สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน มิจฉาทิฏฐิในการนั่งหลับตาสมาธิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.63 KB
วันที่แก้ไข2 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน มิจฉาทิฏฐิในการนั่งหลับตาสมาธิ _มณี ศรียงค์ · การนั่งหลับตาสมาธิคือการประคองจิตให้อยุ่กับลมหายใจปัจจุบัน หลับตาเพื่อไม่ให้จิตวอกแวกเป็นกุศโลบายนะจ๊ะเทวทัตแถธรรมะด้วยอัตตาบ้าๆอีกแร้วชิมิ พระหลับตาทำสมาธิให้ถูกต้องเพราะคนเริ่มทำสมาธิจิตจะวอกแวกไม่อยู่กับลมหายใจแต่ก่อนทำสมาธิพระท่านก็สอนก่อนและไม่ไช่จะหลับตาทั้งวันจนไม่รู้จักผัสสะเลย พระบ้าน&พระป่าแยกประเภทตามจริต!ไม่ผิดไม่ว่ากัน แต่เทวทัติสันดานชั่วยุให้แต่แยกและใส่ร้ายว่าไม่ไช่พุทธ พระบ้าน&พระป่าเป็นการแยกประเภทแต่ไม่ได้แตกแยกสันดานเทวทัตชอบสร้างเรื่องมโนแตกแยก ขอสอนเทวทัตโพธิรักษ์นิดนะพระพุทธศาสนานั้นกว้างขวางไม่คับแคบบังคับศรัทธามีทั้งกระพี้พิธีกรรมและแก่นไตรสิกขาแต่ทั้งหมดก็อยู่ในศาสนาพุทธนะจ๊ะ พระราชาทรงไหว้สมเด็จพระญานสังวรพระสังฆราชแต่เทวทัตโพธิรักษ์คิดอย่างไร โพธิรักษ์บอกศรัทธาชื่นชมศาสตร์พระราชามากแต่การกระทำตรงข้ามกับศาสตร์พระราชาเกือบทุกอย่าง สมเด็จพระญานสังวรสมเด็จพระสังฆราชก็ทรงนั่งหลับตาสมาธิ!!!เทวทัตโพธิรักษ์ยังกล้าใส่ร้ายด้วยอัตตามิจฉาฐิถิ กฐินหลวงก็มีโดยพระราชาแต่เทวทัตบอกไม่ไช่พุทธ พ่อครูว่า…อาตมาก็ไม่ขอพูดหรอกที่คุณพูดมานี้ใส่ความอาตมาทั้งนั้น ที่คุณเข้าใจนั้นขอยืนยันว่าคุณเข้าใจผิด อาตมาเข้าใจถูก แต่คุณก็ว่าอาตมาผิดคุณถูก ก็เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอาตมาก็ไม่ไปเถียง ไปโต้อะไร อาตมาก็ได้พูดธรรมะเหล่านี้ตลอดเวลาเป็นเรื่องแบบนี้แหละ เอาแค่เรื่องสมาธิ ศาสนาพุทธไม่ได้สอนสมาธินั่งหลับตา แต่มันมีสมาธิอยู่ในปกติสามัญได้ ถ้าสัมมาทิฏฐิ คนที่ไม่สัมมาทิฏฐิ นั่งสมาธิอยู่ทุกวันนี้คือไม่สัมมาทิฏฐิ แล้วมันจึงเป็นสมาธิ ที่ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ถ้าจะนั่งหลับตาสมาธิต้องสัมมาท

อ่านต่อ

ิฏฐิ แต่คุณไม่สัมมาทิฏฐิ ไปนั่งหลับตาจึงกลาย เป็นการสะกดจิต และคิดว่าการได้สะกดจิตเป็นการได้อธิจิตหรือเป็นสมาธิของพุทธ ขอยืนยันว่าสมาธิอย่างที่นั่งสะกดจิต แล้วจิตใจสงบอย่างนั้นมันไม่ใช่ของพุทธ พุทธนั้นจิตสงบอย่างลืมตา พุทธไม่ได้หลับตา สงบ พุทธนั้น ลืมตาแล้วกิเลสสงบ ฟังอีก ควรจะไปทบทวนฟัง ไปเปิดฟังอีกล้านเที่ยวแต่อาตมาจะพูดอีกทีเดียว พุทธนั้น ไม่หลับตาปฏิบัติ พุทธทำสมาธิอย่างลืมตา สมาธิของพุทธไม่ได้หลับตา สัมมาสมาธิของพุทธปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ในมหาจัตตารีสกสูตร ปฏิบัติในขณะทำงานอาชีพ ในขณะทำงานทุกอย่างเป็นสัมมากัมมันตะ ทำอะไรอยู่ทุกอย่างก็กำลังปฏิบัติสมาธิ ให้เกิดสมาธิเป็นของพุทธ เรียกว่า supra concentration ไม่ใช่ meditation เป็นสมาธินั่งหลับตา สัมมาสังกัปปะก็ทำสมาธิ ให้เกิดสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะ คือมีจิตนั้นกิเลสดับลงลดลงด้วยความสงบ เมื่อกิเลสดับหมด จิตก็สงบ จิตใจก็ยิ่งสว่าง ไม่ใช่จิตใจที่ดับมืดไม่เห็นอะไร นิโรธแบบที่ดับมืดนิ่งไม่เห็นไม่คิดอะไร อย่างนั้นมันมิจฉาทิฐิคุณมณี ศรียงค์ คุณนั้นไม่ได้รู้ความจริงของสัจธรรมพระพุทธเจ้าเลย ไม่เข้าใจที่ผิดมันเป็นถูก ถูกครอบงำทางความคิดไปหมดแล้ว ไม่ต้องพูดหยาบเกินไปกับอาตมาหรอก อาตมาก็พูดอย่างธรรมดา ก็ศึกษาให้ดี แค่ไม่พูดคำหยาบก็ดีแล้ว พูดกับอาตมาดีๆ แต่นี่พูดประชดประชันแดกดัน อาตมาเข้าใจ อาตมาไม่ถือสาเพราะเข้าใจคุณ ขออภัยที่ใช้คำว่าสอนคุณ ไม่ได้สอนหรอก พูดให้ฟังเท่านั้นแหละ คุณจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้ แต่คุณคงได้ยินได้ฟังก็เลยพูดว่าอาตมาผิด โดยเห็นแจ้งว่าหลับตาสมาธิแล้วก็สอนอาตมา ว่าการหลับตาสมาธิคือการทำสมาธิ ซึ่งไม่ใช่เลย ศาสนาพุทธไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตาสมาธิ ลืมตาปฏิบัติแล้วจะเกิดจิต เป็นมุทุภูตธาตุ จิตจะแคล่วคล่องว่องไวสงบบริสุทธิ์บริสุทธา ปริโยทาตา บริสุทธิ์แม้จะสัมผัสกับโลกอย่างไรก็บริสุทธิ์ อย่างพระอรหันต์พระพุทธเจ้าสัมผัสกับโลกอย่างไรก็ ปริโยทาตา จิตมุทุภูตธาตุ มีกัมมัญญตา ทุกการกระทำทุกอาชีพไม่ว่าจะเป็นการสังกัปปะ ก็เป็นการงานที่ดี กัมมัญญา มีความเหมาะควรเพราะว่ามีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 จึงสามารถจัดการกับทุกกรรมได้พอเหมาะกับสังคม จิตก็ปภัสสรอยู่ตลอดเวลา เพราะจิตใจมีอุเบกขา ได้สมาธิแล้วจะเกิด ฌาน 4 เป็นอุเบกขาสูงสุด โดยลืมตา การหลับตาไม่มีทางเกิด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา โดยเฉพาะกัมมัญญา จะสัมผัสสัมพันธ์กับโลกอย่างเหมาะควร สัมผัสกับโลกธรรม ที่มีลาภยศสรรเสริญสุขก็ ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ จิตใจไม่ได้หวั่นไหวอะไรเลย หากปฏิบัตินั่งหลับตาจะไม่เกิดแบบนี้เลย ไม่เกิด เนกขัมมสิตอุเบกขา ที่พูดมานี้อาตมาทำตามพระพุทธเจ้าในพรหมชาลสูตรว่า ถ้าใครมาตำหนิเรา อย่างไรแล้วไม่ถูกต้องเราก็แก้ไป ไม่ใช่ก็ช่างเขาเถอะ อย่าไปเอาใจใส่อย่าไปยุ่ง ให้เขาติไป ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าบอกว่าใครตำหนิเราเราก็กล่าวแก้ไปได้ ในพระสูตรแรกเลย มีพราหมณ์อาจารย์กับลูกศิษย์ถกเถียงกัน ลูกศิษย์ชมพระพุทธเจ้า แต่อาจารย์ตำหนิพระพุทธเจ้า เสร็จแล้ว สมณะพระภิกษุทั้งหลายก็ได้ยินแล้วก็วิจารณ์ เรื่องศิษย์กับอาจารย์ถกเถียงกัน พระพุทธเจ้าก็บอกว่าถ้าเขาตำหนิเราก็ฟังเขา ถ้าเขาตำหนิไม่ถูกเราก็แก้ไขให้เข้าใจให้ถูก ว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่าอย่างนี้ เราเป็นอย่างนี้ไม่ได้เป็นอย่างนี้ ก็กล่าวแก้ไขเสีย อาตมาก็ได้กล่าวตามคำสอนพระพุทธเจ้า อะไรผิดก็แก้ไขอะไรถูกก็ชมเชย แต่มันอาภัพมาก ตำหนิที่ไรมันถูกกระบวนการของศาสนาที่มีในประเทศเกือบทั้งหมด ดีนะที่ใช้คำว่าเกือบทั้งหมด เพราะติก็ถูกคนเกือบทั้้งหมดศาสนาพุทธ เมื่อจะชมก็กลายเป็นชมตัวเองไปเสีย มันหลีกเลี่ยงไม่ถูกความจริงอันนี้ ก็จำนนไม่รู้จะว่าอย่างไร 601122_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กินเนื้อสัตว์คำใดก็ติดบาปไปทันที

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน