เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของมนุษย์ควรกิน จึงไม่ควรเอามาทำอาหารถวายภิกษุ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของมนุษย์ควรกิน จึงไม่ควรเอามาทำอาหารถวายภิกษุ _ใจธรรม สิทธินาวิน : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ ถ้าไม่ได้พบพ่อครูคงจะยังทานเนื้อสัตว์ ไม่เคยคิดว่ามันต้องฆ่าเขามา ไม่เข้าใจเรื่องการติดรส แม้แต่พระก็ยังไม่รู้ ยังฉันเนื้อสัตว์ได้ ไม่สอนญาติโยมเรื่องนี้ น่าสงสารสัตว์จริงๆค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อครูที่เทศน์สอนจนสามารถปฏิบัติตามได้ค่ะ คนจีนบอกว่า ทำให้คนกินเจได้ ยิ่งกว่าสร้างเจดีย์ ๗ ชั้น และสัตว์ที่รอดตายจากการที่ชาวอโศกปฏิบัติ ทำให้สัตว์รอดชีวิตมากมายนั้น กุศลทำให้อายุยืน ดังนั้นพ่อครูสอนพวกเราทำให้ไม่ต้องฆ่าสัตว์มากมาย พ่อครูจะอายุยืนค่ะ ดิฉันเชื่ออย่างนั้นค่ะ กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า...เรื่องไม่ทานเนื้อสัตว์นี่ คนไทยไม่น่าจะงง ในยุคพระพุทธเจ้านั้น พระภิกษุเขาไม่ฉันเนื้อสัตว์กันเป็นมวลส่วนใหญ่ แม้แต่เทวทัตก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ พระเทวทัตก็บอกว่าให้ออกกฎระเบียบเสีย ไปบังคับทุกคน เหลืออยู่ไม่เท่าไหร่หรอกที่ไม่ฉันเนื้อสัตว์ คนก็เข้าใจไม่ได้ว่า พระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ ขนาดเทวทัตเอง ก็ยังไม่ฉันเนื้อสัตว์ แล้วจะมาขอให้พระพุทธเจ้าออกเป็นธรรมวินัย บังคับภิกษุทุกองค์ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าไม่ต้องหรอก เขารู้กันอยู่ทั่วไป ไม่ต้องไปบังคับหรอก ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น ถ้าไม่จำเป็นท่านจะไม่ออกธรรมวินัย พระวินัยมาบังคับ ในศีล คือหลักเกณฑ์ให้ปฏิบัติโดยอิสระ 1.ไม่ให้ฆ่าสัตว์ 2. ไม่ให้พระซื้อ พระขายเนื้อสัตว์ หรือแม้แต่คนจะไปค้าขายเนื้อสัตว์ก็ไม่ควร ขายสัตว์เป็นขายสัตว์ตายก็ไม่ควร มันก็ไม่มีสัตว์ที่จะตายมากินแล้วมันมีสัตว์ 2 อย่าง 1. สัตว์ตายเอง 2. เดนสัตว์กิน เรียกว่า ปวัตมังสะ 2 อย่างนี้ที่จะกินได้ นี่มันลึกไปถึงขั้น 1. สัตว์ตายเอง มันก็ทิ้งร่า
อ่านต่อ
งของมันแล้ว ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นร่างของมัน 2. เดนสัตว์กิน คือสัตว์ตัวที่มันฆ่าสัตว์อื่น ที่เป็นเจ้าของชีวิตที่ถูกสัตว์ มันฆ่ามันก็ไปจองเวรกับสัตว์ที่มันฆ่าไปแล้วเรียบร้อย แล้วมันก็กินมันก็จองเวรกับ ตัวนั้นแล้ว เหลือเดน เป็นเนื้อบังสุกุลแล้ว เนื้อเดนสัตว์กินอีกทีแล้ว มันก็ไม่เป็นไร ท่านก็ให้เหลือ 2 อย่างนี้ที่กินได้ ในรายละเอียดมีหมด แต่คนไทย ศาสนาพุทธเสื่อมคนไทยก็กินเนื้อจนปากเปรอะ ก็มาหาว่าเราเป็นเทวทัต ใช่ที่เทวทัตก็ไม่กินเนื้อสัตว์พระพุทธเจ้าก็ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่เขาไม่รู้รายละเอียด เขาก็แย้ง ตัวเองจะแย้งเพื่อได้กินเนื้อสัตว์ คือ ไม่รู้จักกรรมวิบากที่แท้จริง ถ้ารู้จักทำวิบากที่แท้จริงอย่างเดียวเท่านั้นแหละ ชีวิตสัตว์มันก็หวงชีวิตของมัน ร่างกายของมันนะ เมื่อมันตายเองหรือเป็นเดนสัตว์ จึงจะกินมันได้ ไม่จองเวรจองกรรมต่อเรา นอกนั้นสัตว์ทุกชีวิตมันจองเวรจองกรรม ทั้งนั้นแหละ เพราะไม่เข้าใจกรรมวิบากที่บอกว่ากินเนื้อสัตว์จะเป็นไรไป มันก็ไม่เป็นไรหรอกแต่กรรมวิบากมันก็เป็นจริงนะ เพราะฉะนั้น คนที่กินเนื้อสัตว์ก็เป็นกรรมวิบากที่แท้จริง อธิบาย ชีวกสูตร 5 ข้อว่าสัตว์มันหวงชีวิตของมันยังกับอะไรดี จนข้อสุดท้ายเอาเนื้อสัตว์มาทำอาหารอย่างดีมาถวายพระพุทธเจ้าหรือถวายสาวก มันเป็น อกัปปิยะ แค่นี้ก็อ่านพระไตรปิฎกไม่แตก มันไม่สมควรเลยที่จะเอาเนื้อสัตว์มา ทำอาหารถวายพระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้า ข้อที่ 5 ของ ชีวกสูตร นอกนั้นสัตว์มันจองเวร อธิบายแล้วก็เขาก็ฟังไม่ขึ้น ก็ถ้ารู้แล้ว เพราะมันติดเนื้อสัตว์ มันติดในรูปรส กลิ่น เสียง สัมผัสทั้งหมดนั่นแหละ ยิ่งทุกวันนี้ปรุงแต่งสารพัดเนื้อสัตว์อย่างนั้นอย่างนี้ นอกจากจะเนื้อสัตว์เท่านั้นแล้วก็ยังมีวิธีการปรุงสารพัด ยังไม่พอยังใส่ผงชูรสอีก เนื้อสัตว์ยังไม่พอ ใส่พริก ชูรส ไม่พอ ก็ใส่มะนาว ไม่พอก็ใส่น้ำตาล ไม่พอใส่ขี้เพี้ย ใส่ขี้ด้วย อ้าว ลาบของอีสานใส่ขี้ด้วย ขี้ควาย ขี้อ่อน ขี้เพี้ย มันมีรสขม อาตมาก็เคยถูกหลอกให้กินมา ไม่รู้ประสีประสา เดี๋ยวนี้รู้ดีหมดแล้วไม่กินหรอก คนนี้เขียนมาอย่างนั้นก็จริง อาตมายังไม่ตายง่ายๆหรอก หนังเหนียวพอได้ 651207 มาฝังชิปโลกุตระใส่จิตวิญญาณตนจนเป็นอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช