ฌานวิสัยเป็นอจินไตยเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.62 KB
วันที่แก้ไข26 กรกฎาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ฌานวิสัยเป็นอจินไตยเช่นไร สัจจะเหล่านี้เป็นเรื่องจริงในโลกที่คิดเอาเองตื้นๆไม่ได้หรอกเป็นอจินไตย เป็นเรื่องของกรรมวิบาก เป็นเรื่องฌานวิสัย ขอไขคำว่า “ฌาน” ฌาน เป็นอจินไตย ทุกวันนี้ไม่มีฌานในโลก มีฌานจริงๆของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ชาวอโศก ฌาน คืออะไร? ฌาน มันเพี้ยนจากความจริงของพระพุทธเจ้า ฌาน คือ พลังงานทางจิต ฌาน คือพลังงานที่เป็นยอดปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติศีลด้วย อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วเกิด ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา ปัญญานี่แหละ คลุม เป็นวิชชา 8 ปฏิบัติไปจะเกิดความซับซ้อนเป็นปฏิภาคทวีเจริญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นฌาน 1 2 3 4 เจริญจนกระทั่ง จาก ฌาน ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ ฌาน หลับตาแล้วไม่ใช่ได้ผลในจิตอย่างนั้น ฌาน ของพระพุทธเจ้าคือจิตที่รู้จิตเจตสิก จิต ที่เป็นปัญญารู้จักจิตกับกิเลส แล้วก็สามารถมีปัญญารู้จักวิธีทำให้กิเลสมันดับ กิเลสก็ดับจริงๆ ดับอย่างถาวรด้วย นี่คือคุณลักษณะของ ฌาน ที่สัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง ฌาน เกิดด้วยการปฏิบัติมีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก เกิดจากการปฏิบัติอย่างลืมตามีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ฯ แล้วปฏิบัติตามหลัก ศีล ขัดเกลากิเลสไปด้วย อปัณณกปฏิปทา 3 มี สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ กินใช้อะไรอยู่ก็อ่านกิเลสให้ได้ ลดกิเลสให้ได้ สติอย่าตก เป็นคนตื่นเป็นคนรู้ สำรวมในตาหูจมูกลิ้นกายใจที่เกี่ยวข้องกับทุกอย่าง สัมผัสเมื่อใด กิเลสปัจจุบันเกิดตอนนั้นเป็น ทิฏฐธรรม ปัจจุบันชาติ กิเลสเกิดปัจจุบันคือกิเลสจริง ไปหลับตาไม่มีปัจจุบันไม่เป็นความจริง มันมีแต่ความจำ เป็นการระลึก ที่หลับตานั้นเป็นปฏิบัติโมฆะ ต้องปฏิบัติแบบลืมตามีทิฐธรรมสุขวิหาร มีเครื่องอยู่ในขณะนี้ เห็นกิเลสปัจจุบันนี้ นี่คือกิเลสจริงๆ คุณทำให้กิเลสนี้ลดได้จริงๆ

อ่านต่อ

มันก็เป็นการถูกต้อง แต่คุณหลับตาไม่มีกิเลสจริงมีแต่กิเลสปลอม กิเลสจริงๆเกิดในปัจจุบันชาติในทิฏฐธรรมเท่านั้น อาตมาก็ว่าได้พูดขยายสัจธรรมครบหมดแล้วนะ ถ้าฟังด้วยดีอย่ามีอคติจะเกิดปัญญา ที่ไปหลงงมงายกับการนั่งหลับตามันผิดหมด นี่แหละต้องมาลืมตาปฏิบัติจึงจะเป็นฌาน ถ้าหลับตาไม่เกิดฌาน ฌานไม่ได้เกิด ฌานไม่จริง มันเป็นฌานแบบฤาษี เดียรถีย์ อาตมาถึงบอกว่ามิจฉาชีพในการปฏิบัติทั้งหมดเมืองไทย ฌาน ของพระพุทธเจ้าจึงไม่มี ฌาน เป็นพลังไฟ ไฟที่เผาไฟราคะ เราเรียกด้วยศัพท์เป็นภาษาเท่านั้น แต่มันเป็นพลังงานราคะ โทสะ โมหะ ท่านก็เรียกว่าไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ไฟที่เป็นฌาน เรียกไฟฌาน ฌานที่สร้างอภิสังขารให้เกิด ฌาน เป็นพลังงานแบบอุตตริมนุสสธรรม พลังงานพิเศษที่สามารถกำจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ ถ้าคุณเข้าใจแล้วสร้างได้ถูกต้องตามคำสอนพระพุทธเจ้า เกิดพลังงานนี้แล้วกิเลสลดได้ คุณก็จะพิสูจน์ด้วยตัวเองว่ากิเลสมันลดได้จริง ปฏิบัติมา แม้บางคนก็จะเห็นว่า ไม่หลายปีกิเลสก็ลดได้จริง บางคนก็ต้องว่ากันหลายปีกว่าจะเห็นว่ากิเลสลด มันลดลงได้เยอะ มันลดลงไปน้อยก็ดูไม่ออก แต่ก่อนเราโลภก็เท่านั้น กามก็เท่านั้น โกรธก็เท่านั้นคือไม่ใช่น้อยๆ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีจริงๆ กระทบสัมผัสอย่างเก่านี่แหละ มันก็ไม่เกิดแล้ว แต่ก่อนนี้กระทบสัมผัสอย่างนี้ก็เกิดความโกรธ ยิ่งอายุยาวยิ่งโกรธง่าย ไอ้โกรธนี้ ยิ่งอายุเยอะ ตัวโกรธะ ก็เกิดง่าย แต่กาม เมื่ออายุมากขึ้นสรีระมันสู้ไม่ไหวก็อาจจะลดลง แต่ความโกรธนี้อายุยาวมากเท่าไหร่มันยิ่งไม่ลดถ้าเผื่อว่าไม่ปฏิบัติธรรม มันยิ่งถือตัวด้วยว่าตัวเองอายุมากแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ก็เฉยๆแม้เขาจะทำถึงขนาดนี้ เราจะมีประสบการณ์นั้นจริงเลย อย่างนี้แหละปฏิบัติธรรมอย่างมีมรรคผล มีของจริงที่เราเกิดได้จริง ไม่ใช่ไปนั่งเช็ค หลับตาเช็คมรรคผล เช็ควิมุติ สอบญาณ อย่างนั้นมันไม่ใช่ คุณก็สอบของคุณเอง รู้ของคุณเองว่าพฤติกรรมกายวาจาใจ แต่ก่อนนี้เราปฏิบัติประพฤติ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอย่างเก่าแล้วมันเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนแปลงไปเลย ถ้าเข้าใจด้วยปัญญาจริงๆว่าพฤติกรรมอย่างนี้มันเป็นคนโลกๆ คนโลกีย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลาภยศสรรเสริญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกามคุณ 5 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความโกรธ มันไม่เหมือนเก่าแล้ว มันเปลี่ยนแปลงไป มันลดลง จิตใจก็สบาย มาจนก็สบาย มามี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ไม่ต้องพากันไปหลงไฮโซ มาอยู่ติดดินอย่างนี้ก็สบาย สู่แดนธรรม... แสดงว่าทฤษฎีที่จะให้คนมีกำลังใจกล้ามาจนต้องอาศัยกระบวนการของ ฌาน และปัญญา พ่อท่านจะให้กำลังใจคนกล้ามาจนได้อย่างไร พ่อครูว่า... ก็อย่าไปพรวดพราดทำวูบวาบ ไม่เอา ก็ต้องค่อยๆเรียนรู้ลดละลงมาตามลำดับๆ ถ้าคุณมีบารมีก็จะลดลงได้เร็วได้เก่งได้ง่าย แต่ถ้าไม่มีบารมีก็จะไม่ไหว ลดลงได้หน่อยก็ไม่ไหวเวียนกลับไปอย่างเก่า มันก็เรื่องจริงของแต่ละคน จริงๆแล้วมันก็เป็นเรื่องจริงของยุคสมัยของมนุษยชาติ มันก็ได้เท่าที่ได้ อาตมาก็ว่าอาตมาไม่สูญเปล่า ไม่เป็นหมันในการเกิดมาชาตินี้ที่จะมาเผยแพร่โลกุตรธรรม ไม่เป็นหมัน ท่านพุทธทาสพูดโลกุตรธรรม ท่านก็มีมวลมีผู้ปฏิบัติได้ มวลสมาชิกอย่างท่านพุทธทาสท่านก็พาคนให้มาลดละ มักน้อยสันโดษลงมาบ้าง แต่อาตมาว่า อาตมาพามาลดละนี้เป็นรูปธรรม เป็นปรากฏการณ์จริง ยิ่งชัดเจน จนกระทั่งเกิดเป็นวัฒนธรรม จนเกิดเป็นหมู่กลุ่ม สังคม เป็นหมู่บ้านชุมชน เป็นชุมชนที่มักน้อย เป็นชุมชนคนจน เป็นชุมชนที่มีสาธารณโภคีจริงๆเลย อาตมาพิสูจน์ได้ยิ่งกว่าของท่านพุทธทาส เป็นสาราณียธรรม 6 เป็นกลุ่มเป็นมวลอย่างแท้จริงเป็นรูปธรรมที่สนสมบูรณ์แบบเป็นสาราณียธรรม 6 เป็นหมู่ชนที่อยู่กันอย่างนี้ สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มีลาภ มีผลผลิตได้มาก็รวมกันเป็นกองกลางเป็นสาธารณโภคี แล้วปฏิบัติธรรมไปเป็นศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา ครบ พิสูจน์ได้ 640726_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน