4 CHAP 2.pdf

โฟลเดอร์65 นางสาวดินแสงธรรม กล้าจน เรื่อง โมเดลการส่งเสริมการเรียนรู้ออนไลน์ด้านกสิกรรมไร้สารพิษสู่การพึ่งตนเอง
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.14 MB
วันที่แก้ไข1 มกราคม 2523

เนื้อหาในไฟล์

15 บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง โมเดลการส่งเสริมการเรียนรู้ออนไลน์ด้านกสิกรรมไร้สารพิษสู่การพึ่งตนเอง ได้ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1. บริบทและการจัดการเรียนรู้ของมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย 2. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตร 3. แนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้ 4. แนวคิดการเรียนรู้แบบออนไลน์ 5. แนวคิดกสิกรรมไร้สารพิษ 6. แนวคิดการพึ่งตนเอง 7. การพัฒนาโมเดล 8. ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. บริบทและการจัดการเรียนรู้ของมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย มูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ ที่มีเป้าหมายในการเผยแพร่องค์ความรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติไปสู่สภาพ “ชีวิตที่พอเพียงเรียบง่าย ร่างกายแข็งแรง จิตใจดีงาม และจิตใจเป็นสุข” ค่านิยมหลัก คือ “วิธีการ 5 ข้อในการแก้ปัญหาทุกปัญหาในโลก คือ 1) คบและเคารพมิตรดี 2) มีอริยศีล 3) ท าสมดุลร้อนเย็น 4) พึ่งตน 5) แบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์” ดังนั้นเนื้อหาและสื่อการเรียนในทุกหลักสูตรก็จะถูกออกแบบให้ผู้เรียนได้ความรู้ที่มุ่งตรงไปสู่เป้าหมายและน าไปสู่การปฏิบัติตามค่านิยมหลัก ด้วยการจัดกิจกรรมค่ายอบรมสุขภาพดี วิถีธรรม ค่ายกสิกรรมไร้สารพิษชีวิตผาสุก และค่ายพระไตรปิฎกตามรอยบาทพระศาสดา ทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ให้ประชาชนที่สนใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ มีผลให้ผู้เรียนมากกว่า 300,000 คน มีคุณธรรมถึงขั้นอริยธรรม สามารถพึ่งตนเองด้านต่างๆ ได้ และช่วยเหลือผู้อื่นให้พึ่งตนเองได้ โดยงานวิจัยนี้จะกล่าวถึงบริบทของมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมในประเด็นต่างๆ ได้แก่ ความเป็นมา การจัดการเรียนรู้ออนไลน์ สื่อการเรียนรู้ หลักสูตรกสิกรรมไร้สารพิษในระบบ 16 ออนไลน์ ผู้สอนออนไลน์ ผู้เรียน

อ่านต่อ

ออนไลน์ การประเมินผล และแนวทางการสร้างเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษ มีรายละเอียดดังนี้ 1.1 ความเป็นมา ดร.ใจเพชร กล้าจน (อาจารย์หมอเขียว) นักวิชาการอิสระ ประธานเครือข่ายจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม และอตีดนักวิชาการสาธารณสุข พบว่า ประเทศไทยประสบกับสภาวะปัญหาสุขภาพ 3 ประการหลัก ได้แก่ 1) ปริมาณผู้ป่วย ชนิด และความรุนแรงของความเจ็บป่วยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น 2) ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น 3) ประชาชนมีศักยภาพในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพด้วยตนเองน้อยลง และคนไข้พึ่งตนเองได้น้อยลง (ใจเพชร กล้าจน, 2553, น. 64) จึงได้ศึกษาเพิ่มเติมทั้งในและต่างประเทศ สุดท้ายได้น าทั้งความรู้การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือก และการดูแลสุขภาพ 8 อ. ของสถาบันบุญนิยม มาบูรณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (กสิกรรมไร้สารพิษ และการพึ่งตนเองด้านต่าง ๆ) และหลักพุทธธรรมของพระพุทธเจ้า (การท าใจให้เบิกบานแจ่มใสไร้ทุกข์ไร้กังวล) เป็นหลักการแพทย์ วิถีธรรม แล้วทดลองใช้ดูแลรักษาตนเองและคนในครอบครัวเมื่อได้ผลดีคุณแม่หายจากโรคมะเร็งมดลูก จากนั้นเริ่มเผยแพร่องค์ความรู้จากการแนะน าเป็นรายบุคคล เพิ่มเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ปรากฎว่ามีผู้ที่น าความรู้ไปปฏิบัติตามแล้วบางคนโรคลดลงหรือบางคนหายโรคได้ สามารถพึ่งตนเองด้วยอาหารและสมุนไพรใกล้ตัวเหมือนกัน ท าให้อาจารย์หมอเขียวเกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้นที่จะน าองค์ความรู้นี้ไปถ่ายทอดสู่ประชาชนวงกว้าง จึงเริ่มมีการจัดการอบรมอย่างเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2549 ต่อมาปี 2550 เริ่มก่อตั้งศูนย์สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ โดยเนื้อหาที่สอนมีตั้งแต่การดูแลสุขภาพด้วยยา 9 เม็ด การท ากสิกรรมไร้สารพิษ และการด าเนินชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ช่วงแรกมีอาจารย์หมอเขียวเป็นวิทยากรหลัก แต่ต่อมามีผู้ที่มาเข้าอบรมที่น าความรู้ไปปฏิบัติแล้วมีสุขภาพดีขึ้นทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมกันเป็นวิทยากรและบ าเพ็ญบุญกุศลโดยไม่รับค่าตอบแทนเพื่อจัดการอบรมให้แก่ผู้อื่น ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม รวมการถ่ายทอดองค์ความรู้แพทย์วิถีธรรมมาแล้วประมาณ 17 ปี (2566) ด้วยสโลแกน “ศูนย์บาทรักษาทุกโรค” และ “หมอที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง” ท าให้ยุคแรกของการจัดการอบรม มีคนมาศึกษาเรียนรู้ที่ศูนย์ฯ เพิ่มมากขึ้น เพราะเพียงแค่มาเรียนรู้กลไกการเกิดโรค 4 ประการคือ 1) ไม่สมดุลร้อนเย็น 2) ท าบาป 2) ไม่ท าบุญกุศล และ 4) เพิ่มพูนความวิตกกังวล และวิธีก็มีแค่ 4 ประการคือ 1) ท าสมดุลร้อนเย็น 2) ไม่ท าบาป 3) ท าบุญ (ช าระกิเลส) ท ากุศล (ท าความดี) และ 4) เพิ่มพูนใจไร้กังวล ก็ท าให้สุขภาพดีขึ้นได้แล้ว โดยมีตัวชี้วัดการมีสุขภาพดี คือ สบาย เบากาย มีก าลัง และเป็นอยู่ผาสุก ด้วยการปรับสมดุลร้อนเย็น น าอาหารและสมุนไพรใกล้ตัวมาเป็นยา 17 เม็ดหลัก และการน าพิษออกจากร่างกายด้วยวิธีการต่าง ๆ เป็นยาเม็ดเสริม ร่วมกับการบ าเพ็ญบุญกุศลตามก าลังที่มี ได้แค่ไหนก็แค่นั้น เช่น การท าอาหาร ท าน ้าสมุนไพร ท าความสะอาดสถานที่ ประเด็นคือ เมื่อทุกคนได้เรียนรู้การดูแลสุขภาพด้วยอาหารและยาสมุนไพรแล้ว ส่วนใหญ่จะต้องการเรียนรู้การท ากสิกรรมไร้สารพิษต่อ เพื่อมีแหล่งอาหารและยาสมุนไพรที่ปลอดภัย มูลนิธิฯ จึงเพิ่มเนื้อหาความรู้ด้านกสิกรรมไร้สารพิษเป็นหนึ่งในวิชาที่จ าเป็นส าหรับผู้อบรมสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ถ้าเขาได้เรียนรู้และสามารถสุขภาพตนเองได้แล้ว ได้รับความรู้และลงมือท า กสิกรรมไร้สารพิษด้วยก็จะเป็นองค์ความรู้ที่สมบูรณ์ขึ้น เพราะส่วนใหญ่ไม่มีความรู้กสิกรรมไร้สารพิษมาก่อน จึงได้ฝึกเพาะปลูกแบบประหยัด และน าพืชผักมาปรุงอาหารและยา ช่วยลดค่าใช้จ่าย รวมถึงบ าเพ็ญบุญกุศลร่วมกับเครือข่ายท าให้ผู้ป่วยสดชื่น เบากาย เบาใจ คลายกังวลได้มากขึ้น กว่า 30 ปีที่เริ่มถ่ายทอดองค์ความรู้แพทย์วิถีธรรมทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ พบว่าผู้ที่มาเรียนรู้กว่า 300,000 คนมีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วยการน าผัก ผลไม้ สมุนไพร และธัญพืชไร้สารพิษมากินและใช้อย่างเป็นวิถีชีวิต สามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคของรัฐบาลลงอย่างมาก และสามารถพัฒนาจิตวิญญาณในระดับอาริยธรรม ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ท าให้เกิดการพึ่งตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นให้สามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น (มูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย, 2566, ออนไลน์) 1.2 การจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ ในช่วงที่จัดอบรมแบบเจอหน้ากัน (ออนไซต์) ที่ศูนย์เรียนรู้ของมูลนิธิฯ ทั้ง 9 แห่งนั้น (ปี 2538-2561) ทีมงานจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมได้มีการถ่ายทอดสดกิจกรรมการบรรยายและการร่วมกิจกรรมของผู้เข้ารับการอบรมทาง Facebook หมอเขียวแฟนคลับ YouTube หมอเขียวแฟนคลับ และ LINE Group ต่าง ๆ ร่วมไปด้วย แต่เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ท าให้ไม่สามารถจัดการอบรม ณ ศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ ได้เหมือนเดิม จึงได้เปลี่ยนมาเป็นการจัดอบรมแบบออนไลน์เต็มรูปแบบ (ปี 2563-2566) 1.3 สื่อการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การท ากสิกรรม ไร้สารพิษสู่การพึ่งตนเอง มีช่องทางประชาสัมพันธ์ การติดต่อสื่อสาร ถ่ายทอดสด และแชร์ข้อมูลต่างๆ กับผู้เข้าร่วมผ่านทาง 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ Facebook หมอเขียวแฟนคลับ และ Facebook กิจกรรมหมอเขียวแพทย์วิถีธรรม, TikTok, LINE, YouTube หมอเขียวแฟนคลับ เวปไซต์หมอเขียวดอทเน็ต และ Zeno Radio หมอเขียวเรดิโอ โดยมีสื่อหลักในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถสื่อสารกันได้ 2 ทาง คือ การจัดการเรียนรู้ผ่านระบบ Zoom Meeting ที่สามารถรับผู้เข้าอบรมได้ครั้งละไม่เกิน 500 คน และมีสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้ 18 1.3.1 การบรรยายสด 1.3.2 วิดีโอเทปการบรรยาย 1.3.3 การสาธิตสดในพื้นที่ท ากสิกรรมไร้สารพิษ 1.3.4 วิดีโอเทปสาธิตในพื้นที่ท ากสิกรรมไร้สารพิษ 1.3.5 การบรรยายพร้อมการสาธิตสดในพื้นที่ท ากสิกรรมไร้สารพิษ 1.3.6 วิดีโอเทปบรรยายและสาธิตในพื้นที่ท ากสิกรรมไร้สารพิษ 1.4 หลักสูตรกสิกรรมไร้สารพิษในระบบออนไลน์ หลักสูตรอบรมด้านกสิกรรมไร้สารพิษในระบบออนไลน์ เป็นหลักสูตรระยะสั้น 10 วัน ที่จัดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง คือ วันที่ 1- วันที่ 10 และวันที่ 15 - วันที่ 26 ของทุกเดือน โดยเนื้อหาสาระที่น าเสนอจะยังคงแก่นเดิมขององค์ความรู้ แต่ในการอบรมแต่ละครั้งจะมีความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ แทรกเพิ่มเข้ามาเสมอ ด้วยวิทยากรจ านวนมากทั้งที่เป็นวิทยากรมืออาชีพร่วมกับวิทยาการหน้าใหม่ น าความรู้ใหม่ๆ มาหมุนเวียนแลกเปลี่ยนกัน ท าให้มีผู้เข้ารับการอบรมที่เห็นความส าคัญของการพึ่งตนและช่วยคนให้พ้นทุกข์ส่วนมาก เปลี่ยนสถานะมาเป็นจิตอาสามากขึ้น และที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ที่เข้ามาเรียนใหม่เพิ่มตลอดทุกครั้งที่จัด และด้วยความเข้าใจในความต้องการของผู้เข้ารับการอบรม ตารางการอบรมจึงถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนสามารถจัดตารางเรียนให้เข้ากับตารางชีวิตได้อย่างลงตัว และผู้ที่เคยเรียนแล้วสมัครเข้ามาเรียนอีกซ ้าได้อีกโดยไม่จ ากัดครั้ง แสดงถึงความน่าสนใจของหลักสูตรที่สามารถน าไปใช้ได้จริงในชีวิตประจ าวัน โดยมีรายละเอียดของเนื้อหาองค์ความรู้ในหลักสูตรกสิกรรมไร้สารพิษ ชั่วโมงการเรียนรู้เชิงเนื้อหา และเชิงปฏิบัติผ่านโปรแกรม Zoom Meeting ดังตารางที่ 2.1 ตารางที่ 2.1 หลักสูตรกสิกรรมไร้สารพิษในระบบออนไลน์ 10 วัน แบ่งเนื้อหาและการปฏิบัติ ดังนี้ เนื้อหา จ านวนชั่วโมงเรียนรู้ หมายเหตุ แก่นหลักของการจัดการอบรม เพื่อความเข้าใจในเป้าหมายของการฝึกอบรมและการเตรียมกายใจให้พร้อมในการเข้าร่วมเรียนรู้ / อัฟเดตสถานการณ์/ข่าวส าคัญๆ (สด/VDO) 4/4 ชั่วโมง 1. การเรียนรู้ในแต่ละหัวข้อจะแนะน าแนวคิด ทฤษฎี และวิธีการปฏิบัติที่ประสบความส าเร็จและไม่ส าเร็จให้พร้อม ซึ่งเป็นความรู้ที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตามได้กสิกรรมไร้สารพิษ 48 ชั่วโมง บรรยายความรู้ (สด/VDO) 10/10 ชั่วโมง บรรยายความรู้ (VDO) 10 ชั่วโมง 19 เนื้อหา จ านวนชั่วโมงเรียนรู้ หมายเหตุ เล่าประสบการณ์ (สด/VDO) 10 ชั่วโมง ทันทีที่สะดวก 2. VDO /รายการสด ทั้งหมดเป็นการสื่อสารทางเดียว แต่ผู้เรียนสามารถเขียนค าถามส่งมาทางช่องแชทได้ตลอดเวลา พิธีการจะน าค าถามไปแจ้งผู้สอนทราบ และตอบค าถามในเวลานั้นหรือในเวลาต่อมา เสวนา (สด) 6 ชั่วโมง ตลาดวิถีธรรม 2 ชั่วโมง สไตล์ในการพึ่งตนเอง (สด/เทป) 7 ชั่วโมง การท าน ้ายาซักล้าง (ล้างจาน/แชมพู/ซักผ้า/ปรับผ้านุ่ม/ล้างรถ/ล้างห้องน ้า) 3 ชั่วโมง การท าสบู่ก้อน/สบู่เหลว 1 ชั่วโมง การสกัดน ้าสมุนไพร 2 ชั่วโมง การแยกขยะ 1 ชั่วโมง การดูแลสุขภาพ 36 ชั่วโมง หลักการท าอาหารพืช จืด สบาย 2 ชั่วโมง หลักการท ามาร์ชชิ่ง โยคะ กายบริหาร กดจุดลมปราณ 2 ชั่วโมง เมนูอาหารพืช จืด สบาย (สด) 5 ชั่วโมง มาร์ชชิ่ง โยคะ กายบริหาร กดจุดลมปราณ 15 ชั่วโมง สุขภาพพึ่งตนเอง น ้าสมุนไพรปรับสมดุล กัวซา ดีท็อกซ์ แช่มือเท้า และการพอกทาหยอดประคบอบอาบด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน 5 ชั่วโมง เสวนาโรคต่างๆ กับสุขภาพพึ่งตน (สด) 3 ชั่วโมง แบ่งปันประสบการณ์การใช้สุขภาพพึ่งตน (สด/VDO) 2/2 ชั่วโมง รายการธรรมะ 25 ชั่วโมง หลักการวิปัสสนาด้วยการปฏิบัติมรรคมีองค์แปด (สด/VDO) 10/10 ชั่วโมง เสวนาชีวิตหลักเลิกกินเนื้อสัตว์ (สด) 2.30 ชั่วโมง เสวนาอยู่อย่างไรให้ผาสุก (สด) 2.30 ชั่วโมง รายการถาม-ตอบปัญหาพาพ้นทุกข์ (รายการสดมีทุกวัน) วันละ 3 ชั่วโมง เป็นรายการที่มีการสื่อสาร 2 ทาง สามารถยกมืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อ ผู้สอนแนะน าวิธีการใช้ zoom (ทุกวัน) วันละ 20 นาที 20 เนื้อหา จ านวนชั่วโมงเรียนรู้ หมายเหตุ ผู้เรียนที่น าความรู้ไปปฏิบัติมาแชร์ความรู้ที่ได้ ปัญหา อุปสรรค และผลที่ได้จากการปฏิบัติ (ทุกวัน) วันละ 1 ชั่วโมง แจ้งคิวในการถามหรือสนทนาได้ ถาม- ตอบข้อสงสัย (9 วัน) วันละ 1.40 ชั่วโมง ประเมินผลและข้อเสนอแนะ (วันสุดท้ายของค่าย) วันละ 1.40 ชั่วโมง 1.5 ผู้สอนออนไลน์ ผู้สอนออนไลน์ คือ ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ทั้งการเป็นวิทยากร/ผู้สอนออนไลน์ และการท ากสิกรรมไร้สารพิษในระดับที่สามารถพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และสร้างสังคมดีสิ่งแวดล้อมดีได้ และพร้อมจะน าความรู้และประสบการณ์มาถ่ายทอดไปยังผู้ที่สนใจ โดยไม่รับค่าตอบแทนใด ๆ แต่ท าโดยความมีจิตอาสา ความเสียสละ และความพากเพียรที่จะท าบุญกุศลเพื่อเป็นเสบียงวิบากกรรมดี ที่จะคอยดันวิบากกรรมร้ายที่จะเข้ามาในชีวิตได้ตลอดเวลา ซึ่งการสร้างขุมพลังในจิตใจให้ยินดี พอใจ และมีความผาสุกในการช่วยเหลือผู้อื่นและไม่หวังสิ่งตอบแทน หรือ “ให้” และให้อย่างบริสุทธิ์ใจ จ าเป็นต้องสร้างและสะสมทั้งพลังกาย พลังใจ พลังปัญญา พลังศรัทธา และพลังบารมีร่วม ด้วยการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาเพื่อลด ละ เลิกกิเลสโลภ โกรธ หลงในใจตนเองไปเป็นล าดับๆ เมื่อกิเลสลดลงมากขึ้นๆ ก็จะมีพลังในการช่วยเหลือผู้อื่นได้มากขึ้นๆ ด้วย 1.6 ผู้เรียนออนไลน์ ผู้เรียนออนไลน์ เป็นผู้ที่สนใจเรียนรู้และน าความรู้การท ากสิกรรมไร้สารพิษ การดูแลสุขภาพพึ่งตน และการปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรมเพื่อลด ละ เลิกกิเลสในใจตนไปปฏิบัติ จนสามารถมีชีวิตที่พอเพียงพึ่งตนเองได้ตามฐานะของแต่ละคน โดยการจัดการเรียนรู้จะไม่มีการจ ากัดอายุ เพศ การศึกษา ทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ เป็นการจัดการเรียนรู้ให้ผู้ร่วมห้องเรียนทุกคน (รวมผู้สอนด้วย) สามารถติดต่อ สื่อสาร ปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างอิสระ และโดยเริ่มต้นผู้เรียนจะต้องติดตั้งโปรแกรม Zoom Meeting ในมือถือสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คก็ได้ จากนั้นผู้เข้าร่วมเรียนรู้จะต้องเป็นเพื่อนกับ Line Official แพทย์วิถีธรรม เพื่อลงทะเบียนเรียน แล้วจึงสามารถเข้าร่วมเรียนรู้ตามหมายก าหนดการ 1.7 การประเมินผล เป็นการประเมินผลเพื่อทราบว่าผู้เรียนออนไลน์ได้รับความรู้และประสบการณ์แล้วสามารถน าไปใช้ได้จริงหรือไม่ โดยให้ผู้เรียนตรวจสอบคุณลักษณะของตนเองในทุกวันที่เข้า 21 เรียน ว่าสามารถพัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมายของการเรียนรู้ คือ มีชีวิตที่พอเพียง เรียบง่าย ร่างกายแข็งแรง จิตใจดีงาม และจิตใจเป็นสุขได้มากขึ้นตามล าดับเพียงใด รวมทั้งผู้เรียนได้น าความรู้ไปปฏิบัติตามค่านิยมหลัก คือ คบและเคารพมิตรดี มีอริยศีล ท าสมดุลร้อนเย็น พึ่งตน และแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์ได้มากขึ้นตามล าดับเพียงใด โดยมีรูปแบบในการประเมินผลตามความเป็นจริงที่ผู้เรียนท าได้ ทั้งแบบสอบถาม การน าเสนอแบบเรียลไทม์ (น าเสนอสดในห้อง (Zoom) และการน าเสนอเป็นคลิปวิดีโอ รูปภาพ ข้อความ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และสื่อ Multimedia อื่น ๆ 1.8 แนวทางการสร้างเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษ เมื่อจบการอบรมทุกครั้งผู้บริหาร ผู้สอน และผู้เรียนที่สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายกับแพทย์วิถีธรรม จะมีการนัดหมายกันเพื่อให้ผู้เรียนได้เข้ามาสมัคร/แจ้งความประสงค์ และน าสิ่งที่ตนเองได้ปฏิบัติตามองค์ความรู้ที่ได้รับมาส่งเป็นการบ้าน/แลกเปลี่ยนประสบการณ์/เล่าสภาวธรรมที่ได้จากการเข้ารับการอบรมผ่านทางระบบออนไลน์ และจะมีการพิจารณาโดยคณะกรรมการเครือข่าย ช่วง 5 วันก่อนการอบรมครั้งต่อไป จากกิจกรรมที่ผ่านมาพบว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่ประสบปัญหาการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร ท าให้เกิดความติดขัดในการเข้ารับการอบรมทางออนไลน์ และผู้ที่เข้ามาอบรมแล้วส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปลูกผักไร้สารพิษได้เอง ปัญหาเนื่องมาจากการขาดองค์ความรู้และประสบการณ์ในการท ากสิกรรมไร้สารพิษที่มีรูปแบบการผลิตที่ประหยัด เรียบง่าย ใช้วัสดุชีวภาพแทนสารเคมีแต่สามารถสร้างผลผลิตที่งอกงาม หรือผู้ที่มีองค์ความรู้กสิกรรมไร้สารพิษแล้วแต่ไม่สามารถน าความรู้มาปฏิบัติได้ ก็ยังพึ่งตนเองไม่ได้ เป็นเพราะขาดการมีเครือข่ายทางสังคมที่ดี (นิตยาภรณ์ สุระสาย. 2564) จึงท าให้ผู้รักสุขภาพส่วนใหญ่ยังจ าเป็นต้องซื้อผักไร้สารพิษที่ค่อนข้างหาซื้อยาก แม้จะหาซื้อได้หน่อย เช่น ผักออแกนิคก็จะมีราคาค่อนข้างแพง (กรีนเนท, 2565, ออนไลน์) หรือการซื้อผักจากตลาดทั่วไปก็จะมีการปนเปื้อนสารเคมีสูง (สุรชัย สังข์งาม และคณะ, 2563, น. 1-8) ซึ่งจะท าให้ผู้เรียนมีโอกาสหวนกลับมาเกิดปัญหาสุขภาพได้อีกในอนาคต ประกอบกับช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ท าให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง หลายคนที่ยังมีงานท าอยู่ เริ่มมีความไม่มั่นคงในอาชีพ หลายคนถูกลดเวลาท างาน ลดเงินเดือน และหลายคนตกงาน ท าให้สุขภาวะย ่าแย่ลง จ าเป็นจะต้องส่งเสริมให้ทุกคนเรียนรู้การปลูกผักไร้สารพิษไว้บริโภคในครัวเรือน เพื่อุขภาพที่ดี ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร สร้างรายได้เพิ่ม ลดปัญหาหนี้สิน และสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยสรุปมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย มีเป้าหมายให้สมาชิกพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน และจัดสรรเวลาชีวิตให้สามารถมารวมพลังกันจัดกิจกรรมค่ายอบรมต่าง ๆ ทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อน าความรู้และประสบการณ์ที่มีค่าของตนเองไปช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนเช่นกัน การที่ประชาชนสามารถพึ่งตนเองด้านกสิกรรมไร้ 22 สารพิษ สุขภาพ จิตวิญญาณ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจได้มากขึ้น น ามาซึ่งการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของชีวิตที่ก าลังเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ทั้งปัญหาหนี้สิน ทรัพยากรถูกท าลาย ความขัดแย้งทางสังคม รวมถึงปัญหาสุขภาพที่ก าลังทวีความรุนแรงและยากต่อการรักษามากยิ่งขึ้น ซึ่งองค์ประกอบที่ท าให้มูลนิธิฯ จัดการเรียนรู้ออนไลน์ด้านกสิกรรมไร้สารพิษสู่การพึ่งตนเองได้ประสบความส าเร็จ จะต้องมี ผู้สอนที่มีความรู้และเสียสละ ผู้เรียนที่ตั้งใจเรียนรู้ เนื้อหาและสื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจ เข้าใจง่าย และท าตามได้ง่าย รวมทั้งการประเมินผลตามความเป็นจริง 2. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตร การส่งเสริมการเกษตรมีบทบาทส าคัญต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเกษตรกร แต่ประสบการณ์ของเกษตรกรแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้น การส่งเสริมการเกษตรจึงจ าเป็นต้องมีความเข้าใจแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตร ประกอบด้วย ความหมาย แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตร และวิธีการส่งเสริมการเรียนรู้ของเกษตรกร ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 2.1 ความหมาย มีผู้ให้ค านิยามหรือความหมายของการส่งเสริมการเกษตรไว้หลายแง่มุมด้วยกัน เช่น อังสนา หะยีหะเต็ง (2557, น. 19) กล่าวว่า การส่งเสริมการเกษตร หมายถึง กระบวนการพัฒนาความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ เทคนิคและวิธีการใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อมุ่งพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร โดยอาศัยการให้การศึกษาแบบนอกระบบโรงเรียนแก่เกษตรกร ครอบครัวเกษตรกร และบุคคลอื่นที่สนใจ โดยวิธีการฝึกปฏิบัติจริงและติดตามให้ค าแนะน าช่วยเหลือ เพื่อให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ขณะเดียวกันก็น าปัญหาต่างๆ ทางการเกษตรมาวิเคราะห์ วิจัย หาหนทางแก้ไขเพื่อปรับปรุง พัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตให้เหมาะสมกับภูมิศาสตร์ของพื้นที่ เพื่อให้บุคคลเป้าหมายมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เฉลิมศักดิ์ ตุ้มหิรัญ (2561, น. 1-5 ถึง 1-11) กล่าวว่า การส่งเสริมการเกษตร (Agriculture Extension) หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และบริการอื่นๆ ทางการเกษตรไปสู่เกษตรกร ครอบครัว และผู้ที่สนใจ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ดีขึ้น มีการพัฒนาตนเอง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน 23 จินดา ขลิบทอง และสุรางค์ศรี วาเพชร (2563, น. 1-7) กล่าวว่า การส่งเสริมการเกษตร หมายถึง การถ่ายถอดวิทยาการหรือการน าความรู้ ข้อมูล ข่าวสารไปสู่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ จากความหมายของการส่งเสริมการเกษตรของบุคคลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การส่งเสริมการเกษตร หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการปรับปรุงรูปแบบการเพาะปลูก วิถีเกษตรกรที่มีความผาสุก และมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง โดยการให้ความรู้ ให้ค าปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แนะน า ติดตาม รวมถึงการลงมือช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนได้รับความรู้ และน าความรู้ไปปฏิบัติอย่างถูกต้องด้วยตัวของเขาเอง จนสามารถพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ 2.2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตร แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตรที่ใช้ในงานวิจัยมีดังนี้ คือ ทฤษฎีการสื่อสาร SMCR ของ David K. Berlo ทฤษฎีแรงจูงใจ และวิธีการส่งเสริมการเรียนรู้ รายละเอียดดังนี้ 2.2.1 ทฤษฎีการสื่อสาร SMCR ของ David K. Berlo ประกอบด้วย 1) ผู้ส่งสาร (Sender) ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถเข้ารหัส (Encode) เนื้อหาข่าวสารได้ มีความรู้อย่างดีในข้อมูลที่จะส่ง สามารถปรับระดับให้เหมาะสมสอดคล้องกับผู้รับได้ 2) ข่าวสาร (Message) คือ เนื้อหา สัญลักษณ์ และวิธีการส่ง 3) ช่องทางการสื่อสาร (Channel) ให้ผู้รับได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 และ 4) ผู้รับสาร (Receiver) คือ ผู้ที่มีความสามารถในการถอดรหัส (Decode) สารที่รับมาได้อย่างถูกต้อง โดย Berlo เห็นว่าปัจจัยต่างๆ ที่มีผลท าให้การสื่อสารประสบความส าเร็จได้แก่ ทักษะในการสื่อสาร ทัศนคติ ระดับความรู้ ระบบสังคม และวัฒนธรรม ซึ่งผู้รับและผู้ส่งต้องมีตรงกันเสมอ (สินีนุช ครุฑเมือง แสนเสริม, 2561, น. 12-31) 2.2.2 แนวคิดและทฤษฎีแรงจูงใจ แรงจูงใจ (Motivation) เป็นองค์ประกอบหนึ่งทางด้านจิตวิทยา หมายถึง สิ่งผลักดันที่ท าให้กิจกรรมด าเนินไปอย่างมีจุดหมายปลายทางและมีทิศทาง แรงจูงใจเป็นกระบวนการที่ไม่หยุดนิ่ง และเกี่ยวเนื่องกับความต้องการ แรงขับ และก่อนให้เกิดพฤติกรรมที่ตอบสนองความต้องการอย่างตรงเป้าหมาย (Haslam, 2004, p. 69-70) ซึ่งอาจเกิดจากแรงจูงใจภายในหรือแรงจูงใจภายนอก รายละเอียดของทฤษฎีแรงจูงใจ ประกอบด้วย ลักษณะของแรงจูงใจ และความส าคัญของการจูงใจดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1) ลักษณะของแรงจูงใจ พรทิพย์ อุดมสิน (2556, น. 11-18) กล่าวว่า แรงจูงใจมี 2 ลักษณะ ได้แก่ 24 (1) แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motives) แรงจูงใจภายในเป็นสิ่งที่ผลักดันมาจากภายในตัวบุคคล เช่น เจตคติ ความคิดเห็น ความสนใจ ความตั้งใจ การมองเห็นคุณค่า ความพอใจ ความต้องการ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มักจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมชนิดค่อนข้างถาวร ยกตัวอย่างเช่น บุคลากรที่เห็นคุณค่าของงาน จะมองว่าองค์การคือสถานที่ที่ให้ชีวิตแก่ตนเองและครอบครัว ดังนั้นเขาก็จะจงรักภักดีต่อองค์การ กระท าการต่างๆ ให้องค์การเจริญก้าวหน้า เป็นต้น จะเห็นว่าพฤติกรรมของบุคลากรดังกล่าวแสดงออกมาจากแรงจูงใจภายใน (2) แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motives) แรงจูงใจภายนอกเป็นสิ่งกระตุ้นที่มาจากภายนอกตัวบุคคล ท าให้เกิดพฤติกรรม เช่น รางวัล เกียรติยศ ชื่อเสียง ค าชม การได้รับการยอมรับยกย่อง ฯลฯ แรงจูงใจเหล่านี้จะไม่คงทนถาวร บุคคลจะแสดงพฤติกรรมเพื่อตอบสนองสิ่งจูงใจดังกล่าวเฉพาะกรณีที่ต้องการรางวัล หรือเกียรติยศ ชื่อสียง ค าชม การยกย่อง การได้รับการยอมรับ ฯลฯ เท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่แสดงพฤติกรรมเหล่านี้อีกเลย จนกว่าจะมีสิ่งกระตุ้นใหม่ 2) ความส าคัญของการจูงใจ สามารถสรุปได้ดังนี้ (1) การศึกษาเรื่องของการจูงใจ เป็นสิ่งที่จ าเป็นที่จะช่วยให้บุคคล เข้าใจพฤติกรรม และวิธีในการสร้างหนทางเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทิศทางที่ต้องการ (2) แรงจูงใจช่วยเพิ่มพลัง (Energy) ในการท างานให้กับบุคคล โดย พลังนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ส าคัญต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ในการท ากิจกรรม ถ้าบุคคลมีแรงจูงใจในการท างานสูง ย่อมท าให้เกิดความขยันขันแข็ง กระตือรือร้น และท ากิจกรรมดังกล่าวให้ส าเร็จ (3) แรงจูงใจช่วยเพิ่มความพยายาม (Persistence) ในการท างาน ให้กับบุคคล โดยความพยายามท าให้บุคคลมีความมานะ อดทน บากบั่น คิดหาวิธีการน าความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของตนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมการงานให้ได้มากที่สุด (4) แรงจูงใจช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Variability) รูปแบบการ ท างานของบุคคล ในบางครั้งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือวิธีการท างาน ก่อให้เกิดการค้นพบช่องทางด าเนินงานที่ดีกว่า หรือประสบความส าเร็จได้มากกว่า นักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเครื่องหมายของความเจริญก้าวหน้าของบุคคล และแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นก าลังแสวงหาการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้กับชีวิต 25 (5) แรงจูงใจช่วยเสริมสร้างคุณค่าและความเป็นคนที่สมบูรณ์ บุคคล ที่มีแรงจูงใจในการท างานจะเป็นบุคคลที่มุ่งมั่นท างานให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ถือได้ว่าบุคคลผู้นั้นมีจรรยาบรรณในการท างาน มีความรับผิดชอบ มีคว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน