สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลขัดเกลากิเลสไปตามลำดับ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข18 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลขัดเกลากิเลสไปตามลำดับ ที่ชาวอโศกเรา หลวงปู่ได้ดำริเพื่อที่จะให้ความรู้แก่เยาวชน เกิดมาแล้วก็เป็นอย่างโลกๆ ที่เขาพาเป็น ซึ่งก็คือในสังคมยุคนี้สมัยนี้ทั่วทุกประเทศเห็นความสำคัญว่าคนเกิดมาต้องมีการศึกษา เกิดมาต้องมีความรู้ เขาก็พากันหาวิธีการสอนความรู้ สุดท้ายกลายเป็นความรู้ทางเทคนิคที่สามารถเอาไปทำงานทำการเลี้ยงชีพรอดเหมือนกับเดรัจฉาน หมู หมา กา ไก่ มันก็สอนลูก ให้รู้จักเทคนิคในการเลี้ยงชีวิตตามแต่ละประเภทของสัตว์แต่ละชนิด มันก็เรียนรู้ตามพ่อแม่ตามสังคม ก็ฝึกปรือได้ความรู้ ความรู้ของโลกทุกวันนี้ก็เป็นความรู้เช่นนั้น เป็นความรู้ทางเทคนิคฝีมือความสามารถที่จะเอาไปใช้เลี้ยงชีพได้ ทุกวันนี้ยิ่งมีแต่ความรู้ทางเทคนิค จะรู้มากฉลาดเก่งเอาไปเลี้ยงชีพทำมาหากิน แล้วก็รวยลาภ ยศ สรรเสริญ แล้วก็เอามาเสพสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจบำเรออัตตา บำบัดกามารมณ์ บำเรอกามคุณ ก็เลยกิเลสยิ่งหนา หนาขึ้นเรื่อยๆเพราะไม่รู้เท่าทันการบำเรอทางทวารทั้ง 6 การบำเรอคือจิตใจมันอยากจะได้อะไรอย่างที่ชอบตามที่อุปทานยึดติดไว้ในใจ ก็อยากได้มาเสพ หรืออยากได้มาเป็นของตน ถ้าไม่ได้หรือใช้วิธีความรู้ทางเทคนิคสร้างเอาเอง ถ้าสร้างเองไม่เป็นก็ทำงานอย่างอื่นเอาไปแลกเงิน แล้วใช้เงินเป็นตัวกลางเอาไปแลกสิ่งที่ตัวเองอยากได้ เอามาเสพรส ได้มาก็เรียกว่าสมความโลภ ได้มาเสพรสสัมผัสทางตา หู จมูกลิ้น กาย หรือเสพเพื่อจะบำเรออารมณ์ในจิต พอได้เสพสมใจตามที่เรายึดถือเราก็เป็นสุข กิเลสก็อ้วนเพราะว่าได้บำเรอได้อาหารที่เสพติด ปุถุชนจึงกิเลสโตทุกวันทุกวินาที ผู้มีความรู้เป็นปราชญ์ก็อยากจะให้สังคมอยู่เป็นสุข ก็สอนความรู้ที่เรียกว่าคุณธรรม ความรู้คือความดีงาม ความไม่โลภนี้ก็พอรู้ แต่ไม่รู้วิธีที่จะลดคว

อ่านต่อ

ามโลภความโกรธเป็นโทษภัยรู้ได้ง่าย โกรธแล้วจะต้องไปทำร้ายคนอื่น ส่วนความโลภมากเข้าก็ไปแย่งชิงเขา ก็รู้ว่าแย่งชิงเขานี้ไม่ดี เป็นสามัญ แต่เรื่องเอามาสมรัก สมโลภ แล้วถือว่าสุจริต เพราะไม่ได้ขโมยแย่งชิง ไม่ได้ผิดกฎระเบียบสังคม ถือว่ามีคุณธรรม ก็สอนกันเป็นคุณธรรม เรียกว่าโลกียธรรมเป็นกัลยาณธรรมเป็นธรรมะที่ดี แต่ไม่ได้เรียนรู้ว่าการที่เอามาสมใจนี้คือสมกิเลส แม้แต่ไปทำร้ายคนอื่นให้สมใจ กิเลสก็อ้วนก็โต คำว่าปุถุนี้แปลว่าอ้วน แปลว่ามาก แปลว่าใหญ่ แปลว่าหนา ควบแน่น คนที่มีกิเลสหนาจึงชื่อว่าปุถุชน ศาสนาต่างๆ ก็พอเข้าใจ ว่าจิตมีตัวนี้มีกิเลสที่อยากได้มาเสพ ก็หาวิธีกันสารพัดที่จะลดละ เช่น วิธีการสะกดจิตไปนั่งหลับตา ไม่เอาลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข ไม่แย่งชิงกับใคร ไม่เอาอะไรของใคร ศาสนามีความรู้อันนี้ก็สอนกัน แต่วิธีที่รู้นั้น เป็นวิธีที่พยายามรู้ว่าไม่อยากเอาของเขาจริงๆ อย่าไปแย่งของเขาจริงๆมันไม่ดี โดยสามัญสำนึกก็พอรู้ว่าไม่ดี ไม่ควรทำ เขาก็ฝึกบังคับตัวเอง อย่าไปทำหรือให้พรากห่างให้หนีโลกธรรมนั้น อย่าไปสัมผัสคลุกคลีใกล้ชิด เพราะจะทำให้เกิดกิเลสได้ ก็เลยมีวิธีง่ายๆ หนีมันห่างมัน จึงเกิดลัทธิเข้าป่าเข้าถ้ำ วิธีของพระพุทธเจ้ามีอุบายเครื่องออก คือเราปฏิบัติอยู่กับเหตุ สิ่งที่เรายึดไว้สัมผัสแล้วอยากได้ ถือว่ามันเป็นกิเลส ความอยากได้มาให้แก่ตัวเองคือกิเลส ทำอย่างไรจะให้จิตไม่เกิดอาการอยากได้ เช่น การสะกดจิตให้ลืม กดไว้ เมื่อทำให้มากก็มีพลังงานควบแน่นทำให้ลืม ก็ลืม ก็แน่น ก็บรรลุในธรรมะแบบนั้นได้ แต่ไม่ใช่ของพุทธ เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธชาวพุทธก็ทำอยู่แค่นี้แหละ แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเรียกว่า อภิธรรม เป็นธรรมะที่ยิ่งใหญ่กว่าการสะกดจิตให้ลืมไป หรือใช้เวลาใช้พลังในการลืมในการกดข่มไว้ ของพระพุทธเจ้านั้นไม่ต้องหนี ให้เรียนรู้อาการของกิเลสในจิต จิตที่มีกิเลสแล้วก็เรียนรู้ทีละกรอบตามที่ตั้งไว้ ตั้งแต่อย่าไปอยากฆ่าสัตว์ใดใด ถ้าไม่ฆ่าสัตว์ใดใดที่เป็นชีวิตเรียกว่าปาณาหรือปาณะ อาการอย่างที่อยากเบียดเบียนเขาอยากฆ่าเขานี้คือกิเลส สอง คืออาการอยากได้มาเป็นของตน ได้เงินได้ทอง ได้บ้านได้ช่อง ได้ที่นา ได้เพชรนิลจินดาอะไรก็แล้วแต่ จนกระทั่งถึงอยากได้คน มาเป็นข้าทาสบริวาร มาเป็นคนของเรา สุดท้ายมาเป็นคนที่เราจะได้สัมผัสเสียดสีทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสเสียดสีเรียกว่ากามรส ก็เป็นอีกอันหนึ่งในการเสพกามรสหรือกามราคะ ก็มีสาม หลักใหญ่ 1. จิตที่เป็นโทสะมูล คือจิตร้ายจะไปแย่งชิงทำร้ายคนอื่น เบียดเบียนคนอื่นเอาของเขามาก็เบียดเบียน ทำร้ายคนอื่นก็เบียดเบียน 2. ความโลภอยากได้ของคนอื่นเอามาเป็นของตน 3. อยากได้มาสัมผัสเสียดสีเสพรสเป็นราคะ นี่คือ มิจฉากัมมันตะ 3 กรรมสามอย่างที่เป็นมิจฉา ที่ต้องเรียนรู้ มันจะแสดงออกมาทางกายกับวาจา เพราะเกิดจากใจที่มีโทสะหรือโลภะหรือราคะ แล้วก็ใช้กรรมข้างนอก วิธีทางวาจา เพื่อจะข่มขู่แย่งชิง หาทางเอามาเป็นของเราให้ได้ ผู้ที่ได้เพราะผู้อื่นให้จะเป็นปัญญา คือฉลาดเฉลียว เป็นการรู้ว่าควรให้ ไม่ใช่ถูกหลอก ให้ผู้นี้เพราะว่าควรให้ เพื่อท่านจะได้เอาไปใช้ประโยชน์ของท่านเอง ท่านจะยังชีวิตอยู่เป็นอาหารเป็นเครื่องใช้บริขารที่จำเป็น แล้วท่านก็จะได้ไปรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่น คนที่รู้เช่นนี้ก็จะช่วยเหลือท่าน ท่านไม่ได้เอามาด้วยการเบียดเบียนเลย ไม่เบียดเบียนแล้วจิตไม่โลภไม่อยากได้ แต่ท่านจำเป็น ท่านสมควรจะเอาไปใช้ประโยชน์ จึงมีผู้ที่เต็มใจให้ด้วยปัญญารู้ว่าควรจะให้ สำหรับคนนี้ที่ท่านมีความซื่อสัตย์บริสุทธิ์ไม่มีกิเลสอยากได้ เราก็ยิ่งควรจะให้ ถ้ายิ่งจะอยากได้เอาไปเป็นของตนเพื่อเสพรส หรือเอาไปทำร้ายคนอื่น ไปซื้อเครื่องมือทำร้ายคนอื่น ยิ่งจะไม่ให้ เพราะให้แล้วเอาไปทำบาปทำกรรมให้สังคมเดือดร้อน ถ้าให้แล้วท่านไม่ได้เอาไปทำร้ายใคร ไม่ซื้อหรือแลกเอามาเป็นของตน เอามาเสพสมราคะเป็นสุข ถ้าแบบนี้ไม่ให้ ศาสนาพุทธจะมีความรู้ความฉลาด รู้โลกว่าเขาอยู่อย่างไร สังคมนี้เป็นอย่างไร เราก็จะช่วยเขา จะช่วยด้วยวิธีต่างๆ แม้แต่เรื่องเงินบริจาคมา ก็ให้สำหรับผู้ที่ควรจะได้เงินนี้ ให้ประโยชน์แก่สังคมบริษัทหมู่กลุ่มนั้น ว่าเขาจะเอาไปใช้อย่างนั้นให้เป็นประโยชน์ ก็ให้ต่อไป หรือเอาไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะยิ่งเป็นสิ่งที่ดีใหญ่เลย ใช้ร่วมกันเป็นสาธารณะกว้างขวาง เป็นของจำเป็นในชีวิตที่จะต้องใช้ที่เราเรียกว่า สาธารณูปโภค ผู้ที่ไม่โทสะ ไม่ราคะ ไม่โลภะแล้ว กลับมีพลังงานความรู้อย่างไม่หนีโลก ใครมีความรู้ทางเทคนิคเมื่อมาบวชแล้วก็ยังมีอยู่ ออกไปทำงานให้แก่โลกช่วยโลกอย่างไม่มีความโลภ ไม่มีโทสะ ไม่มีราคะ ท่านไม่มีราคะ โลภะ โทสะ ท่านช่วยอย่างมีวิธีการชาญฉลาด ให้ลดกิเลสตามฐานะ ให้กินใช้ตามฐานะ ก็จะรู้การประมาณจัดสรร ให้มีอุปายโกศลให้เขาขัดเกลากิเลส อย่าตะกละตะกราม หรืออย่าเสพกิเลส อย่าไปบำรุงกิเลสโทสะมูล อย่าไปบำรุงกิเลสราคะมูล อย่าไปบำรุงกิเลสโลภะมูล ให้ละหน่ายคลาย วิธีของท่าน ให้เรียนรู้กิเลสโทสะ ราคะ โลภะ ในกรอบในหลักเกณฑ์เบื้องต้นอย่างหยาบ เรียกว่าขั้นอบาย ไม่ดีขั้นต้นขั้นต่ำ แล้วถ้าคิดไม่ออก ตรวจสอบกิเลสตนเองไม่ได้ ว่าเรามีโทสะแรงด้วยเหตุปัจจัยอะไร เรามีราคะกับอะไร หรืออยากเสพรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสด้วยเหตุปัจจัยอะไร ก็ไม่รู้ตัวเอง ท่านก็ตั้งหลักเกณฑ์เป็นยากลางบ้าน เรียกว่าศีล 5 เป็นเบื้องต้น ศีลสามข้อแรกก็เป็นการบำเรอกิเลส ศีลข้อที่ 4 เรื่องของวาจา เป็นการสร้างเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสามข้อแรกนี้ ส่วนศีลข้อที่ 5 คือ มอมเมาตนเองที่ยังติดในโทสะ โลภะ ราคะ ขั้นหยาบที่ตนเองมีนั่นแหละ จึงเรียกว่า สูรา เป็นการถูกเมา จิตประสาทคุมไม่ได้ เป็นคนเสพติด ท่านก็ให้เรียนรู้ล้างใจที่เมาที่เสพติด มีโทสะ ราคะ โลภะหยาบของเรา ที่ตา หู จมู กลิ้น กายของเราสัมผัส ตั้งแต่วัตถุที่เป็นของคนอื่น ที่เราอยากจะไปแย่งชิงไปปล้นทำร้ายนั่นโทสะ ไปแย่งสิทธิที่ไม่ใช่ของเราเรียกว่าโลภะ อยากได้อะไรต่างๆมาสัมผัสเสียดสีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตั้งแต่คน อยากได้คนเอามาสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้เกิดรสราคะ จนกระทั่งวัตถุ สัมผัสรูปนั้นโฉมนั้น ดูแล้วมันสวยมันน่าดู มันเพลินมันสุข เสียงอย่างนี้มันเป็นความสุขสบาย ได้สัมผัสในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆ สัมผัสจากคน จากสัตว์ จากพืชพรรณธัญญาหาร ดอกไม้ ผลไม้ ต้นไม้ จนกระทั่งถึงดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เป็นภูเขา แม่น้ำ เป็นอากาศ เป็นแสง สี เสียงอะไรต่างๆ สัมผัสแล้วก็ชอบสบายเป็นสุข ที่เรียกว่าอบายเพราะต้องการมาก จัดจ้าน ในยศ ตำแหน่ง ในดินน้ำไฟลม พลังงานอะไรก็แล้วแต่ จนถึงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเสียดสี เสร็จแล้วก็เกิดอาการ สัมผัสเสียดสีได้ ทางโผฏฐัพพารมณ์เป็นสุข จนโง่อวิชชา มีตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสจริงๆก็มีอาการจริงๆ แม้โง่ซ้อนคือไม่มีการสัมผัสจริงทางทวาร 5 อยู่ในการคิดระลึกถึงเอา ระลึกสภาพอย่างนั้นๆ ที่เราเคยมีเคยเป็นเพลิดเพลินก็เป็นสุขได้ ดีไม่ดีหลงปั้นเป็นรูปเรื่องราวภพชาติได้ แล้วก็ปั้นให้ตนเองสำเร็จด้วยจิตเรียกว่า มโนมยอัตตา มีไคลแมกซ์สุข ไม่ได้สัมผัสจริง แต่จำได้ เคยได้ เคยมี เคยเป็น ก็เลยนึกเอา ปั้นข้นเคี่ยวหลงเมา เป็นสูรา เมาว่ามันเป็นจริง เหมือนได้สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่า มโนมยอัตตา เป็นการสำเร็จด้วยจิตปั้นขึ้นมาแล้วก็สุดท้ายมีความสุข ถ้าไม่ไคลแมกซ์สูงสุดก็สุขเพลินฝันเพ้อไป อย่างนี้มันดี ปั้นเองไป ไม่มีความจริงอะไร เป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิต มโนมยอัตตา คนไม่เข้าใจสัจธรรม ก็จะมีรูปราคะเช่นนี้ เสพสมใจที่ได้สัมผัส ไม่มีของจริงเลย เพลินว่าเราได้ลาภ คิดว่าถ้าเราได้ลาภขนาดนี้ จะเอาไปซื้ออันนั้นทำอันนี้ เพลินไปเรื่อย จนกระทั่งไปสัมผัสใช้ประกอบกันทั้งข้างนอกและข้างใน ไม่ได้เป็นของตนนะ ตาสัมผัสอันนี้ แล้วก็ยึดความยึดในจิตใจ เป็นตัณหาอุปาทาน ถ้าได้สัมผัสทางตาว่าอันนี้อย่างนี้ เช่น สัมผัสคน คนอย่างนี้โอ้โห ถ้าเราได้สัมผัส ได้ตามองเพ่งแล้วฝันเพ้อ มโนมยอัตตาเพ่ง สัมผัสไปสุขสูงสุดได้ เรียกว่าไคลแมกซ์ ชื่นใจก็กลับบ้าน อยากได้ดูอะไรก็แล้วแต่ หรือไปสัมผัสเสียง คราวไหนที่สูงสุดก็คือสูงสุด คราวนี้ได้ไปฟัง ปั้นเป็นเสียงต่างๆ เรียกว่ามีเพลง ได้ไปฟังเสียเงินเสียทอง ราคาแพง มันอร่อยจริงๆ สุข คุ้ม ไคลแมกซ์ คนซาดิสม์ไปเห็นเขาทำร้ายทำลายกัน ชกมวย ใช้เล่ห์เหลี่ยมแทคติก ดีไม่ดีแรงถีบเตะกัน ชนะคะคานกันก็ชื่นใจ ได้สัมผัสการทำร้ายกันชนะกัน มันไปสร้างความอำมหิตซาดิสม์ให้ตัวเอง ซาดิสม์คือเห็นคนอื่นทุกข์ทรมาน ตนเองเป็นสุข ถ้าหนักเข้าเป็นมาโซคิสม์ก็ตนเองได้ทุกข์ทรมานก็เป็นสุข เขาด่า เขาทิ่มแทง เขาอะไรก็ชอบใจ หรือเขาทำแรงๆ กระทบกระแทกทางกายเลยแรงๆ ตนเองเป็นคนเจ็บ คนอื่นไม่ได้เจ็บ เป็นมาโซคิสม์ ก็สมใจได้ไคลแมกซ์สุขสูงสุด ไม่เรียนรู้ก็อยู่อย่างนี้ตลอดกาลนาน หลงเป็นสุขจริง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าไม่ใช่สุขของจริง เป็นสุขหลอก คือสุขขัลลิกะ จุลศีล เป็นศีลข้อปฏิบัติส่วนตน มัชฌิมศีลก็ละเอียดจากจุลศีลไปอีก มหาศีลเป็นเรื่องเดรัจฉานกถาที่ท่านห้ามไว้ เป็นเดรัจฉานวิชา ที่พระพุทธเจ้าท่านห้ามเลย เป็นพุทธศาสนิกชนก็ให้เลิก โดยเฉพาะผู้มาปฏิญาณเข้ารีตบวช เริ่มบวชก็ต้องเลิกแล้ว พุทธศาสนาไม่ให้มี แม้ศีลข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง แต่ทุกวันนี้เพี้ยนไปหมด ไม่รู้เรื่องศีลธรรมนูญนี้ ในผู้มาบวช ถ้าไม่มีเดรัจฉานวิชาเลย ฆราวาสก็ย่อมไม่มี ไม่มีการรดน้ำมนต์ ไม่จุดธูปเทียน ไม่ดูหมอ ไม่เสกเป่าอะไร นี่ถ้ามีศีลมหาศีลนี้ เบื้องต้นครอบคลุมไว้ ถ้าพระหรือภิกษุไม่มีเดรัจฉานวิชาแล้วฆราวาสก็ไม่มี เพราะพระเป็นตัวต้นพาเสกเป่า ทำนายทายทัก เดี๋ยวนี้แพร่ไปสู่ฆราวาสด้วย ชาวอโศกเรามีตัวอย่างปฏิบัติได้แท้ๆ มีศีลธรรมนูญ เมื่อไม่มีการผิดศีลมหาศีลในชาวอโศก ฆราวาสอโศกก็ไม่มี แม้สิกขมาตุก็ไม่มี ไม่มีเดรัจฉานวิชาเลย พระพุทธเจ้าท่านสร้างศาสนาของท่านเพื่อกอบกู้ช่วยเหลือมนุษยชาติ ตั้งแต่ท่านประกาศศาสนาด้วยศีลธรรมนูญ จนสืบสานมาถึงได้ 2500 กว่าปี ทุกวันนี้ผิดเพี้ยนไปแล้ว แต่เดี๋ยวนี้เต็มไปหมดด้วยเดรัจฉานวิชา กลายเป็นจารีตประเพณีของศาสนาพุทธประยุกต์ ปรุงแต่งเต็มไปหมด แม้ยุคของพระพุทธเจ้าก็ไม่มีพิธีกรรมพวกนี้ ที่สาธยายไปคือเพื่อให้สำนึกแก้ไขความผิดแล้วทำคืนเสีย จะได้เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ

590303_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อัศจรรย์ไปตามลำดับสัมมาทิฏฐิ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน