิเลสไม่เกิดในจิตเราเลย มันจะกดดูบ้างแล้วมันเบาลง มันไม่เกิดได้ยาวนาน นึกว่าหมดแล้ว มาแวบอีก เป็นต้น เราก็เฮ่ย นึกว่าขาดเด็ดแล้ว เอ็งแวบอีกหรือ เราก็ต้องดูด้วยญาณปัญญาอีก อย่ามาทำหน้าแสลน เอ็งไม่มีตัวจริงหรอกมันเป็นอนัตตาเราก็ต้องเล่นกับมันอย่างนี้ เราต้องชัดเจนสัมผัสกับมันตลอดเวลาเลย จึงเป็นสงคราม เรื้อรัง สงครามกับกิเลสของคนนี้เป็นสงครามเรื้อรัง เรียกว่าสรณะ นึกว่าเป็นที่พึ่งแต่ที่จริง เป็นตัวที่จะทำร้ายเราและคนอื่นด้วย เราต้องเอาออกให้ได้จริงๆ สรุปญาณข้อ 1 ละได้แล้วเป็นวิติกมกิเลส แปลว่าล่วงพ้นหลุดพ้นไปแล้วผ่านมาแล้ว ทีนี้ มีกิเลสปัจจุบันเรียกปริยุฏฐานกิเลส กิเลสที่เกิดในปัจจุบัน อันโน้นที่หลุดพ้นไปแล้วเรียกว่าระดับที่ 1 อันต่อมาคือที่กลุ้มรุมอยู่กับเรานี่แหละตัวนี้ แล้วมันจะรู้ว่า ผู้ที่ได้แล้วคืออย่างไร ตัวที่ยังไม่ได้ มันต่างกันนะ ถ้าใครที่ยังแยกไม่ได้ว่าตัวที่กลุ้มรุมกับตัวที่เราผ่านมาแล้ว แยกความต่างนี้ไม่ออก อาตมาก็คงจะสอนไม่ได้ ถ้าญาณปัญญา คุณก็ยังแยก 2 อย่างนี้ไม่ออกแล้วก็ยังทำไม่ได้ให้คำตอบตัวเองไม่ได้ว่าที่ได้แล้วกับที่กำลังเป็นอยู่ 1 กับ 2 ถ้าหากข้อที่ 1 คุณได้แล้วผ่านแล้ว แต่ถ้าคุณยังไม่ได้ก็พูดกันยังไม่รู้เรื่อง คุณยังทำไม่ได้ก็ค่อยๆเรียนไป เรียนแล้วทำออก ค่อยมีญาณ 1 เพราะว่ามีตัวที่ทำได้และกำลังทำอยู่ เป็นลิงค มีความแตกต่างกัน อาการก็ต่างกัน อาการ ลิงค นิมิต เราใช้ใจกำหนดเครื่องหมาย เพราะมันไม่มีสีสันเส้นสายให้รู้ นามธรรม บางเบายิ่งกว่าลมยิ่งกว่าอากาศ คุณก็ต้องรู้อาการของมัน จะใช้ภาษาอะไร อาการ ลิงค นิมิต ที่กำหนดหมายเอาเอง อันนี้ไม่มีใครสามารถกำหนดนิมิตให้แก่ใครได้ ได้โดยภาษาพูด คุณก็เอาภาษาไปใช้กับสภาวะให้รู้นิมิตชัดเจน ยิ่งรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทส คือ คำอธิบายที่อาตมาอธิบาย อุเทสคือการฟังไปจากผู้รู้ก่อน ความรู้อันนี้ คุณเองถ้าไม่ได้ฟังจากสัตบุรุษ จ้าง คุณก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้ ความรู้อันนี้ละเอียด ขนาดที่พูดกันแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ต้องได้มาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนที่ถ่ายทอดกันมา อาตมาก็รับถ่ายทอดจากพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ศาสนาเทวนิยมอยู่ไหนก็ไม่รู้ พระเจ้าอยู่ไหน แต่ศาสนาอเทวนิยม พระพุทธเจ้าเป็นตัวตน ไม่ใช่พระเจ้าเป็นตัวตน พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์สัมผัสได้อย่างเป็นตัวจริง ส่วนเทวนิยมนั้น พระเจ้าตัวตนอยู่ที่ไหน พระบุตรมาก็เป็นมนุษย์ ถ่ายทอดมาเป็นมนุษย์ แม้แต่พระบุตรเองก็ไม่เคยสัมผัสพระเจ้า เอามาโชว์ก็ไม่ได้พระเจ้า นามธรรมก็ไม่รู้อย่างนี้

พุทธไม่มีวันจะมีพลเมืองมากกว่า หรือมีประชากร บริวาร ผู้รู้มากว่าทางศาสนาเทวนิยม ไม่มีทางที่จะไปมากกว่าได้ เพราะจำนวนผู้ไม่รู้มันมาตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว จนกระทั่งไม่รู้กี่ล้านเซลล์ เป็นอเวไนยสัตว์ สัตว์ที่สอนไม่ได้ มวลเขาจะเยอะกว่า คุณไม่มีวันจะเป็น 1 ของสัตว์โลกได้หรอก 1 ของสัตว์โลกคือรู้ยิ่งกว่าเท่านั้นเอง คุณจะเอามวลเป็นใหญ่ไม่มีทางชนะเขาหรอกเพราะเขาจะมีมวลมากกว่า เพราะฉะนั้น พุทธ จึงเป็นผู้ที่แพ้ได้ ไม่ต้องไปชนะเขาหรอก ได้นามธรรมที่ลึกซึ้งสูงสุดแล้วก็สบาย อาตมาจึงเป็นผู้สบาย เพราะฉะนั้นน่าสงสารทักษิณมาก เพราะว่าแพ้ไม่เป็น เขาแพ้ไม่เป็น น่าสงสารมาก เขาจะทุกข์ ไม่ใช่แค่ในชาตินี้ เขาจะทุกข์ข้ามชาติ ทักษิณ แม้เขาจะยอมแพ้ตอนนี้นะ เขาดีขึ้นนิดนึงนะ ดีขึ้นนิดนึง ตรงที่เขาบอกว่า เขาจะแพ้ก็แพ้เอง กับตาย แพ้ก็แพ้เองนั่นแหละ แล้วเอ็งจะแพ้เมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่มีวันยอมแพ้ง่ายๆหรอก ก็แสดงว่าเขาก้าวหน้าขึ้นนิดนึง แต่ก่อนว่าแพ้ไม่มี นิดนึงก็ไม่ยอม แต่ตอนนี้มีนิดนึง ลดลงไป นั่นคือจิตของเขาแต่โดยรูปธรรมแล้ว ทักษิณหรือคณะเพื่อไทย แพ้หูรูดหมดแล้ว แต่อัตตาของทักษิณ ที่ยังไม่ยอมแพ้ กับลิ่วล้อยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ยังนึกว่าหัวหน้ายังยิ่งใหญ่ ที่จริงมันยิ่งกว่าดูบอลโลก ลุ้นกันว่า เมื่อไหร่จะเลือกตั้ง จะออกหัวออกก้อยหรือก็ไม่รู้ แม้ว่าเลือกตั้งแล้วก็ยังจะตัดสินไม่ได้หรอกเพราะว่าแทคติกของคนมีเยอะ คนเขามีกลวิธี แม้แต่อาตมาก็ยอมรับว่าไม่เก่ง ในเรื่องของกลลวงของคน มันเอาชนะด้วยกลโกง เก่งมากคนนี่ ไม่มีใครเก่งกว่าคนหรอกในเรื่องชั่วในเรื่องขี้โกง คนมันเก่งที่สุด ยกให้ แต่เราไม่แข่งหรอกไม่เก่งอย่างนั้นหรอก ถึงบอกว่าก็ค่อยๆดูไป แต่อาตมาบอกได้เลยว่าผู้จะเอาชนะไปห้ามอย่างไรก็ไม่หยุดหรอก อาตมาบอกได้เลยว่า แม้เขาจะดูทีว่าเขาจะชนะ แต่ขอยืนยันว่าในประเทศไทยเอาชนะไม่ได้ ในยุคนี้ปัจจุบันนี้ต่อจากนี้ไป ตอนนี้ช่วงนี้ แม้เขาจะดูทีว่าจะชนะ จะได้แต้มอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ชนะไม่ได้ อาตมาบอกนี้พอเข้าใจไหม แต่อย่าชะล่าใจไปเท่านั้นเอง แม้แต่ลุงตู่ ก็อย่าไปประมาทดูถูกดูแคลนเขา แต่ที่พูดนี่พูดให้ฟัง ทุกอย่างก็เป็นไปตามพระพุทธเจ้าว่าอย่าประมาทเป็นตัวสุดท้าย ท่านถึงรวมลงที่รอยเท้าช้างไปทั้งหมดว่า คือตัวไม่ประมาท รวมรอยเท้าของสัตว์ทั้งปวงไว้ที่รอยเท้าช้าง

พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระอานนท์ว่า เราจะอยู่ถึงร้อยปีจะเกินกว่าหนึ่งกลับก็ได้ แต่ว่าพระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่อยู่ต่อแล้ว ทำไมท่านไม่มีน้ำใจอยู่ต่อ จะเรียกว่าท่านท้อหรือไม่ท้อก็แล้วแต่ เรียกว่าท่านมีความขวนขวายน้อย แต่ท่านไม่ขวยขวาย จะเรียกว่าท่านสาเหตุปัจจัยเช่นนี้ ก่อนจะปรินิพพานท่านให้นิมิตไปถึง 16 ครับ เพื่อให้อาราธนา เพราะอาราธนาท่านก็จะอยู่ต่อ แต่อานนท์ก็ถือว่า เป็นคนฉลาดรู้สารพัดแล้ว ทำไมไม่สะดุดในนิมิตถึง 16 ครั้ง ท่านก็เตือนด้วยนิมิตของท่านว่า ขนาดพระอานนท์ ก็ยังขนาดนี้ ก็เหนื่อยพอแล้ว ถ้าขืนอยู่อีก ท่านก็ใช้อันนี้เป็นเครื่องตัดสิน ทำอย่างนี้ไปตั้ง 16 ครั้ง ให้อาราธนา ดันไม่อาราธนาจนได้ ท่านก็ใช้อันนี้ เป็นเครื่องตัดสิน พระอานนท์เป็นคนจำเก่งยืนยัน ก็ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้อาราธนา ท่านจะไปก็ให้ท่านไปได้แล้ว ตั้ง 16 ครั้ง ยังไม่อาราธนาท่านเลย คือว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาตมาก็ใช้ ขออภัย ไม่ขนาดพระพุทธเจ้าก็ใช้ นิมิตอันนี้ก็ได้ นิมิตอันนี้ไม่พอก็ไม่ใช่ แต่ลอกเลียนแบบไม่ได้นะ หรือบางคนก็อาจจะใช้ได้เรียกว่ามีนิมิตหรือมี ลางสังหรณ์ แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่น มันไม่ได้เดี๋ยวจะเสียผลไปอีก อาตมาถึงบอกว่า ถ้าไม่แน่ใจถึง 80 เปอร์เซ็นต์เป็นต้นไปก็ไม่ยอมเสี่ยง แต่ถ้า 80% ขึ้นไปก็จะทำ ไม่อย่างนั้นเสียผล ถ้าคนที่คิดว่า ไม่จำเป็นต้องอวดดีหรอก ใครจะบอกว่าเราไม่เก่งนี่หว่า ที่จริงเราเก่งได้ แต่เราทำเอาแค่ 80 เขาจะว่าเรา ไม่เก่งก็ไม่เป็นไร เราทำแค่ 80 หากเราพลาดท่าเสียที 80 ได้ถือว่าสวยยิ่งกว่านี้ไม่เอา เพราะฉะนั้นคำว่าอ่อนน้อมถ่อมตนหรือไม่อยากอวดดี มันมีจริงด้วยประการฉะนี้

ญาณที่ 1 จงรับรู้ว่าสิ่งที่คุณล่วงพ้นไปแล้ว วิติกมกิเลส แล้วมีกิเลสที่กำลังกลุ้มรุมอยู่ ปริยุฏฐาน อาตมาก็พยายามอธิบายให้ฟัง 1 กิเลสที่ได้แล้วผ่านมา มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาคนจะรู้จักกิเลสแล้วทำให้กิเลสลดได้ อันนี้ เป็นกิเลสที่ 2 อันนี้เป็นญาณข้อที่ 1 อันที่ 2 ชัดเจนในตัวเองบ้าง มันชัดเจนตั้งแต่อันที่ 1 แล้วอันนี้ก็ไม่ประมาท ว่าเราทำ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำซ้ำ ไม่ประมาท อย่าประมาทว่าเราได้แล้วจะได้เลย ต้องทำซ้ำทำให้มันแน่นหนามั่นคง อาเสวนาทำซ้ำ ภาวนาแปลว่าการเกิดผลอย่างนั้น ทำอย่างใด ที่ได้นั้นได้อย่างใด อย่างนั้นแหละ มรรค วิธีทำ ทำได้อย่างนี้แล้วอันนี้ก็ใช้ ทำทั้งมรรคและผล ทำซ้ำภาวนา ทำให้มากพหุลีกัมมังจนเกินเฟ้อเหลือเฟือ ทำอย่าประมาท ญาณที่ 2 จึงเป็นญาณที่เกิดความไม่ประมาท ทำให้เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จึงเติมอเนญชาภิสังขาร

อภิสังขารมี 3 ปุญญาภิสังขารทำเสร็จเป็นอปุญญาภิสังขาร ไม่ช่วยแล้ว บุญไม่ช่วยแล้วเราต้องช่วยตัวเองจึงต้องสัมผัสอันที่ 3 คือ ญาณที่ 2 ไม่ได้แล้วนะ ต้องทำด้วยตัวเอง บุญนี้เหมือนพระเจ้าไม่ช่วยแล้วนะ นี่คือ ญาณที่ 2 อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ต้องทำ แล้วจะได้เป็นเราเป็นของเรา อันที่ 2 นี่คืออาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง

ญาณ ที่ 3 . ..ไม่ทั่วไปกับสาธารณปุถุชน มันเป็นสิ่งพิเศษ จะมีปฏิภาณปัญญา รู้เลยว่าเป็นอริยะเป็นโลกุตระไม่ทั่วไปกับปุถุชน ปุถุชนชนหรือสาธารณะทั่วไป จะไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ได้เลย โสดาบันด้วยกันจึงพูดกันรู้เรื่อง ปุถุชนนั้นจะพูดไม่รู้เรื่อง แม้แต่พูดแต่ว่าด้วยพยัญชนะ ที่จริงแล้วยังไม่ได้ บางทีพูดโก้ๆด้วย บางทีต้องยอมให้คนขี้โกงหลอกได้ แต่ก็ซวยนะคนโกหก เขาไม่ได้จริง แต่เขามาโกหกว่าได้ วิบากก็เป็นของเขาก็เท่านั้นเอง เราจะไปช่วยเขาได้ยังไงเพราะเขาเองยังอยากจะชั่วอยู่ เขาโกหกเรา แต่พระพุทธเจ้ายกเว้นว่า เว้นแต่ว่าผู้นั้นหลงตัวเองจริงๆ เขาก็ไม่รู้ของเขาเหมือนกันเขาก็หลงนึกว่าเขาได้ บอกว่าเขาได้ ๆคนนี้ก็วิบากของคนที่เขาหลงว่าได้ พระพุทธเจ้าถึงไม่เอาผิด เขาไม่มีเจตนา เขาไม่เจตนาจะหลอก เขาเชื่อว่าเขาได้จริง แต่ถ้าคุณเองรู้ตัวเองว่าไม่ได้แล้วโกหก อันนี้แหละคนจะยิ่งโกหกซ้ำซ้อน จะซวยหนักเข้าไปอีก อย่าทำเสียเลยนะ เน่าเหม็นแตกตัวไปใหญ่เลย อย่าทำเชียว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า คนที่โกหกทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหกไม่มีชั่วอะไรที่เขาจะทำไม่ได้คนนี้อย่าไปคบเป็นอันขาด คนนี้ทั้งที่รู้ว่าตัวเองโกหก เขาหลงจริงๆ เขาไม่รู้เขาว่าเขาได้จริงๆก็ยอม เพราะเขาไม่มีตัวเจตนา พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าเจตนาเป็นกรรม เจตนาที่ไม่เป็นกรรมไม่มีวิบากเพราะเขาไม่รู้จริงๆ เขานึกว่าเขาใช่เขาได้เขาถูก เขานึกว่าเขาได้แต่เขาไม่ได้เขาหลงผิดอันนี้ก็ยกประโยชน์ให้แก่จำเลยไป อย่างนี้เป็นต้น ญาณที่ 3 นี้ ไม่ทั่วไปของปุถุชนไม่สาธารณะกับปุถุชน ต้องคนอาริยะด้วยกันเท่านั้นถึงจะรู้ร่วมกันได้พูดกันรู้เรื่องอย่างลงตัว คุณก็ใช่เราก็ใช่ มันจะตรงกันหมดได้เลยอย่างนี้เป็นต้น ไม่ทั่วไปนี้เข้าใจยากนะ ได้เฉพาะผู้ที่เป็นอาริยะด้วยกัน สมณะเดินดินว่า..นักปฏิบัติธรรมทั่วไปจะให้เขาเลิกกินเนื้อสัตว์พูดถึงกิเลสที่หยาบๆเขาไม่พูดกัน แล้วจะไปรู้ วิติกมกิเลส ปริยุฏฐานกิเลสไม่มีทางรู้ได้ เพราะฉะนั้นไม่ทั่วไปกับสาธารณะต้องรู้ด้วยกันกับพระอริยะเท่านั้น ปุถุชนเป็นอันหนึ่ง อาริยะเป็นอันหนึ่ง นี่คือ อันที่ 3 ญาณปัญญาที่ 3

ญาณปัญญาอันที่ 4 เหมือนเด็กจับไฟร้อน อันที่4 เป็นเครื่องยืนยันพระโสดาบันจริงๆ ถ้าจริงๆแล้วทำผิดแล้วจะต้องรีบแก้ไขทันใดเลย แล้วจะไม่ทำผิดอีก นั่นเป็นตัวตัดสินเลยว่า โสดาบันหรือไม่โสดาบัน คุณยังผิดอยู่ๆก็ยังไม่ใช่ รู้ทั้งรู้ว่ายังผิดอีกก็ไม่ได้ ถ้าผิดแล้วแก้กลับ จะไม่ให้เป็นอีกอันเด็ดขาดอันนี้คือธาตุตัดสิน ผู้ที่กลับจริงกับไม่กลับจริง ถ้าขืนชะล่าใจ เดี๋ยวไปเลยประมาท โสดาบันนี้แม้ผิดอันมีประมาณน้อย อย่าทำเสียเลย จะเตือนใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา อันที่ 4 นี้ อันนี้ก็ไม่ทั่วไปกับสาธารณปุถุชนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเหมือนเด็กถูกไฟจะให้ไปจับไปอีกก็ไม่เอาอีกเพราะมันรู้ว่าร้อนแล้วเป็นไฟ เผลอไปถูกแล้ว เข็ดเลย จำไว้ว่าไฟคืออันนี้ไม่เอาแล้วไม่ใกล้แล้ว ใครจะบอกว่าไฟไม่ร้อนก็ไม่มีไม่เอา นี่คือญาณที่ 4 หมายความว่าคนนี้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา

ญาณที่ 5 เป็นประโยชน์ผู้อื่นเหมือนโคแม่ลูกอ่อน เล็มหญ้าไปเลี้ยงลูกไป เป็นคนไม่ยึดถือตัวตนตัวเอง เห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่นอย่างชัดเจน อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งถ้ายิ่งจริงแล้ว ตัวตนเราน้อยลงก็จะเห็นแก่ผู้อื่นมากขึ้น ยิ่งชัด แต่จะเห็นประโยชน์ตัวเองกว่านั้นไม่ทำ

คือตัวตนลดเกินครึ่งแล้ว เห็นประโยชน์ตนเองสำคัญน้อยกว่าผู้อื่น จะบอกว่าไม่ทำร้ายจิตผู้อื่นเลยคงไม่ถึงขนาดนั้นโสดาบันไม่เก่งขนาดนั้น สรุปแล้วก็คือ ตัวตนนี้ลดลงไปเกินกว่าครึ่ง เห็นประโยชน์ผู้อื่นมากกว่าตัวตน เพราะฉะนั้นอย่างไรๆก็ เราต้องการเจริญ ก็เพื่อผู้อื่น

ญาณที่ 6 ประเด็นสำคัญก็คือ ทำให้มีประโยชน์ ทำไว้ในใจ กำหนดจิตทั้งปวง เงี่ยโสตสดับฟังธรรม อันที่ 6 ต่างจากอันที่ 7 อันที่ 6 กำลังทำให้เกิดประโยชน์ (บาลี) ธมฺมวินเย เทสิยมาเน อฏฺิกตฺวา ๑ มนสิกตฺวา สพฺพเจตโส ๒ สมนฺนาหริตฺวา โอหิตโสโต ธมฺม สุณาติ

ญาณที่ 7 ย่อมได้อรรถธรรม ความรู้ธรรมแล้วจิตก็มีปราโมทย์ประกอบด้วยธรรม เป็นตัวที่ได้แล้วรู้ทั้งอรรถะ และธรรมแล้วตนเองได้อรรถะธรรมะจริง

สรุปว่าอันที่ 6 กำลังทำประโยชน์นี้อยู่ อันที่ 7 นี้ได้ทั้ง อรรถะทั้งธรรม อันที่ 6 คือมรรค อันที่ 7 คือผล 610822_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ญาณ 7 พระโสดาบันและประชาธิปไตย 3 เส้า

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน