สัญญา 9 ข้อ สั่งสมเป็นสัญญาข้อที่ 10 อานาปานสติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.17 KB
วันที่แก้ไข7 ธันวาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

สัญญา 9 ข้อ สั่งสมเป็นสัญญาข้อที่ 10 อานาปานสติ _ผาหิน จอมภูผา · กราบนมัสการพ่อท่าน,ท่านสมณะและสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ในสัญญา๑๐ ข้อที่เรียงลำดับกันจะเป็นไปตามสภาวะใช่ไหมครับ เช่น เมื่อรู้เห็นความไม่เที่ยง ก็จะรู้เห็นความไม่มีตัวตน แล้วก็จะรู้เห็นความน่ารังเกียจ แล้วก็จะรู้เห็นความเป็นโทษภัย แล้วก็จะทำการประหาร แล้วจะรู้เห็นความสิ้นไปแห่งกำหนัด แล้วจะรู้เห็นความดับกิเลสทุกข์ แล้วจะรู้เห็นความไม่ยินดียิ่งในโลกทั้งปวง แล้วจะรู้เห็นความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง แล้วจะเกิดกำหนดรู้ในลมหายเข้าออก ตามนี้เลยเหรอครับ พ่อครูว่า... สัญญา10 ๑. อนิจจสัญญา ๒. อนัตตสัญญา ๓. อสุภสัญญา ๔. อาทีนวสัญญา ๕. ปหานสัญญา ๖. วิราคสัญญา ๗. นิโรธสัญญา ๘. สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ๙. สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา ๑๐. อนาปานัสสติ (อาพาธสูตร ล.๒๔ ข.๖๐)

สัญญาข้อสุดท้ายคือ อานาปานสติ อาตมาจะตั้งข้อสังเกตให้ฟัง อานาปานสติไม่ได้ไปตีกินนั่งหลับตา แล้วตีความอานาปานสติว่าลมหายใจเข้า ลมหายใจออกแล้วไปกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก ไม่ใช่เลย มันเท่ากับคนชุบมือเปิบหรือคนตีกิน ไปเอาอานาปานสติมาเป็นการนั่ง กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก คุณไม่ได้มีสัญญาอีก 9 ข้อข้างบนมาเลย ไม่เคยศึกษาสัญญาทั้ง 10 ก่อนจะเป็นข้อที่ 10 ต้องมี 9 ข้อก่อน คุณไม่ได้ศึกษาตั้งต้นตั้งแต่สัญญาข้อที่ 1 มาเลย เพราะฉะนั้น คุณมาตีกินเป็นของปลอม อานาปานสตินั่งหลับตาสะกดจิต แถมหลับตาด้วย ที่จริงไม่มีคำว่า หลับตา ในพระไตรปิฎกก็ไม่มีให้หลับตา เพ่งอ่านลมหายใจเข้าออกแล้วก็ทำจิตตามนั้น สัญญากำหนดรู้จิต ความจริงแล้วทุกลมหายใจเข้าออก คุณได้ฝึกสัญญา 9 อย่างมาตามลำดับ จนกระทั่งสัญญาข้อที่ 10 คืออานาปานสติ มันแข็งแรงสมบูรณ์ด้วยสัญญาทั้ง 9 และ

อ่านต่อ

10 เต็ม โดยการเจริญ รู้จักความไม่เที่ยง อนิจจสัญญา รู้จักอนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน และรู้จักความน่ารังเกียจหรือความไม่น่าได้ ไม่น่าเป็น อสุภะ เห็นความเป็นโทษ มันก็จะเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นเลย เมื่อเห็นมันไม่เที่ยงมันก็ไม่ใช่ตัวตน แล้วจะไปยินดี น่าได้น่ามีน่าเป็นทำไม มันเป็นโทษต่างหาก เพราะฉะนั้นก็จะประหาร สัญญาตัวประหาร ก็จะประหาร คุณฝึกประหารไปก็เกิดจางคลายไปเรื่อยๆ วิราคะ ไปเรื่อยๆๆ จนดับ วิราคะแล้วก็นิโรธ สัญญามันก็จะเจริญมาอย่างที่ว่านี้ แล้วก็ถึงจะเห็นความไม่ยินดีในโลกทั้งปวง โลกก็เท่านั้นเราจะไปหลงใหลทำไม โดยเฉพาะปรมัตถธรรมหรือสมมติธรรมด้วย โลกที่มีกันอยู่ มันปรุงแต่งกันอยู่ทั้ง สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ มันก็เป็นของมันเช่นนั้นแหละ ก็ไม่ได้ไปยินดียินร้ายอะไร กับมัน ไม่ได้ไปยินดีกับมันเลย เห็นความไม่น่ายินดีของโลกทั้งปวงเลย เพราะฉะนั้นก็ไม่อยากได้ ไม่ปรารถนาในสิ่งที่ปรุงแต่งเป็นโลกก็ดี เป็นสมมติ เป็นปรมัตถ์อะไรก็ตาม ครบครันอย่างนี้เลย ผู้สมบูรณ์ด้วยอานาปานสติ เพราะได้ศึกษาสัญญา 9 มา จึงเกิดผล ไปนั่งหลับตา หรือว่าไปนั่งสะกดจิต เพ่งกับลมหายใจเข้าออกแล้วก็ทำให้ลมหายใจมันนิ่ง ไปตีกิน ไปจับจิตให้จิตมันนิ่งเป็นสมถะ หยุดนะๆๆ หยุดได้แต่กาย กายสงบ จิตสงบ รู้แต่ว่าสงบคืออาการไม่เคลื่อนไหว แต่แท้จริงของพระพุทธเจ้านั้น สงบคือไม่มีตัวกวน ไม่มีตัวเหตุคือกิเลส มันสงบเพราะกิเลสมันลดลงหรือกิเลสมันดับไป กิเลสมันตายสนิท มันไม่มีตัวกวนเลย กายกรรมก็ยิ่ง แคล่วคล่อง เรียกว่าเป็น กายปาคุญญตา อาตมาอธิบายไปเขาเข้าใจไม่ได้ เพราะฉะนั้น คนที่จิตสงบจากกิเลสเป็นโลกุตระที่แท้จริง ผู้สงบแล้ว คือ ผู้ที่คล่องแคล่ว ว่องไวปราดเปรียว แข็งแรง ไม่ใช่คนเซื่องซึมเหงาซึม เศร้าหลบหลับดับไม่รู้เรื่องไม่ใช่ มันผิดไปหมดเลย จิตก็ต้องแข็งแรง ปราดเปรียว คล่องแคล่ว ภายนอกกายก็ กายปาคุญญตา จิตก็ จิตปาคุญญตา สอดคลเ้องกันจึงไม่ขัดแย้งกัน อย่างอาตมาเป็นผู้สงบทั้งจิตทั้งกาย สงบจากกิเลส ไม่ใช่สงบคือการไม่เคลื่อนไหว ไปนั่งทำจิตให้หยุดๆๆ เคลื่อนไหว กายก็หยุดเคลื่อนไหวปากไม่พูด หายใจให้เบาลง หรือเวลาจะเคลื่อนไหวก็ย่างหนอ ก้าวหนอ ซึ่งมันผิดเพี้ยนไปหมดเลย ศาสนา เดียรถีย์ คนไม่เข้าใจ คนโง่ คนตื้นๆ เขาปฏิบัติกันเต็มแบบนั้นแหละ แล้วก็ไปเอาอย่างเดียรถีย์แหละที่มาปฏิบัติ คือมันเสื่อมจริงๆ ไปเอาอย่างฤาษีเดียรถีย์ที่แบบผิดๆแล้วเป็นหมู่ใหญ่ด้วย ยึดกันจนกระทั่งถ่ายทอดกันอาจารย์ต่ออาจารย์มา ที่มันผิดมาจนเป็นเป็นพันปี อาตมาก็จำเป็นต้องเอามาฟื้นขึ้นมา ผู้ที่ยังอยากจะได้รายละเอียดก็ไปอ่านพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 651207 มาฝังชิปโลกุตระใส่จิตวิญญาณตนจนเป็นอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน