สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จุลศีลปฏิบัติเพื่อลดกิเลสตน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข18 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จุลศีลปฏิบัติเพื่อลดกิเลสตน พ่อครูว่า...จุลศีลเป็นศีลที่เอาไปปฏิบัติจะได้ประโยชน์แต่ละคน จุลศีล ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล? 1. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะวางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 2. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 3. เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกลเว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 4. เธอละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์มีถ้อยคำเป็นหลักฐานควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 5. เธอละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 6. เธอละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบกล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รักจับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ พอใจ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 7. เธอละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริงพูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ

อ่านต่อ

้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 8. เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม. 9. เธอฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล. 10. เธอเว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่กุศล. 11. เธอเว้นขาดจากการทัดทรงประดับ และตบแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอมและเครื่องประเทืองผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว. (พ่อครูว่า...แม้แต่ผู้หญิงของอโศกก็ไม่เห็นจะมาใช้เครื่องพวกนี้นะ) 12. เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่. 13. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน. (พ่อครูว่า...อย่างอาตมานี่เอาทองมาทำเข็มให้พวกคุณนะ) 14. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ. (พ่อครูว่า...คือสิ่งที่ดิบกินไม่ได้จริงๆนั่นหนึ่ง จะเป็นฆราวาสหรือนักบวชก็ตามถ้าดิบไม่รับ สอง คือดิบที่จะต้องนำมาต้มมาทำให้กินได้ ถ้าเป็นฆราวาสก็พอรับได้ แต่ถ้าเป็นสมณะก็รับไม่ได้ผิด ฆราวาสเอามาต้มได้แกงได้ ถือว่าไม่เป็นธัญญาหารดิบ คนไม่รู้เข้าใจเผินๆก็จะไม่รับแบบพาซื่อ) 15. เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ. (พ่อครูว่า...เนื้อดิบนั้น สำหรับฆราวาสชาวอโศกก็ไม่รับเช่นกัน เอาแต่พืช แต่พระนี่ไม่รับทั้งพืชและเนื้อ ไม่มีหม้อข้าวหม้อแกง สัญญายนิจจานิ เรายึดถืออันนี้เที่ยง ชาวอโศกนี้ไม่ว่าสมณะหรือฆราวาสไม่กินเนื้อ คำว่าดิบนี้สุดยอดคือไม่เอาเนื้อเอาแต่พืช) 16. เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี. 17. เธอเว้นขาดจากการรับทาสีและทาส. 18. เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ. (พ่อครูว่า...เอามากินนมเอาขนเราไม่เอา) 19. เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร. (พ่อครูว่า...เอามากินเนื้อมันเราไม่เอา) 20. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา. (พ่อครูว่า...เอามาใช้แรงงานเราไม่เอามากินแรงมันไม่เอา) 21. เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน. (พ่อครูว่า...นี่เห็นรับกันจังใส่ชื่อด้วย ตรงไหนที่มีทองคำก็ไปซื้อกัน ก็ธัมมชโยนี่แหละพูดตรงเลย) 22. เธอเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้. (พ่อครูว่า...ใช้ศัพท์คำว่ารับใช้นี้ผู้สูงส่งแล้วรับใช้ผู้อื่น แต่ไม่รับจ้าง ฑูตกรรมคือการติดต่อเชื่อมโยง ถ้าการเชื่อมโยงเพื่อธุรกิจการค้า ไม่ทำ แต่ถ้าส่งเสริมความรู้เกิดประโยชน์ เช่น เผยแพร่ธรรมะก็ต้องทำ แต่ถ้าฝากจดหมายรักอันนี้จะไปทำได้อย่างไร แต่ถ้าฝากตำรานี้ไปให้คนนั้นคนนี้ พระสมณะก็ทำได้ แต่ถ้ายิ่งเอาหนังสือธรรมะไปให้ก็ยิ่งต้องทำได้ การเป็นฑูตเชื่อมต่อ แล้วไม่ให้พระไปเป็นฑูตเผยแพร่ธรรมก็ผิดหมดสิ ถ้าไม่มีใครเผยแพร่ก็ไม่มีพุทธศาสนาในเมืองไทยหรอก) 23. เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย. (พ่อครูว่า...พวกเรานี่ทำได้ ถ้าเป็นฆราวาสทำค้าขายได้ แต่ว่ามีนัยซ้อนว่าต้องขาดทุน สมณะสิกขมาตุก็อย่าซื้อขาย แต่ที่จริงสิกขมาตุก็ยังซื้อขายได้ ไม่ได้มีวินัย แต่ภิกษุณีไม่ได้เลย เพราะภิกษุณีมีวินัยมากกว่าพระอีก มันซับซ้อนกลับไปกลับมา) 24. เธอเว้นขาดจากการโกงด้วยตราชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด. 25. เธอเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง. 26. เธอเว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และการกรรโชก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. จบจุลศีล. พ่อครูว่า...มีที่ไหนในสังคมศาสนาพุทธนอกจากอโศก พูดไปแล้วดูใหญ่ ก็จำเป็นต้องพูดความจริง จุลศีลคือศีลที่ปฏิบัติแล้วเจริญเฉพาะตัว เป็นผลลดกิเลสได้ ส่วนมัชฌิมศีลนั้นซ้อนละเอียดไปอีก ส่วนมหาศีลเป็นเรื่องเดรัจฉานวิชชาเลย พุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวในมหาจักรวาลที่ละเอียดถึงปลายสุด ไม่ว่าจะสสารหรือพลังงาน ไม่ว่าจะรูปกับนาม เป็นเทวธัมมา ธรรมะสองทั้งนั้น แล้วทำให้เป็นหนึ่งได้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ผู้ทำให้เป็นเอกบุรุษก็ไม่มีคู่ เป็นหนึ่งสูงสุดและปลอดภัยเด็ดขาด แต่ยังมีอีกคือ นปุงสกลิงค์ คือเป็นสูญ ในขณะไม่ตายก็ต้องพยายามทำอาการที่ว่างสุดสูงสุด แม้แต่ 1 ก็ไม่มี คนทำได้ก็ทำได้ คนทำไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่ถ้าไม่รู้ก็ทำไม่ได้ แม้รู้แล้วก็จะรู้ว่า 0 กับ 1 มันต่างกันอย่างนี้ คนทำได้ก็อาศัย 0 กับ 1 ถ้าคนทำ 1 ได้แล้วทำ 0 ไม่ได้ก็คือยังมี 1 ปลอดภัยแล้ว แต่ยังไม่ถึงที่สุดเท่านั้นเอง….จบ

590302_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปราบอัมพัฏฐมานพ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน