สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ไม่กินเนื้อสัตว์นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข2 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ไม่กินเนื้อสัตว์นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง มาอ่านต่อ...ศาสนาพุทธสร้างศาสนาด้วยศีลสมาธิปัญญา แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่เอาศีลแล้ว ศีลมีอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่เอาศีลแล้ว จึงปฏิบัติไตรสิกขา คือการศึกษา การศึกษาของศาสนาพุทธ จึงศึกษาให้เป็นศีลสมาธิปัญญาไม่ได้แล้ว ศีล เป็นตัวกำหนดไปตามลำดับ ให้เกิดสมาธิให้เกิดปัญญาให้เกิดวิมุติ ศีลเป็นตัวตั้ง เช่น เอาตั้งแต่ข้อ 1 เลย ศีลข้อที่ 1 อย่าฆ่าสัตว์หรือ แม้ศีลข้อ 2 อย่าเอาของคนอื่นที่ไม่ใช่ของเรา ศีลข้อ 3 อย่าไปละเมิดเรื่องราคะ กาม ที่ไม่ควร ศีลสามข้อหลัก เมื่อคุณตั้งใจจะปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าก็ต้องปฏิบัติตรงนี้ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ปฏิบัติตรงนี้ แล้วจะเกิดสมาธิเกิดปัญญาเกิดวิมุตติญาณทัสสนะ อย่างลืมตาไม่ใช่หลับตาแล้วจะได้อย่างนั้นไม่ใช่ สมาธิจะได้จากศีลคือคุณไม่ฆ่าสัตว์ มีใจเอ็นดู มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง เมตตาปราณีต่อสัตว์ทั้งปวง ของพระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนั้น เมื่อเราเองเราจะปฏิบัติก็ต้องเข้าใจศีลให้ได้ ว่าท่านให้เราระวัง แล้วให้มีสติ มีสติอยู่กับตัว เมื่อลืมตาขึ้นมาสัมผัสกับคน คนก็เป็นสัตว์ก็อย่าไปทำร้ายสัตว์ สัตว์เล็กสัตว์น้อยก็เป็นสัตว์ เพราะฉะนั้นอย่าไปทำร้ายสัตว์ หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เพราะฉะนั้นปูปลาเนื้อเก้งอะไรก็แล้วแต่ สัตว์ทั้งหลายอย่าไปฆ่า จะฆ่าด้วยวิธีอะไรก็ตาม ด้วยความไม่ชอบใจก็อย่าทำ แม้จะชอบใจฆ่าเอามากิน มันน่ากินก็เลยฆ่ามากินก็ไม่เอา หรือจะฆ่าเอางา ฆ่าเพื่อเอาเขา ฆ่าเพื่อเอาอะไรก็แล้วแต่ไม่เอา ฆ่าอย่างคึกคะนองนักล่าสัตว์ก็ไม่ฆ่า เมื่อคุณอยู่กับคน คนก็เป็นสัตว์จะต้องไม่ฆ่า แล้วไปถึงสัตว์ต่างๆก็ไม่ฆ่า สัตว์ใหญ่สัตว์กลางสัตว์เล็ก ก็ไม่ฆ่าทั้งน

อ่านต่อ

ั้น เพราะท่านไม่ได้ละเว้นว่าสัตว์ตัวเล็กฆ่าได้ จะมีชีวิตอยู่กับสัตว์ตัวใดก็ไม่ฆ่า เว้นจากการฆ่า วางทัณฑะ วางศาสตรา หากใจจะอยากฆ่าก็มีความละอาย แทนที่ใจอยากฆ่าแล้วมีความละอายก็ไม่อยากฆ่า แล้วก็มีความเอ็นดูมีความกรุณา เห็นสัตว์ทุกตัวก็มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง นี่คือศีลที่พระพุทธเจ้าสอน จะต้องมีความเข้าใจเช่นนี้มีความละเอียดเช่นนี้ เมื่อศึกษาให้ดีแล้วท่านไม่ให้ฆ่า ใครก็ไม่น่าจะฆ่าสัตว์ ถ้าใครไปฆ่าสัตว์ด้วย สัญจิจจะ หรืออุทิสสะ คือเจตนาฆ่า สัญจิจจะ คือเจตนา ถ้าสัตว์มีชีวิต ปาณา อย่าไปฆ่า โมโรเปตุง ไม่ว่าจะเป็นฆ่ามากินก็อย่าไปฆ่า เพราะสัตว์ไม่ใช่อาหารของคน คนเป็นสัตว์กินพืช ก็มีหลักฐานอ้างอิงยืนยัน แม้กับช้างม้าวัวควาย เป็นเล็บแบบ nail ไม่ใช่ claw พวกสัตว์ที่กินเนื้อจะมีฟันเป็นเขี้ยว canine แต่ฟันของคนเหมือนสัตว์กินพืช molar พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สิคาลวรรค ล.27 6. พาโลวาทชาดก ว่าด้วยคนมีปัญญาบริโภค [342] บุคคลผู้ไม่สำรวม ประหารสัตว์ เบียดเบียน และฆ่าสัตว์ ให้ทานแก่ สมณะใด สมณะนั้น บริโภคภัตเช่นนี้ ย่อมเข้าไปติดบาปด้วย.

พระพุทธเจ้าก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ แต่มันมีนักบวชที่กินเนื้อสัตว์ ท่านก็ไม่ได้ประกาศห้ามโดยตรง พระหลายรูปก็กินเนื้อ พระหลายรูปก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ แม้แต่พระเทวทัตก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์แน่ แต่มันมีพระอยู่ในหมู่ศาสนาพุทธนี่แหละฉัน พระพุทธเจ้าไม่ได้กำหนดว่าอย่าฉัน พระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่า ให้พระพุทธเจ้ากำหนดเป็นศีลเลย ห้ามเลยเด็ดขาด เป็นธุตังคะ เป็นศีลเคร่งเลย ว่าอย่าฉันเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าก็ไม่เอาด้วย ให้เป็นอิสระเสรี เพราะว่าการจะฉันเนื้อสัตว์หรือไม่ฉันเนื้อสัตว์ก็อยู่ที่ปัญญา หากมีปัญญาถึงขีดก็ไม่ ฉันเนื้อสัตว์ ผู้ที่มีปฏิภาณรู้ได้ก็เลิกฉันเนื้อสัตว์ ผู้ที่ไม่รู้ก็ฉันไป สมัยนั้นก็มีการถกเถียงแย่งกันเหมือนอย่างนี้ เหมือนกับในยุคนี้ชาวอโศกก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ก็ขัดแย้งกับคนที่กินเนื้อสัตว์ วิเคราะห์วิจัยกันให้เกิดปัญญา พระพุทธเจ้าให้เกิดปัญญา ส่วนใครจะฉันอยู่ก็เป็นวิบากของเขา ทำบุญแต่ได้บาป 5 ลำดับ (ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ) 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร เล่ม 13 ข้อ 60

การเอาเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นอกัปปิยะ(ไม่สมควร) มาถวายสงฆ์ถวายพระพุทธเจ้า ก็ไม่ถูกแล้ว เป็นความไม่สมควรแล้ว จะกล่าวไปไยถึงข้อที่1-4 เป็นบาปเป็นอันมาก ข้อที่ 5 จึงเป็นที่รวมของอภิมหาบาป บาปยกกำลังเท่าไหร่ไม่รู้ ทำบุญได้บาปด้วยเหตุ 5 ประการ [60] ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 ประการ คือ ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา ดังนี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 1 นี้ สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ได้เสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 2 นี้ ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 3 นี้ สัตว์นั้นเมื่อกำลังเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 4 นี้ ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 5 นี้ ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกของตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 ประการนี้. พ่อครูว่า...เป็นเรื่องที่ต้องพูดซ้ำซากจะได้เข้าใจ แต่คนจะกินก็กิน อาตมาก็ไม่อยากให้เกิดบาป จะไม่เชื่อก็เรื่องของคุณ ก็กินไปบาปใครบาปมัน บอกแล้วคนกินเนื้อสัตว์นั้น กินเข้าไปคำแรกก็ติดบาปเข้าไปคำนั้น ว่าด้วยคนมีปัญญาบริโภค [342] บุคคลผู้ไม่สำรวม ประหารสัตว์ เบียดเบียน และฆ่าสัตว์ ให้ทานแก่สมณะใด สมณะนั้น บริโภคภัตเช่นนี้ ย่อมเข้าไปติดบาปด้วย. เนื้อสัตว์ที่คุณกินเข้าไปคำใดก็ติดบาป ...อย่างนี้ยังไม่ชัดอีกหรือ

ในไตรสิกขาเมื่อตั้งศีลแล้วจิตก็จะเจริญด้วยการพิจารณาโพธิปักขิยธรรม 37 ตั้งแต่สติปัฏฐาน 4 สัมผัสสัตว์ก็พิจารณากายเวทนาจิตธรรม ถ้าคุณกินเนื้อสัตว์แม้จะไม่ได้ทำร้ายสัตว์ คุณก็สัมผัสนะ แม้แต่ในลังกาวตารสูตร ก็บอกว่าเนื้อสัตว์ไม่ควรกิน แม้ในชีวกสูตรก็มีการแย้ง. 5. ชีวกสูตร เรื่องหมอชีวกโกมารภัจจ์ [56] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้: สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้นแล หมอชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้มาว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่า กล่าวตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัส ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่เป็นจริง ชื่อว่ายืนยันธรรมอันสมควรแก่ธรรม การกล่าวและกล่าวตามที่ชอบธรรม จะไม่ถึงข้อติเตียนละหรือ? เนื้อที่ไม่ควรบริโภค และควรบริโภค 3 อย่าง [57] พ. ดูกรชีวก ชนใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดมพระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ ชนเหล่านั้นจะชื่อว่ากล่าวตรงกับที่เรากล่าวหามิได้ ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่เป็นจริง ดูกรชีวกเรากล่าวเนื้อว่า ไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยินเนื้อที่ตนรังเกียจ ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการ นี้แล ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการ คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็นเนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภค ด้วยเหตุ 3 ประการนี้แล. เห็นอะไรเห็นคนฆ่าสัตว์ เห็นคนนั้นกำลังฆ่าสัตว์ แล้วระบุเฉพาะบุคคล หรือได้ยินคนฆ่าสัตว์ว่าสัตว์นี้ถูกฆ่าโดยคน เธอมีความรังเกียจว่าสัตว์นี้ถูกฆ่าด้วยคน ไม่ได้ยาวยืดไปถึงว่า สัตว์ที่ฆ่าเพื่อระบุบุคคล เพราะฉะนั้นจะระบุใครก็แล้วแต่ คนนั้นแหละกินเนื้อนี้ไม่ได้ ความเข้าใจแบบนี้ผิด… เนื้อที่ควรบริโภคนั้นจะต้องไม่ถูกฆ่าโดยคน เนื้อที่จะกินได้มี ปวัตตมังสะ เนื้อที่ไม่บริสุทธิ์คือเห็นว่าสัตว์ถูกฆ่าด้วยคน ได้ยินว่าคนฆ่ามา หรือไม่ได้เห็นไม่ได้ยินหรือรังเกียจว่า สัตว์ถูกฆ่าด้วยคน ท่านก็ไม่ฉัน แต่ถ้าท่านจะฉันก็ต้อง ปวัตตมังสะคือเนื้อที่ตายเองกับเดนสัตว์กิน เป็นเนื้อที่บริสุทธิ์ด้วยส่วน 3 กับเนื้อที่ไม่บริสุทธิ์ด้วยส่วนสามนั้นไม่ฉัน อุทิสมังสะกับปวัตตมังสะนี้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าตั้งมาเองมันมีอยู่แล้วในอินเดีย มีทั้งพวกที่ฉันเนื้อสัตว์กับไม่ฉันเนื้อสัตว์ เขาก็ขัดแย้งกันมาตั้งแต่ไหนต่อไหน มีลัทธิที่ฉันเนื้อสัตว์และไม่ฉันเนื้อสัตว์ เมื่อพระพุทธเจ้าประกาศศาสนา จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์มาตั้งแต่กำเนิดแล้วเพราะเป็นพราหมณ์ชั้นสูง เพราะฉะนั้นเมื่อมาบวช ก็ยังอยู่ในหลักเกณฑ์ของศาสนาว่า ถ้าฉันแล้วต้องอยู่ในเกณฑ์ของศาสนาที่เขานับถือกัน เราก็จะฉันเนื้อที่บริสุทธิ์ด้วยส่วน 3 คือเนื้อสัตว์ที่เป็นปวัตตมังสะเท่านั้น แม้จะเป็นสัตว์ที่ถูกฆ่าด้วยคนแม้จะระบุชื่อว่าคนนี้หรือไม่ก็ตาม ต่อมาอีก ทำบุญได้บาปด้วยเหตุ 5 ประการ ทำบุญได้บาปด้วยเหตุ 5 ประการ [60] ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 ประการ คือ ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา ดังนี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 1 นี้ สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ได้เสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 2 นี้ ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 3 นี้ สัตว์นั้นเมื่อกำลังเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 4 นี้ ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 5 นี้ ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกของตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 ประการนี้.

ต่อมาสีหสูตร...สีหเสนาบดี นิมนต์พระพุทธเจ้ามาฉันที่บ้าน แล้วไปให้บริวารไปซื้อเนื้อสัตว์มาให้ฉันที่บ้าน ไม่ได้เจาะจงเลยว่าให้ฆ่าสัตว์เพื่อเฉพาะเจาะจงให้พระพุทธเจ้าฉัน..แต่พวกอเจลกะ ไปโพนทะนาว่า พระพุทธเจ้า สมณโคดมนี้ฉันเนื้อสัตว์ ทั้งที่พระพุทธเจ้ายังไม่ได้มาฉันเลย ประเด็นนี้อาตมาเอามา ตีความกันให้ดี ถ้าสมมุติว่า พระพุทธเจ้าท่านฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ คนพวกนั้นไปตะโกนโหวกเหวก ว่า เจ้าข้าเอ๋ย พระสมณโคดมฉันเนื้อสัตว์แล้วไม่ควรเคารพ หากว่า พระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติจะไปตะโกนเพื่อดิสเครดิตทำไม เขาจะได้คะแนนได้อย่างไร เขาก็ไม่ได้คะแนนอะไรเลย เขาจะไปตะโกนร้องป่าวทำไม ก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าปกติแล้วไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ และพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์แม้จะเจาะจงหรือไม่เจาะจง ท่านก็ไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์เป็นธรรมดา พวกอเจลกะไปตะโกนโหวกเหวก จึงจะได้คะแนน เพราะว่าท่านไม่ฉันเนื้อสัตว์เป็นธรรมดาอยู่แล้วไม่ว่าเจาะจงหรือไม่ เพราะฉะนั้นพวกนั้นไปตะโกนบอกว่า แม้รู้อยู่ว่าฆ่าเฉพาะ ก็คือว่าทำไม่ได้ฉันเป็นปกติ จะมาฆ่าเพื่อเจาะจงหรือไม่เจาะจง จะมาตะโกนเพื่อหาสวรรค์วิมานอะไร จะได้คะแนนอะไรกับการตะโกนเหล่านี้ ให้พระพุทธเจ้าเสียเครดิต ถ้าหากพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ จริงอยู่ว่าท่านรับนิมนต์ เขาจะอังคาสด้วยอาหารเนื้อสัตว์ แต่ว่าท่านจะฉันข้าวเปล่าก็จะเป็นอย่างไรไป แต่ยังไม่ถึงเวลาฉันเลย เขาก็ไปตะโกนร้องป่าวแล้ว ก็ได้วิเคราะห์ให้ฟังแล้ว ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ที่ระบุบุคคลหรือไม่ก็ตาม จะได้ประโยชน์อะไร ถ้าหากท่านได้ฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ หรือแม้แต่ท่านฉันเนื้อสัตว์ระบุบุคคล ก็ถ้าว่า ถ้าเนื้อสัตว์นั้นเอามาจากตลาดไม่ได้ระบุบุคคล ท่านก็ฉันได้สิ แล้วจะไปได้แต้มอะไร เพราะรู้กันอยู่แล้วว่าท่านไม่ได้ผิด เพราะฉะนั้นจะระบุบุคคลหรือไม่ได้ระบุบุคคลท่านก็ไม่ได้ฉันทุกประตู

สู่แดนธรรมว่า...ผมเคยบวชในเถระสมาคม ในพระสูตรนี้ ชีวกสูตร เขาตีความกันว่า พระพุทธเจ้าสอนว่าเนื้อที่ไม่ควรกินนั้น ได้แก่เนื้อที่ตัวเองฆ่า เขาก็เลยตีความว่า ต้องฆ่าเองถึงจะกินไม่ได้ ผมไปค้นหา คำว่า เห็นนี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ใช้คำว่าทัสนา แต่ใช้คำว่าทิฏฐิ แสดงว่าทิฏฐิที่จะนำตนออกไปนั้นไม่ควรกิน พ่อครูว่า...อันนั้นเป็นรายละเอียดในพยัญชนะต่างๆอีกมันต่างกันมากเลยในความหมายของพยัญชนะบาลีแต่ละคำ ทุกวันนี้ คำว่าบุญคำว่ากายนี้ยังหยาบอยู่นะ ซึ่งเขาไม่ได้สอนกันแล้วเดี๋ยวนี้ มีหลักฐานพยัญชนะคำว่ากายและบุญ เอาไปยืนยันต่างๆนานา จะไปพูดทำไม เดี๋ยวนี้มันเสื่อมกัน อาตมายืนยันได้ว่าในศาสนาพุทธทุกกรณีไม่มีศีลมีแต่วินัย ไปถามใครก็ได้ ว่า พระของศาสนาพุทธนี้ไปถามเลยว่ามีศีลเท่าไหร่ เขาก็จะบอกว่ามี 227 ข้อ เห็นไหม ธรรมวินัยกับศีลเขาก็แยกไม่ออกไม่รู้เรื่องแล้ว โดยเฉพาะวินัย 227 ก็ไปตีความว่าเป็นศีล เขาก็ไปยึดถืออันนั้น แล้วอาตมาบอกว่าศีลนั่นมีจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล เขาก็งงเลย อาตมานำศีลมาขยาย ยืนยันว่าศาสนาพุทธไม่มีศีลโดยเฉพาะมหาศีล เป็นศีลของศาสนา ที่ห้ามไว้ในมหาศีลนั้นศาสนาพุทธจะไม่มี ในสิ่งที่เป็นเดรัจฉานวิชาเหล่านี้ เมื่อมาถึงยุคนี้มันได้เสื่อมไปหมดแล้วเพราะไม่มีศีล เดรัจฉานวิชาในมหาศีลจึงได้มีกันหมด มาออกอากาศกัน พระรักษาไข้รักษาญาติโยม ก็บอกว่าทำได้ ที่เอามาถกกันนี้วิตถาร หยาบแล้ว แค่รักษาก็ไม่ได้ใส่ยาชะแผลก็ไม่ได้ [120] 7. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตาปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

พ่อครูว่า..ศาสนาพุทธนี้มีสมาธิแบบลืมตา supraconcentration เป็นสมาธิที่ยิ่งใหญ่ ในขณะที่ทำอาชีพทำกัมมันตะทำการพูดทำการคิดก็มีสมาธิ เพราะว่าจิตใจไม่มีนิวรณ์ 5 ขณะทำกรรมการงาน เรียนไปปฏิบัติไป ก็ทำตามความเป็นจริงว่า เราทำอาชีพอยู่นะถ้ามีกิเลสก็ฆ่ากิเลส จนกระทั่งกิเลสมันไม่มีในการงานอาชีพ จึงจะเห็นกิเลสจริงและฆ่ากิเลสจริงในการงาน ไปนั่งหลับตาแล้วกิเลสมันเกิดเมื่อใด มีอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มันเกิดกิเลส ไม่รู้เรื่องเลย แล้วกิเลสมันเกิดจากข้าวของอะไร เกิดเพราะส้มโอเกิดเพราะอะไรอย่างนี้ ในตาหูจมูกลิ้นกาย รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไม่รู้เรื่องไปนั่งหลับตาปฏิบัติ สมาธิแบบนั้นไม่ใช่ของพุทธ 601122_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กินเนื้อสัตว์คำใดก็ติดบาปไปทันที

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน