ความฝันฟุ้งเป็นอุปาทานใช่หรือไม่.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความฝันฟุ้งเป็นอุปาทานใช่หรือไม่ _คำถามจากลูกที่ยังมีปัญหา : ลูกมีปัญหาว่า ตอนหลับ มีอาการได้ยินเสียงเด็กผู้ชายพูดคุยเกี่ยวกับการหาที่เกิด แล้วบอกว่าในนี้เกิดไม่ได้ มันเป็นอุตุ มันไม่มีการปฏิสนธิ แต่เขาอยากหาที่เกิด และมีอีกเสียงเป็นเสียงผู้หญิงบอกว่าร่างนี้เขาฝึกบำเพ็ญอุโบสถศีล เสียงเด็กพูดแค่ศีล 5 ได้ไหม เสียงผู้หญิงพูดอีกว่า กรรมสโกมหิ กรรมทายาโท กรรมโยนิ กรรมพันธุ กรรมปฏิสรโน อย่ายุ่งกับเขาเลยปล่อยให้เขาได้บำเพ็ญเถอะ ...มีอีกหลายเรื่องแต่ลูกจำไม่หมด เยอะมาก พอลูกรู้ตัว ใจเต้นแรง มีอาการกลัว เกิดขึ้น ส่งผลให้รู้สึกตัวไม่อยากเจอแบบนี้ อีกใจหนึ่งระลึกถึงคำสอนของพ่อครูว่า ตอนหลับไม่ใช่ความจริง ตอนลืมตาเปิดนั่นแหละความจริง ก็ปล่อยใจมันคลาย เสียงพูดคุยก็ยังมีอยู่ เป็นเรื่องใหม่เกิดขึ้นมาอีก พอมีสติก็เป็นตัวดูเฉยๆ มันก็หายไป มีอาการแบบนี้ บ่อยๆเกือบทุกครั้งที่หลับจะมีเสียงรบกวนตลอด ลักษณะแบบนี้ มันเป็นอุปาทานในจิตของลูกใช่ไหมคะ? หรือว่า มันเป็นตัวอุธธัทจะที่ฟุ้งเกิดขึ้นมาเพื่อให้ลูกได้ล้าง ตัวยึดพวกนี้ ออกจากจิตวิญญาณให้มันสัมมาทิฏฐิด้วย จรณะ 15 วิชชา 8 มีอาการแบบนี้จะชัดขึ้นเมื่อลูกเข้าค่ายอุโบสถศีลออนไลน์ 3 วัน และยังมีเสียงของท่านสมณะ สิกขมาตุ กลุ่มพี่น้องอุโบสถศีล ส่งผลให้มีความตั้งมั่นในศีลมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นตอนหลับ พ่อครูว่า... เสียงพูดคุยที่เกิดขึ้นมันเป็นสัญญา ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์บอกว่า สัญญาความจำนี่แหละมันไม่หายไปจากจิตง่ายๆ บอกว่ามันเป็นอุปาทานก็ถูกต้อง มันเป็นความยึดถือที่เห็นว่าอย่างนี้มันจริง มันยังยึดถืออยู่ มันจริงหรือมันยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเราอยู่ เพราะฉะนั้นมันก็เลยติดอยู่กับตัวเรา เกี่ยวเกาะอยู่กับตัวเราประหวัดไปถึงมัน จิตประหวัดไปถึงมั
อ่านต่อ
น แล้วก็มีวนเวียนอยู่ยังไม่หายยังไม่คลาย ยิ่งมีอาการรู้สึกว่ามันดี มันน่ามีน่าเป็น หรือมันอร่อย มันก็จะยิ่งนึก ยิ่งจะอยู่กับเรานานและแน่น เพราะฉะนั้นก็พยายามเลิกอาการอย่างนี้ ให้จิตมันคลายมันปล่อยแต่ไม่ต้องถึงกับไปกดข่มมัน ต้องทำความเข้าใจให้แจ้ง ทำปัญญาให้แจ้งว่า มันเกิดเป็นอย่างนี้กลายเป็นเรื่องต้องเกี่ยวข้องพัวพัน ต้องมีร่วมกันอย่างนี้ไปปรุงแต่งอย่างนี้ เราก็มาเรียนรู้อันนี้กัน เมื่อเรามีปัญญาเข้าใจ มันมาก็ช่างมันเถอะเราอย่าไปเอาใจใส่มัน อย่าไปเกี่ยวข้องกับมัน มันเป็นสัญญาผ่านไปแล้วมันก็ก่อให้สุขทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์เท่านั้นแหละมันก็คือความรู้สึกนึกคิดเป็นความจำเป็นความรู้สึกนึกคิด เป็นความปรุงแต่งเรียกว่าเจตสิก 3 เวทนา สัญญา สังขาร มันก็มีเท่านั้น มันก็ฟุ้งอยู่กับใจเรา เป็นอุทธัจจะก็ใช่ มีได้ถึงแม้ในภาวะตื่น และยิ่งเป็นได้ในตอนหลับ หลับแล้วยังมีการระลึกถึง เราได้ปฏิบัติประพฤติอย่างนี้ แบบนี้นะอยู่ในศีลออนไลน์ ควบคุมการระมัดระวังกาย วาจา ใจ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นประโยชน์ ดีกว่าไปฝันฟุ้งซ่าน ระลึกฟุ้งซ่าน ตอนนอนหลับ 660406 พ่อครูเทศน์ภาคค่ำ เรื่อง กาย งานปลุกเสกฯ#45 ราชธานีอโศก