สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน แก้เศรษฐกิจสำเร็จแน่ถ้าคนมีอรหัตตผล.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน แก้เศรษฐกิจสำเร็จแน่ถ้าคนมีอรหัตตผล พ่อครูว่า... ก็พาดพิงมาถึงธรรมะบ้าง จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจการเมืองก็เป็นเรื่องสังคมมนุษยชาติ จะเรียกว่าเศรษฐกิจการเมืองก็เป็นเรื่องของธรรมะ ธรรมะนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาบอกว่าอย่าเอาธรรมะมาวุ่นวาย คนที่พูดอย่างนี้เป็นคนที่ไม่มีปัญญาปฏิภาณ อย่าเอาธรรมะไปยุ่งกับเรื่องโน้นเรื่องนี้ แม้แต่วงการโจรวงการทุจริตก็ต้องเอาธรรมะไปช่วย เอาสัจธรรมเอาสิ่งที่ดีงามสิ่งที่จะต้องแก้ไขได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเป็นธรรมะโลกุตรธรรม ที่เหนือชั้นกว่าโลกียธรรม อย่างชัดเจน ซับซ้อน อย่างโลกียะอันนี้คือดี อันนี้คือสูง ศาสดาทุกองค์ก็พยายามสอนให้ดีให้มั่นคงให้ยืนหยัด อย่าตกลงมาชั่วอย่าตกต่ำ รักษาสถานะอันนี้ แต่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ ว่ามันไม่ได้ ดีให้ตายยังไงก็ต้องวนเข้ามาหาความชั่ว เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่ถือดีและชั่วหมด พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไม่เอาดีและชั่วเป็นหลัก ไม่ได้ขัดแย้งเรื่องดีและชั่ว ดีก็ดี ชั่วนั้นอย่าไปเป็น แต่มันไม่ถาวร แล้วมันก็ไม่จบ มันไม่ยั่งยืนเลยว่า คนๆนี้จะไม่เอาเรื่องนั้นเป็นตัวหลัก พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ ไม่ใช่ตรัสรู้เรื่องดีเรื่องชั่ว เห็นว่าเรื่องนี้ยิ่งใหญ่กว่าเรื่องดีชั่วเยอะ และยิ่งใหญ่กว่านั้นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็คือสุขกับทุกข์นั้น เป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เดาเอาไม่ได้ สุขกับทุกข์นี้มีพยัญชนะของโลกว่าเทวะ หรือ ทเว ที่แปลว่า 2 คนในโลกนี้จมอยู่ในคำว่า สอง อย่างแก้ไขไม่ได้ จึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ตกแก้ปัญหาการเมืองไม่ตก ทำให้สังคมสงบเย็นสุขสำราญเบิกบานใจไม่ได้ แต่ของชาวพุทธเข้าใจตัวนี้เอาตัวนี้มาแก้ไขความสุขความทุกข์จนไม่ต้องสุขต้องทุกข์ ไม่ต้องเป็นเทว รู้จักเทวะดีรู้จักพลั
อ่านต่อ
งงานอันนี้ดี พลังงานเทวะคือพลังงานที่หลงความสุขความทุกข์ แต่จริงๆคนเราไม่หลงความทุกข์หรอกแต่หลงความสุข แต่ไม่รู้ว่าความสุขนี้มีคู่หูที่แกะไม่ออกเป็นเหรียญ 2 ด้าน มันต้องอยู่ด้วยกัน คุณเอาความสุขคุณก็ต้องเอาความทุกข์ ศาสนาพุทธจึงไม่เอามันทั้งสุขและทุกข์ฆ่าเทวะทิ้ง ไม่มีเทวะเลยนะยิ่งใหญ่กว่าเทวะที่ใหญ่ที่สุด เพราะใหญ่อย่างไรกูก็ไม่เอาสิว่ะ นี่พูดภาษาคนสภาวะธรรมจริงๆก็เป็นเช่นนั้น พลังงานอย่างหนึ่งคือเทวดา เทวดาเป็นสภาวะพลังงานจิตวิญญาณที่เป็นเทวดา หมายใจว่าเทวตาคือผู้อยู่ในกามภพกามเทพเป็นเทวที่มีความเสพ เช่นดาวดึงส์เป็นต้น คือเป็นสภาวะ แล้วแม้เรียนรู้สภาวะเหล่านั้น ว่า ศาสนาพุทธตรัสรู้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่ามันเป็นของเก๊ทั้งหมด ก่อนจะเป็นดาวดึงส์ได้ต้องเป็นจตุมหาราช จตุมหาราชก็คือยอยักษ์เขี้ยวใหญ่ มารที่ต้องไปต้นที่ขูดรีดมาจากคนอื่นหมด แย่งได้แล้วก็หลงว่าเป็นความสุขคือดาวดึงส์ แล้วก็อยากให้มันอยู่ยาวนาน ยามา ได้มีความสุขเพราะว่าเป็นเจ้าแห่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ได้มาแล้วก็มีความสุขเป็นดาวดึงส์ ตาวติงสา แล้วจะให้อยู่ยาวนานเรียกว่ายามา เสร็จแล้วด้วยสัจธรรมธรรมชาตินั้นความสุขความทุกข์มันก็จะมีความพักยกเป็น อทุกขมสุขบ้าง ก็ไม่ยอมดุสิตา แม้เมื่อยก็ให้คนอื่นช่วย ทีนี้ เนรมิต หรือมันทำด้วยหยาบไม่ได้ก็ทำละเอียด เรียกว่า นิมมานรดี เนรมิตเองสร้างเอง นักข่าวกว่านั้นตัวเองเนรมิตไม่พอก็ให้คนอื่นมาเนรมิตช่วยด้วย เลยกลายเป็นโลกที่บ้าเองสร้างเองเป็นอุปาทานเรียกโดยศัพท์ว่า นิรมาณกาย แล้วคนก็ไปรู้สัมโภคการบริโภคร่วมกัน บริโภคสวรรค์แบบนี้ร่วมกันหมดเลยอยู่ในโลก ในโลกที่เป็นเทวะหลงสุขทั้งนั้นแต่ทิ้งทุกข์ไม่ออก พระเจ้าที่บอกว่าเป็นเจ้าของความสุขแล้วจะสั่งให้คนอื่นลงนรก ตัวเองมีแต่สวรรค์คนนี้หลงตัวหลงตน จะเป็นเทวดาเป็นพระเจ้ายิ่งใหญ่ขนาดไหนก็หลงตัวหลงตนว่าเป็นคนสั่งสวรรค์เป็นเจ้าของสวรรค์ สิ่งเหล่านี้เป็นอาทิสมานกาย พระเจ้าก็เป็นอาทิสมานกายไม่มีใครเห็น สวรรค์ที่เป็นความสุข นรกคือความทุกข์ คุณเห็นของคุณเองทั้งนั้น คุณหลงว่าเป็นความสุขให้ความสุขมีนิรันดรพระเจ้าคือผู้อยู่ที่ในแดนสวรรค์นิรันดร เป็นเจ้าของสวรรค์ แต่ศาสนาพุทธตีทิ้งทั้งสวรรค์และนรกจึงรู้จักความจริง เพราะมารู้ว่าจิตวิญญาณเป็นธาตุรู้ ที่มันมีสุขมีทุกข์มีเวทนาสุขทุกข์ เจาะเข้าไปถึงจิตวิญญาณมี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วเรียนรู้อย่างละเอียดด้วยนาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ กับรูป 28 ในปัจจุบันนี้ ด้วยการกระทบสัมผัสเป็นตัวรู้ มีปสาทรูป โคจรรูป เกิดอิตถีภาวะ ปุริสภาวะ ล้างอิตถีภาวะให้เหลือแต่ปุริสภาวะ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่หมดปัญหาเรื่องสุขเรื่องทุกข์ หมดปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอย่างเช่นชาวอโศกเราเป็นได้ หมดปัญหาเรื่องรัฐกิจการเมือง หมดปัญหาเรื่องสังคม สังคมที่สุขสำราญเบิกบานใจหมดปัญหา พูดแล้วก็น่าชื่นใจตัวเองที่ได้รู้จักทฤษฎีพระพุทธเจ้าและนำทฤษฎีพระพุทธเจ้าเอามาประกาศอธิบายพวกเราก็เข้าใจแล้วมาเอา จนเกิดเป็นหมู่มวล เป็นสังคมกลุ่มมันก็ได้สังคมกลุ่มเล็กๆ สังคมชาวอโศกอยู่กันอย่างนี้ มีเศรษฐศาสตร์ขั้นสูงสุดเป็นสาธารณโภคี การเมืองก็อยู่กันอย่างไม่ต้องบริหารเพราะช่วยกันบริหารในตัว รู้หน้าที่ ไม่ต้องบังคับอะไรกันมากมายไม่ต้องทะเลาะเบาะแว้งอะไรกัน ไม่ต้องสั่งการอะไรด้วยซ้ำ บอกกันนิดหน่อย ถ้าจะบอก ไม่บอกก็รู้สำนึกกันเองว่าควรจะทำอะไร ทำแล้วก็มีการสร้างสรรค์มีผลผลิตมีพฤติกรรมการงานที่จะเป็นหน้าที่การงาน ก็ต้องใช้แรงงานทำแบกยกหาม การผลิตจะต้องปลูกผัก ต้องซ่อมแซมต้องทำอะไรต่างๆก็ทำกันไป ที่เป็นสัมมาอาชีพ งานที่เราใช้เลี้ยงชีพอย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็สอนอย่างละเอียดว่างานอาชีพที่สูงสุดคือการพ้นมิจฉาชีพ 5 ชาวอโศกก็ทำได้ กุหนา ขี้โกง ลปนาก็ขี้โกหกหลอกลวง เนมิตกตาก็ยังเสี่ยงภัยอยู่ ก็ต้องค่อยๆพัฒนาการไปตามลำดับ งานอาชีพที่ยังต้องเสี่ยงไม่บริสุทธิ์ จนกระทั่งแต่ละคนสามารถสบายแล้วอาชีพที่เราทำ ทำอาชีพอย่างนี้กับหมู่กลุ่มสบายก็อยู่กับหมู่กลุ่ม ไม่มอบตนในทางที่ผิด นิปเปสิกตา ก็พ้นมิจฉาชีพข้อที่ 4 มิจฉาชีพข้อที่ 5 ทำงานฟรี สบายอยู่กับหมู่กลุ่ม ทำงานฟรีอยู่กับหมู่กลุ่มสาธารณโภคีไม่แลกเปลี่ยนเอาคืนมาแล้วพ้นจากมิจฉาชีพ 5 ข้อ คนถามพวกเราเราก็ต้องตอบว่า อาชีพ พวกเราจะบอกว่าอาชีพนักปฏิบัติธรรม ก็เป็นคำตอบที่ถูกนะ ถ้าจะให้เรียกว่าอาชีพสาธารณโภคี เขาไม่เข้าใจแน่ เถรสมาคมยังไม่เข้าใจ โลกก็ไม่รู้เลย อาชีพนี้มีด้วยหรือ อาชีพสาธารณโภคี เป็นนวัตกรรม พระพุทธเจ้าค้นพบมาแล้ว ค้นพบแล้วเอามาให้คนปฏิบัติมีได้เป็นได้ เป็นพฤติกรรมสังคมสาธารณโภคี ไม่ได้พูดปากเปล่า ยถาวาที ตถาการี ตถาวาที ยถาการี (ล้ำยุคทุกสมัย) ของพระพุทธเจ้าจึงไม่เก่า คนที่โง่ที่สุดอยู่ในที่นี้ก็เข้าใจสิ่งนี้ได้แล้ว ไม่มีใครโง่กว่านี้เลย (คุณอู๊ดว่า ตอนนี้บ้าอีกครับ) พ่อครูว่า...อาตมาก็สงสารประเทศไทยที่มีพุทธธรรม แต่ก็ได้ผิดเพี้ยนเหมือนกลองอานกะ คนไม่รู้จักแล้วแต่ก็เรียกกลองอานกะเรียกพุทธ แต่ไม่เหลือเศษซากของพุทธเลย อาตมาก็บอกว่า พุทธเป็นเช่นนี้แต่เขาก็ตีทิ้งไปหมดเลย บอกว่าที่มีนั้นมันเป็นเศษของพุทธเท่านั้น มีแต่พิษภัย แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะในยุคนี้มันรู้ได้ยาก อาตมาคิดว่าต้องใช้เวลาความอุตสาหะมากเลย ถึงคิดว่าจะพยายามรักษาชีวิตร่างกายให้อยู่อย่างเดียว เพื่อจะได้ทำให้คนเข้าใจได้มากกว่านี้ จะได้เป็นเนื้อแก่นของศาสนาพุทธที่จะได้ยืนยาวไปจนถึง 5000 ปีของพุทธกัปป์ของศาสนาพุทธ (พ่อครูหยิบใบโกศลที่เขาเพาะให้ออกรากในจอกน้ำมา) เขาก็เอาต้นทองอโศกมาเพาะ ที่จริงชื่อทองอุไร แต่เราซื้อมาจ่ายเงินแล้วเราเรียกทองอโศกได้
พูดถึงธรรมะแล้วยังมีผู้มาเข้าใจธรรมะเอาธรรมะโลกุตระที่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ผยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) เราก็ยังได้บัณฑิตมาไม่น้อยในยุคนี้ ที่อาตมาทำให้พวกเราเป็นบัณฑิตที่แท้จริงได้ในสังคม มันเป็นการช่วยประเทศชาติทั้งการเศรษฐกิจรัฐกิจ สังคมกิจ เช่นอาตมาพาพวกคุณมาจน นี่เป็นการช่วยเศรษฐกิจชั้น 1 เลย แต่ทาง ดร.สมคิดจะพาคนไปรวย อาตมาว่าจ้างคุณก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ตก แต่อาตมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกแล้วสำเร็จแล้วสบายแล้ว เรียบร้อยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เพราะอะไร เพราะมาเป็นคนจนที่มีแบบ เป็นคนจนที่สำเร็จ เป็นคนจนที่ลงตัวแล้ว จนอย่างไร จนอย่างมีปัญญา รู้ว่าความจนนี้เป็นความประเสริฐ ความจนไม่ใช่ความตกต่ำ ความจนไม่ใช่ความเสื่อม ความจนไม่ใช่ความโง่ คนที่จะเอาแต่รวยรวยๆนั่นต่างหากโง่ เพราะคนที่เอาแต่รวยๆๆ หาทางเอาเปรียบแล้วก็ได้เปรียบสังคมอยู่เรื่อย ให้ใช้ปัญญานิดนึง คนที่มีชีวิตอยู่ในสังคมมีแต่เอาเปรียบ หาทางเพื่อได้เปรียบ แล้วก็ได้เปรียบไม่มีที่สิ้นสุดเขาเป็นคนดีหรือคนชั่ว ...ชั่ว อาตมาว่าไปถามโลกให้เขาคิดดีๆ เขาก็ตอบได้นะ คนที่ไม่เอาเปรียบเขาแต่เป็นคนมาเสียสละให้แก่โลกให้แก่คนอื่น เรามีสิทธิ์ที่จะเอาเปรียบ มีสิทธิ์ที่จะได้เปรียบ มีความรู้ความสามารถ มีความขยันมากกว่าเขา เราก็ขยันอยู่อย่างนี้แล้วทำอย่างมีความสามารถมีความรู้ทำอย่างนี้ แต่เราเอาไว้น้อยๆเรียกว่าจนไม่สะสมไว้มาก อปจยะ มีพอกินพอใช้อุดมสมบูรณ์ ไม่ขาดแคลนไม่ทรมานตน เหลือก็สะพัดให้คนอื่น ขายก็ขายให้ถูก ถ้าหากขายไม่ได้ก็แจกเลย เราทำอย่างนี้จริงๆ นี่แหละคือคนที่แก้ปัญหาให้แก่สังคมด้านเศรษฐกิจจบแล้ว คนที่เศรษฐกิจดีการเมืองก็จะดี ภาระบริหารง่ายไม่ได้เป็นภาระของผู้บริหาร ไม่ก่อโทษภัยให้แก่สังคมการเมืองก็ดี สังคมก็อยู่อย่างอบอุ่นผาสุข สุขสำราญเบิกบานใจ มันดีหมดเลย เมืองไทยผู้บริหารน่าจะฟังอาตมาบ้าง เพราะว่าไม่ได้เอาลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข คนที่ทำเศรษฐกิจดีการเมืองก็ดีสังคมก็ดีเหมือนอย่างชาวอโศกทำเศรษฐกิจดี การบริหารเราก็ดี เพราะมันถึงจิตที่รู้ตัวการ ตัวการที่เห็นแก่ตัว ตัวการที่ยังไม่รู้จักกิเลส แล้วก็กำจัดกิเลสไม่ออกจริง พวกเรากำจัดกิเลสออกได้จริงๆเป็นคนจริง คนไม่รู้หรอกว่าพวกเราเป็นอรหันต์กันเยอะ อรหันต์ที่มีเศษกิเลสเท่านั้นเอง หมดอาสวะแต่ยังเหลืออนุสัยเท่านั้นเอง เขาเข้าใจอาสวะอนุสัยไม่ได้ พวกเราจึงเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนสงบใช้ได้ เป็นเสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะอาหารสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ จริงๆ สัปปายะแปลว่าสบายในภาษาไทยนั้นเอง เป็นความเจริญ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์คุณค่าสัปปายะ เป็นความเจริญความสบายความสงบสุขทุกอย่าง อาตมาถ้ามาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าและเกิดมรรคผลเป็นอาริยธรรมโลกุตรธรรมสําเร็จผลจริงเป็นสังคมกลุ่ม หากมหาเถรสมาคมไม่ดันทุรัง เข้าใจแล้วร่วมมือกับอาตมา จะเร็วจะก้าวหน้าได้ไวด้วย แต่ตอนนี้ก็ดูก้าวหน้า ทางรัฐบาล ทางการ มีบางคน พยายามเชื่อมโยงเชื่อมต่อมาหาพวกเรา อยากจะให้พวกเราไปร่วม เราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เรามีเกียรติปานนั้น ก็จะพยายามเชื่อมต่อไป เราไม่ได้บุกรุกนะ แล้วเราก็ไม่ได้พยายามขวนขวายที่จะไปดันตัวเองเข้าไป ถ้าท่านมาเราก็ยินดีที่จะเชื่อมต่อและประสานกันไป แต่ก็ต้องระวังอย่าให้ผู้ที่รู้สึกรังเกียจเราอยู่ เขาจะรู้สึกว่าเรามาเยี่ยมพื้นที่ แต่ถ้าเขาไม่ว่ากระไรแม้จะแลบเข้าไป ก็ไม่เป็นไรต้องระมัดระวังสิ่งเหล่านี้ไม่อยากให้เกิดความระหองระแหง ทำไปอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้จริง อาตมาภูมิใจที่พวกเราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ได้ ไม่ต้องยึดถือในตัวตนแพ้ก็ได้ ไม่เห็นจะต้องไปชนะทำไม ความแพ้นี่แหละเราจะเป็นผู้รับใช้ เธอเป็นคนเสียสละไม่ใช่เป็นคนเสียหาย เสียสละนี่แหละดีแล้ว เรารู้สาระสัจจะความหมายของคุณธรรม คุณธรรมเป็นคนเสียสละ เป็นคนยอมแพ้เป็นคนขาดทุนของเราคือกำไรของเรา มันชัดเจนที่สุดไม่ได้พูดปากเปล่ามันเป็นเรื่องจริง น่าสงสารสังคมประเทศชาติที่เป็นเมืองพุทธแท้ๆ ในหลวงเราเป็นพระโพธิสัตว์เอาคำเหล่านี้มาตรัสคนก็ไม่กระเตื้อง ใช้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงคนก็ยากเข้าใจ ใช้คำว่าขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ก็ยังไม่เข้าใจ นักเศรษฐศาสตร์นักบริหารของประเทศก็ไม่กล้า จะพากันมาขาดทุนนั่นแหละคือเรากำไร ถ้าให้มาจนนี่แหละคือการเจริญ การให้พาไปรวยมันเป็นความเสื่อมไม่เจริญ จริงๆแล้วที่พูดนี้ไม่ต้องเป็นประเทศเจริญ ในหลวงท่านได้ตรัสอย่างชัดเจน เราไม่ต้องเป็นประเทศเจริญ แต่เราก็พอมีพอกินพอใช้ของเรา เพราะอะไร GDP เราไม่ต้องเอาจากประเทศอื่นมาเป็นของเรา เราไม่ต้องไปขูดรีดเอาเกินจากประเทศอื่น ถึงจะเป็น GDP ที่แท้ นักเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจไม่ได้ GDP ที่เป็นโดเมสติกเป็นของภายในเรา เพราะฉะนั้นเราเองสร้างของเราเองพึ่งพาตนเองรอดกินเหลือ มีเกินกินเกินใช้ นี่คือ domestic ที่เป็นผลผลิต Gross เนื้อแท้ที่เป็นสิ่งผลิตซื้อขายในประเทศไทยก็มีการสะพัดอย่างใช้ได้เหลือเฟือ เราก็เลยเอาส่วนเหลือเฟือในประเทศเรา ถ้าจะไปเกี่ยวข้องกับประเทศอื่นสินค้าไปขายให้แก่ประเทศอื่น เราขายให้ต่ำกว่าขายในประเทศ นี่คือเศรษฐกิจเราเจริญ ในประเทศเราก็ขายขนาดนี้แล้วแบ่งกินแบ่งใช้เราก็พอกินพอใช้ เราจะขายให้ต่างประเทศเราก็ขายให้ต่ำกว่าราคาในประเทศ หรือว่าแจกต่างประเทศได้นี่คือประเทศเจริญทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าประเทศใดที่ของตนเองในประเทศตนเองก็ไม่พอกินพอใช้ ต้องไปเอาเปรียบเอารัด ใช้อำนาจบาตรใหญ่ใช้การขี้โกงด้วยแทคติกต่างๆ เอาเปรียบจากประเทศอื่นขึ้นมาให้แก่ประเทศไทย อันนั้นถือว่าเป็นเศรษฐกิจดีขี้หมา เป็นประเทศที่มี GDP ดี อย่างนั้นมันไม่ใช่ รายได้มวลรวมของคุณเอาของคนอื่นมารวมเป็นโดเมสติก ขี้โกง คุณเอาของภายนอกมารวมได้อย่างไร มาตีกินว่าเป็นของภายใน อาตมาพูดหลายทีแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ใดก็ไม่อธิบายอย่างอาตมาพูด ส.เดินดิน สรุปจบ วันนี้คำถามพ่อครู ถามนั้นน่าใจหาย พ่อครูว่า สบายอย่างนี้ก็ตายได้แล้ว...620116_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หยุดปฏิบัติการ IO โลกียะพาฉิบหาย