สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พุทธศาสนาเป็นปรากฏการณ์วิทยา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข2 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พุทธศาสนาเป็นปรากฏการณ์วิทยา _คุณสงกรานต์ ภาคโชคดีส่งมาครับ… เผื่อพ่อท่านพิจารณาอ่าน..... 'พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งเหตุผล' ... คำว่า 'ศาสนา' ตามที่ใช้ทุกวันนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่า..ใช้ตรงกับคำว่า 'religion' ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึง คำสั่งสอนที่มาจากเบื้องบน (พ่อครูว่า...คือคำสอนจาก ผู้รู้สูงสุดสั่งมา ไม่ใช่ให้เรียนรู้แล้วปฏิบัติจะเป็นแบบนั้นได้เลย แต่สั่งมา ให้เป็นอย่างนี้ อย่าไปคิดจะแก้ไขหรือเห็นต่าง จริงๆแล้วไม่ใช่ 'religion' ถ้าแปล 'religion' ว่าเหตุผล มันไม่ใช่ อย่างนั้นมันไม่ใช่เหตุผล พระเจ้าสั่งคนเดียวไม่ทำตามนี้ก็ไม่ใช่ เพราะเหตุอยู่ที่พระเจ้า ผลอยู่ที่คนทำตาม ถ้าไม่ทำตามไม่มีผล นั่นคือคำสั่ง ไม่ใช่ 'religion' ไม่ใช่ธรรมะสอง เป็นธรรมะ 1 เป็นคำสั่ง ไม่ใช่คำสอน จะไปแปล 'religion' ว่าคำสอนไม่ใช่ แต่เป็นคำสั่ง ไม่ใช่สอนให้ปฏิบัติ แล้วรู้ด้วยตัวเอง เป็นปัจจัตตัง ไม่ใช่ )

ส่วนวิธีการสั่งสอนก็คือ 'สั่ง' และ 'สอน' ให้ปฏิบัติ โดยถือว่าคำสั่งสอนนั้น มาจากเบื้องบน ยุติได้ว่า ถูกต้องเที่ยงแท้แล้ว จึงทำตามได้ทีเดียว

ถ้าว่าตามนี้...พระพุทธศาสนาก็ไม่เข้าหลักเป็นศาสนา เพราะเนื้อหาสาระ และกฏเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นจาก 'การค้นหาความจริงของชีวิต' ด้วยปัญญามนุษย์ (พ่อครูว่า...ของชาวพุทธนั้น ไม่มีใครสั่งได้ จะให้ทำเอง ทำในปัจจุบันธรรม ที่เป็นสิ่งปรากฏเป็น phenomenon แต่พระเจ้าไม่เคยปรากฏเลย ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้า แล้วมีคนเป็นประกาศก เอามาประกาศแทนพระเจ้า พระเจ้า จบที่ศาสดา ไม่เลยเถิดไปถึงสิ่งที่ลึกลับ ศาสนาพุทธถ้า 'religion' แปลว่า เหตุและผล ถ้าอย่างนั้น มันเป็นเพียง หนึ่งเดียว ไม่มีเหตุกับผล ไม่ใช่ฟีโนมีนอน ซึ่ง ฟีโนมีนอน ต้องพิสูจน์ตั

อ่านต่อ

้งแต่ 2 เป็นต้นไป ยิ่งมากก็ยิ่งพิสูจน์ได้ดีขึ้น เทียบเคียงได้ดียิ่งขึ้น เป็นล้านเลยก็ยิ่งชัดเจน ยิ่งมีผู้รับรอง ตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นไป จนถึงมากๆ ก็ยิ่งเป็นสัจจะ ถ้าคนเดียวเป็นสัญญายนิจจานิ กำหนดรู้คนเดียว ไม่ใช่แบบของศาสนาพุทธ คุณมีสิทธิ์คิดคนเดียว แต่ต้องเอามาพิสูจน์เป็นธรรมะ 2 ว่าตรงกันมั้ย สุดท้ายก็ยอมรับกัน ให้ตรงกันทุกอย่าง ไม่มีอะไรต่างกันเลย ก็เป็นสัจจะหนึ่งเดียว อย่างไรก็เหมือนกัน ตรงกันหมด แต่ บุคคลมีเพิ่มขึ้น สองคน สามคน ร้อยคนพันคน ก็ตรงกันหมด ยืนยันว่าเป็นสัจจะ ที่เป็นหนึ่งเดียว ยิ่งมีล้านๆๆๆ ตรงกันเป็นหนึ่งเดียว ก็ยิ่งเป็นสัจจะแน่ที่สุด อาตมานำคำว่า ฟีโนมีนอน มาอธิบาย เป็นสิ่งที่เป็นสัจจะร่วมกัน แต่พระเจ้านั้น มีหนึ่งเดียว ถ้ามี 2 ก็มีพระเจ้ากับพระบุตร แล้วคนอื่น ก็ต้องตรงกับพระบุตร พระบุตรเป็น ฟีโนมีนอน อาตมาไม่ตรงกับพระบุตร เพราะอาตมา ไม่เอาพระเจ้าที่ใหญ่กว่า เขาบอกว่า พระเจ้าเป็นบิดา แต่อาตมาว่า บิดาเป็นตัวเรา พระศาสดาเป็นบิดา นอกนั้นเป็นมารดา ที่จะช่วยสร้างลูก บุตรจะเกิดจากมารดากับบิดา เป็น phenomenon เป็นสัจจะที่ปรากฏ ยืนยันกันได้ ตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรลึกลับ ต่างตรงที่ว่า พระบุตรกับพระเจ้านั้น ตรงกัน แล้วคนที่สามที่สี่ ก็ต้องยอมรับด้วย แต่นี่บอกว่า พระเจ้าสูงสุด แต่ศาสนาพุทธ ไม่มี ไม่เอาสิ่งลึกลับแบบนั้น ที่รู้ได้ด้วยคนเดียว เป็นสัญญายนิจจานะ ไม่เอา แต่ถ้าคุณรู้ ก็พูดออกมาให้คนอื่นรับรู้ด้วย เมื่อรับรู้ตรงกัน ก็มี 2 แล้ว ศาสนาพุทธมีธาตุรู้ เป็นจิตนิยาม จะต้องมี 2 ธาตุ คือธรรมะ 2 แล้วยืนยันกันได้ว่า ตรงกัน ถ้าไม่มีธาตุรู้ มีแต่พีชะ ก็ยืนยันไม่เป็น ยิ่งอุตุนิยาม ยิ่งไม่มีธาตุรู้ ยิ่งล้มเหลว เพราะธาตุรู้ เป็นจิตวิญญาณ ต้องมี 2 ยืนยัน ต้องเป็นรูปและนาม ต้องเป็นธรรมะ 2 ที่พิสูจน์กันได้ ตรงกันเป็นหนึ่ง สิ่งที่ไม่มีคนไม่มีปรากฎในโลกไม่มีฟีโนมีน่า ไม่มีฟีโนมีนอน ไม่รับ ศาสนาพุทธไม่รับ เพราะคุณจะคิดคนเดียว และบอกคนเดียวว่านี้ชัดเจนสูงสุด คุณพิสูจน์ไม่ได้เอง พระเจ้าพิสูจน์ไม่ได้เอง คุณก็อยู่กับพระเจ้าก็แล้วกัน เราไม่เอาอันนั้น สมณะเดินดินว่า… น่าสงสารพวกธรรมกาย ที่ยอมรับแต่อาจารย์ของเขาคนเดียว พ่อครูว่า...เขาก็เลยบอกว่า อาจารย์ของเขาเป็นพระพุทธเจ้า นั่นแหละ เป็นตัวอย่างของโลกปัจจุบันของธรรมกาย เชิญ แต่ของพุทธนั้นไม่ใช่ อย่างโพธิรักษ์ ไม่รวยไม่หล่อ เท่าธรรมกาย แต่ธัมมชโยนั้น ยังเสริมหล่ออยู่นะ ขออภัย ที่พูดเหมือนข่มเขา ) พระพุทธศาสนาแสดงความจริงของชีวิต แสดงทางปฏิปทาที่จะให้บรรลุ ความสูงสุดของชีวิต มีวิธีการสั่งสอนที่ยึดหลักเหตุและผลว่า "ทุกสิ่งเกิดจากเหตุ" ผู้ใดประกอบเหตุอย่างไร..เพียงใด ก็ได้ผลอย่างนั้น..เพียงนั้น พ่อครูว่า...ปรัชญาเป็นภาษาสันสกฤต ปัญญาเป็นภาษาบาลี จะแยกแยะเอามาใช้ได้ เป็นทำไม 2 แต่ต้องเป็นฟีโนมีนอน เป็นสิ่งที่ปรากฏ สิ่งที่ไม่ปรากฏ อยู่ในหัวของคุณคนเดียว คุณรู้อยู่คนเดียว ไม่ปรากฏให้คนที่ 2 รู้ สิ่งนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ปัญญา หรือจะเรียกว่า ปัญญาเป็นความรู้ความเห็นความจริงก็ได้ ถ้าใช้พยัญชนะเป็นปรัชญา ถ้าเป็นสอง มีเหตุและผลปรากฏ ธรรมะธรรมะ 2 ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 60 จำไว้ศึกษาตรงนี้แหละ คือหัวใจที่สุดของศาสนา ธรรมะสองแล้วทำให้เป็นหนึ่ง แล้ว 1 อะไร ก็ไม่เท่ากับเวทนาเป็นหนึ่ง สัญญาเป็นตัวช่วยกำหนดรู้ สังขารเป็นเรื่องปรุงแต่ง ยิ่งสังขารจะมี 3 ขึ้นไป เพราะจะมีเวทนาและสัญญาด้วย สังขารต้องเป็นท่านเปา ที่มีหวังเฉาและหม่าฮั่น นิวเคลียส จะต้องมีทั้งบวกและลบ รับเป็นวงกลมเป็นประธาน แต่ว่านิวเคลียส เป็นอุตุนิยาม ไม่มีประธานตามพลังงานบวกลบ จิตนิยามนั้น เป็นประธานตัวเอง จะไปด้านบวกด้านลบ ก็อยู่ที่ตัวเอง แต่พีชะมันไม่มีผู้อื่น มันมีแต่ตัวของมันเอง ISH มันไม่มีอย่างอื่น กูไม่รู้ พีชะนี้กูไม่รู้อื่น กูมีแต่กู แต่ถ้ามีแต่กู แล้วมีบทบาทไปกระทบผู้อื่น มันก็ชิบหาย แต่พืชนี้มีแต่สร้างตัวมันเองให้ดีที่สุด พืชมีทั้งพืชที่เป็นพิษและไม่เป็นพิษ คนที่มีธาตุรู้ ก็อย่าเอาพืชที่เป็นพิษมาใช้ เอาแต่พืชที่ไม่เป็นพิษมาใช้ ก็จบแล้ว สมณะเดินดินว่า..หนึ่ง ที่สำคัญที่สุด คือเวทนา แล้วสอง คืออะไรครับ พ่อครูว่า...สองคือปัญญา เป็นตัวประธาน สองคือสัญญากับเวทนา ถ้าอีกอันหนึ่งเป็นสาม ก็เป็นสังขาร อย่างพีชะก็มีสังขาร แต่มันไม่มีเวทนา มีสัญญารู้ว่า อันไหนเป็นตัวกู ก็เอามา อันไหนไม่ใช่ ก็ไม่เอา มีตัวมันอยู่ได้ก็ว่าไป ใครมาทำลายตัวมัน มันก็ไม่โกรธ มันไม่สู้ พอมันไม่พอไม่ครบตัวมัน มันก็สลายไม่มีเหลือ เป็นตัวของมันเองไม่ได้ มันต้องครบตัว มันต้องมีส่วนของมัน อันนั้นอันนี้ รายละเอียดเท่าไหร่ ก็ของมันเอง มันจึงเป็นตัวมัน ถ้ามันพิการจนไม่เต็ม จนจับตัวไม่ติด มันก็หายไป เหตุปัจจัยไม่ครบตัวมัน แล้วมันก็ไม่เป็น กล้วย ไม่ครบเหตุปัจจัยที่เป็นตัวมันเอง มันก็ไม่เป็นกล้วย มันกลายเป็นกลวง หรือ อื่นไป

หากจะถามว่า... พระพุทธศาสนาเป็นอะไร ก็ต้องตอบว่า โดยเนื้อหาที่เป็นเรื่องความจริงของชีวิต พระพุทธศาสนาเป็น 'ปรัชญา' โดยวิธีการสอนที่ 'ยึดหลักเหตุผล' พระพุทธศาสนาเป็น 'ศาสตร์' หรือพูดให้ชัดลงไปอีกก็เป็น 'วิทยาศาสตร์'

เพราะฉะนั้น...ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า "การสอนพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง คือ การสอนให้คนสามารถพิจารณา.. ขุดค้นหาหลักธรรมะจากชีวิต.. และนำหลักธรรมะนั้น มาปฏิบัติให้เป็นประโยชน์"

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานในการเสด็จฯ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๓ 601124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัมประสิทธิ์มิตรดีพาให้หนีพ้นอสุรกาย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน