630808 หลักไตรลักษณ์ให้เบื่อหน่ายจิต.docx
เนื้อหาในไฟล์
630808 หลักไตรลักษณ์ให้เบื่อหน่ายจิต
คุณแยม : เราสามารถละหน่ายจางคลายร่างกายได้ง่าย เพราะว่าเราใช้เจโต แล้วถ้าใช้จิต เราจะทำยังไงจะละหน่ายจางคลาย ความไม่เที่ยงของจิตได้ สมณะแสนดิน : อันนี้ ในพระไตรปิฎกบอกอย่างเมื่อกี้ที่แยมถามว่าวิธีทำให้ เบื่อหน่ายจากจิต ต่อจากนั้นพระไตรปิฎกมีบอกว่า ภิกษุ เดี๋ยวค่อยให้พ่อท่านอธิบายต่อ ผมอ่านในพระไตรปิฎกก็ยังงงๆ มีอยู่ว่า ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับย่อมใส่ใจโดยแยบคายด้วยดีถึง ปฏิจจสมุปบาทธรรม วิธีการให้หน่ายคลายของจิตในร่างกาย และจิตที่ตถาคตกล่าวมานั้นว่า เพราะเหตุใด ดังนี้ถ้ามีสิ่งนี้ จึงมีสิ่งนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น สิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ถึงไม่มี พ่อครู : ก็ชัดเจนแล้วนี่ ก็พิจารณาชัดเจนในสภาวะ ที่เป็นปฏิจจสมุปบาท ว่าทุกอย่างมาแต่เหตุ เพราะคุณอวิชชา คุณไม่มีที่จะพิจารณาไป หรือว่าไม่มีที่เรียนตั้งแต่ต้นเลย คุณก็คือไม่เริ่มต้น แล้วเริ่มต้นที่ไหน เริ่มต้นที่สังขาร คุณต้องรู้กายสังขาร วจี มโนสังขาร แล้วก็ทำอภิสังขาร ของกาย วจี มโน นี่แหละ อภิสังขารก็จะเกิดจากวิญญาณ วิญญาณคุณจะเรียนได้ยังไง ก็ต้องเรียนนามรูป จะได้นามรูป คุณก็จะต้องมี มีผัสสะ แล้วถึงปฏิบัติ จริงๆแล้วผัสสะแล้วเสร็จ มันจะเกิดที่กระทำอย่างไร เวทนานั่นแหละอยู่ในสังขาร สู่แดนธรรม : มันก็เข้ากับที่ผมยกตัวอย่างนะครับพ่อท่าน กายกระสับกระส่ายเพราะอยากกินรสเค็มแล้วไม่ได้รสเค็ม คือมาจากสังขาร พ่อครู : ใช่ เวทนาเป็นตัวดิ้น ก็คือตัณหาที่อยู่ในเวทนานั่นแหละมันพาให้คุณดิ้นไปหมด สังขารของคุณก็ไม่ได้หยุดได้หย่อน เลอะเทอะไปหมด สมณะแสนดิน : เมื่อวานนี้คุยเรื่องวจีสังขาร มีจิตสังขาร กายสังขาร วจีสังขาร การที่เราจะ อย่างแป้งยกตัวอย่างเรื่องอาหาร เราต้องไปดับตรงไ
อ่านต่อ
หน สังขาร 3 นี้ฮะ พ่อครู : ดับที่ตัวเหตุ ตัวจิตพี่มันโง่ ที่มันอวิชชา ที่มันตัณหา ท่านก็บอกแล้ว ปฏิบัติตัวตัณหานี้ง่ายที่สุด ถ้าอุปทานมันก็ยากกว่า เพราะอุปทานเป็น Static ตัณหาเป็น Dynamic พอสัมผัสมันก็เคลื่อนให้เห็น นั่นแหละก็จัดการตัวนี้ จะดับตัณหา อุปทานมันก็ได้ ภพก็ดับ ชาติก็ดับทั้งนั้นแหละ สู่แดนธรรม : เอาคำว่าตัณหาตรงนี้ มาวิเคราะห์ต่อนะครับ ผมนึกได้สมัยหนึ่ง ตอนที่เรายังอยู่สันติอโศกด้วยกันนะครับท่านเดินดิน ตอนนั้นพวกเราตั้งชมรมพรหมจรรย์มรรค ก็จะมีวิธีดับตัณหา แต่ว่าให้ปฏิบัติข้างนอก คือวิธีการระงับสังขาร ท่านสมณะก็แนะนำว่าให้ทำจากข้างนอกไปเลย แล้วผมก็เอาคำนั้นคำเดียวไปทำ รู้สึกใช้ได้ดีมากเลยครับ คือพรหมจรรย์มรรค ท่านสอนว่า คือมีคนถามมาว่า เวลาเห็นผู้หญิงสวยๆ เนี่ยทำไมเราจึงต้องมองตามอยู่เรื่อยเลย เราก็มองตามชะเงื้อไปจนสุดลูกกะตา ท่านเดินดินหรือท่านลักขโณนี่แหละ สอนว่า ถ้างั้นก็ตัดด้วยเจโตเลยว่า ตัดใจเลยอย่ามองตาม ไม่มองซ้ำเป็นรอบที่ 2 ทุกคนใช้วิธีนี้ ทุกคนก็รายงานว่าโอ้โห ใช้แล้วดีมากเลย คือพยายามอ่านใจเลยว่า มันอยากมองตาม แต่สะกดไว้ว่าอย่ามองตาม พ่อครู :ไม่จริง มันเป็นการไม่มีปัจจุบันธรรม อันนั้นคุณมาปรุงที่สัญญาของคุณเท่านั้นเอง การปฏิบัติที่สัญญามันไม่มีปัจจุบันธรรม มันเป็นสัญญา มันไม่เป็นปัญญา มันไม่ใช่ของแท้ ของแท้ปัญญาต้องมีปัจจุบัน ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ สัมผัสอยู่ ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ สู่แดนธรรม : ยกตัวอย่างมาเพื่อจะตอบน้องแยม อย่างนี้ถือว่าตอบเข้าเป้าไหมครับ สมณะแสนดิน : ยังสมถะอยู่ พ่อท่านบอกเมื่อกี้ไง พ่อครู : ปฏิบัติอย่างไร ยกเดิมแท้มาพูดอย่างนั้น มันยังเป็นสมถะ อย่างที่อธิบายต่อแล้วไง สมณะแสนดิน : พ่อท่านอธิบายต่อถึงความหน่ายคลายด้วยวิปัสสนาหน่อยครับ พ่อครู : ความหน่ายคลาย ก็ต้องเห็นความจริงด้วยไตรลักษณ์ อันนี้แหละมันยาก มันไม่ใช่ไปสะกด มันจะต้องเกิดปัญญา ไตรลักษณ์ เกิดเห็นความจริงตรงนี้พูดยังไงยังไงก็เป็นลูกดื้อ เพราะมันก็ได้ยินมาจนหูแฉะแล้ว มันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ จริงๆมันก็ไม่มี ตัวตนอะไรจริงหรอก 3 คำนี้มันยิ่งใหญ่ที่สุดเลย เพราะว่า ปัญญาที่จะเกิดความเข้าใจ ความจะซาบซึ้ง ความจะเห็นจริง โอ้โหจริงๆ ทุกอย่างไม่เที่ยงเลยจริงๆ แล้วทุกอย่างเมื่อไม่เข้าใจ มันก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์คือสิ่งที่คุณไม่รู้จักจบ ทุกข์คือสิ่งที่คุณจะต้องแสวงหา ทุกข์คือจิตของคุณจะต้องดิ้นรน แส่หายังไม่พักยังไม่หยุด ยังไม่พอ ถ้าคุณรู้แล้ว ทุกอย่างมันไม่มีอะไรหรอก อนัตตา มันไม่มีตัวตนอะไร คุณหยุดแสวงหาเดี๋ยวนี้ คุณก็หมดทุกข์เดี๋ยวนี้ คุณก็จบเดี๋ยวนี้ อะไรที่ไม่เป็นปัจจุบัน ตาคุณกระทบรูปอันนี้ นี้ก็คือสิ่งนี้ สมณะแสนดิน : พอเห็นผู้หญิงสวยปุ๊บ พ่อครู : ก็คือสิ่งนี้ สวยทำไมเล่า เอาสวยไปเติมทำไมเล่า เห็นผู้หญิงก็คือ เห็นผู้หญิง เป็นผู้ชายก็คือผู้ชาย สมณะแสนดิน : แปลว่าสวยแปลว่ามันปรุงไปแล้ว มันชัดแล้ว พ่อครู : มันไม่ใช่ เห็นผู้หญิงสวย นั่นแหละซวย เห็นผู้หญิงก็คือผู้หญิงสิ มันเป็น 1 เดียว อย่าไปเป็น 2 เป็นหนึ่งเดียวตามความเป็นจริง
ถอดข้อความโดย อุทัย