สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 ประการ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.15 KB
วันที่แก้ไข18 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 ประการ พ่อครูว่า...เดี๋ยวนี้ศึกษากัน จับความเป็นเทวดา ความเป็นมนุสโส ความเป็นสัตว์กันไม่ได้แล้ว ใน สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์ (อุปธิเวปักกา) 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล (ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย (เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) ต้องเรียนรู้อาการทางจิต กาย วาจา ใจ ก็มีอาการ จะมีผลหรือไม่มีผลก็สั่งสมเป็นวิบาก เกิดจากกรรม จะเป็นกรรมดีเป็นสุข หรือกรรมชั่วทุกข์ก็ตาม ถ้าเป็นอาริยบุคคล จะมีจิตในสภาพพีชนิยาม แต่ปัญญาจะเป็นอาริยะสูงส่งที่ไม่มีโทษภัยทำงานรับใช้มวลชนในโลก เราต้องรู้ว่าจะทำจิตให้เป็นพีชนิยามได้อย่างไร พลังพีชนิยามมีอยู่ในตัวเองเป็น self ไม่ทำโทษภัยแต่มีปัญญา จิตนิยามสามารถทำภัยโทษที่เป็นอวิชชาให้หมดไป ความเป็นสัตว์ทางจิต สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน แม้เทวดาก็เทวดาสมมุติ เสพสวรรค์เท็จ สั่งสมกิเลส ติดใจสวรรค์เท็จ งมงายแย่งชิงเป็นกรรมวิบากหนาขึ้นเรื่อยๆ

อ่านต่อ

หยุดเสียทีพอเสียทีเถิด มาเรียนรู้ความเป็นสัตว์มนุษย์หรือสัตว์เทวดา ถ้าเป็นมนุษย์จิตสูงมนุสโส สูงส่งแบบโลกียก็เป็นเทวดาเก๊เทวดาสมมุติ มาเรียนรู้ลดกิเลสให้ได้จะเป็นอุบัติเทพ ล้างกิเลสให้หมดก็จะเป็นวิสุทธิเทพเป็นพระพรหม เป็นพระเจ้า ศาสนาพุทธสอนความเป็นพระเจ้า ให้เข้าถึงความเป็นพระเจ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าอย่างแท้จริงพิสูจน์ได้ คือจิตวิญญาณบริสุทธิ์ที่เรียกว่า ตรีมูรติ ดังที่ถามมา ตรีมูรติ คือจิตที่เป็นวิสุทธิเทพ คือจิตมีพระบริสุทธิคุณ จิตมีพระปัญญาธิคุณ จิตมีเมตตาธิคุณ เป็นอัตภาพที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้แต่เป็นเราเป็นของเรา เกินกว่า self เข้าใจความเป็นเรา เป็นเขา เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จะรู้หมดเลยในอิตถีเพศ ปุริสเพศ และเราคืออัตภาพ รู้ i she he มาเรียนรู้นิสัย ให้เป็นวิสัยและอนุสัย ตามรู้อนุสัยที่เล็กละเอียด ตามรู้มาได้ อาศัยเรียนรู้อกุศลจิตให้ไม่มี คือสร้างนิสัย จนที่สุดเป็นวิสัย คือสูงสุด แต่ก่อนนี้วิเหมือนกัน แต่วิเลวสุดเลยคือวินาศ ไม่ใช่วิเศษ จึงสามารถทำให้จิตเราเป็นวิสังขาร เป็นการปรุงแต่งที่ไม่มีกิเลส สมบูรณ์ด้วยอภิภายตนะ ด้วยวิธีปฏิบัติที่มีอายตนะปฏิบัติสมบูรณ์แบบเป็นอภิธรรม ก็สามารถรู้จักความเป็นพฤติกรรมของสัตว์ จรณะของสัตว์โอปปาติกะ รู้กาย ที่พระพุทธเจ้าแยกเป็นสัตตาวาส 9 จนสูงสุด พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ อ่านเวทนาในเวทนาเคล้าเคลียอารมณ์จนปฏิบัติบริบูรณ์ 108 เป็นอาริยะสูงสุด ทำกิเลสได้สูญ สั่งสมความสูญ แข็งแรง เที่ยงแท้นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) อยู่เหนืออย่างรู้รูปนาม แต่ไม่มีกิเลสเข้า ไม่มีอุปาทาน ในการรู้องค์ประชุมกายหรือรูปนาม ก็ไม่มีอุปาทาน รูปก็ไม่มี หมดสิ้น รูปาทานักขันโธ เป็นรูปขันธ์ที่พ้นอุปาทาน เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณพ้นอุปาทานหมด พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าไม่มีผัสสะ วิญญาณไม่เกิด จะเกิดวิญญาณต้องมีผัสสะเป็นวิญญาณ 6 ในปฏิจจสมุปบาท ก็ให้เรียนรู้ สังขาร 3 วิญญาณ 6 ผัสสะ 6 เวทนา 6 อายตนะ 6 ตัณหา 6 อุปาทาน 4 ผู้เรียนรู้สังกัปปะ 7 ของจริงจึงรู้จักวจีสังขาร ซึ่งจะต้องดับก่อนเพื่อนเลยเมื่อจะทำนิโรธ จึงดับกายสังขารจิตสังขารต่อไป แล้วเวลาจะเกิด ต้องเกิดจิตสังขารก่อน แล้วจึงเป็นวจีสังขารเกิดทีหลัง ผู้ปฏิบัติจะรู้สังขาร ในปฏิจจสมุปบาท เมื่ออวิชชาจึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร เมื่อปรุงแต่งเลยเกิดวิญญาณ

590303_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อัศจรรย์ไปตามลำดับสัมมาทิฏฐิ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน