630424_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมดสุขหมดทุกข์ได้เมืองไทยเป็นชมพูทวีป_.docx
เนื้อหาในไฟล์
630424_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมดสุขหมดทุกข์ได้เมืองไทยเป็นชมพูทวีป อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่... https://docs.google.com/document/d/14oDUsDx-d8qKzRehjs-X3-MjopBXbNacscvQ22joRok/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1ge1BzSWzNSQBRxFFnSbj0RXFJWdAWg_H ยูทูปที่ https://www.youtube.com/watch?v=b_j-3IH7VhM
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2563 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้จัดรายการแบบออนไลน์ ช่วงนี้ที่บ้านราชฯต้องออนไลน์รายการ เพราะว่าอากาศเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวเดี๋ยวฝนไม่แน่นอน เราจะถ่ายทอดสดข้างล่างเป็นไปได้ยากก็เลยทำออนไลน์กัน ตอนนี้ข่าวโควิดจากต่างประเทศเขาก็เรียกร้องประชาธิปไตยเรียกร้องอิสระเสรีภาพกันมากมาย คนเขาเลยบอกว่า ถ้าอยากได้ประชาธิปไตยอยากได้อิสระเสรีภาพก็ไปที่อเมริกากันก็จะได้อิสระเสรีภาพสุดท้ายก็ได้มรณภาพ พ่อครูว่า…ก่อนอื่นขอเวลาโอภาปราศรัยกับ SMS
_บอมบ์ นักรบ….กราบนมัสการพ่อท่านและสมณะครับ เหตุใดนักบวช,พระสงฆ์ไทย ส่วนมากจึงยังบริโภคเนื้อสัตว์ ทั้งๆที่ นักบวชชาวต่างชาติ เช่นฝ่ายมหายาน เป็นต้น ส่วนมากเขาเข้าใจชัดเจนแล้วว่า การเป็นนักบวชไม่ควรบริโภคเนื้อสัตว์อยู่แล้ว มีโอกาสได้สนทนากับนักบวช ชาวเกาหลีใต้ เขาก็บอกว่า การเป็นนักบวชไม่บริโภคเนื้อสัตว์อยู่แล้วเป็นเรื่องธรรมดาของนักบวช หรืออาจจะเป็นเพราะว่า ที่ไทยส่วนมาก เข้าใจในพระไตรปิฏกกันว่า(มีความเข้าใจกันผิด ตีความกันผิดๆ)ว่าเนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ควรบริโภคแก่นักบวชแล้วสมัยพุทธกาล มีไหมครับ? ที่นักบวชบริโภคเนื้อสัตว์ หรือว่าในยุคพระพุทธเจ้า (อินเดีย) สมัยนั้น เขาไม่กินเนื้อสัตว์กันโดยปกติอยุ่แล้วครับ.พ่อท่านช่วยอธิบายเพื่มเติมตามความเหมาะสม
อ่านต่อ
ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า…พูดมายาวและหลายครั้งเยอะแยะเรื่องนี้ ก็ขอสรุปสั้นๆว่า ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้านั้นพระพุทธเจ้าเองไม่เคยบริโภคเนื้อสัตว์เลยทั้งในขณะเป็นพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะท่านเป็นพราหมณ์ชั้นสูง จนกระทั่งมาบวช จนตลอดพระชนม์ชีพไม่ได้เคยบริโภคเนื้อสัตว์เลย มีแต่คนหาเรื่องมีแต่คนกล่าวตู่ ประเด็นหลักที่เคยยกตัวอย่างให้ฟัง ประเด็นเดียวนี้ ถ้าเข้าใจยังมีปฏิภาณปัญญาไหวพริบจะเห็นชัดเจนเลยว่า มันยืนยันว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ก็คือประเด็นว่า มีคราวหนึ่งพยายามดิสเครดิตพระพุทธเจ้า ไปตะโกนบอกว่าเจ้าข้าเอ๋ยพระสมณโคดมฉันเนื้อสัตว์แล้ว ทั้งๆที่เนื้อนี้ไม่บริสุทธิ์ด้วยส่วน 3 ก็ตะโกนโหวกเหวกบอกชาวบ้านชาวช่อง พระสมณโคดมบริโภคเนื้อสัตว์แล้ว สมมุติถ้าเผื่อว่าพระพุทธเจ้าท่านบริโภคเนื้อสัตว์อยู่เป็นปกติ เมื่อพระพุทธเจ้าบริโภคเนื้อสัตว์เป็นปกติแล้ว อเจลกะไปตะโกนโหวกเหวกก็จะเป็นการดิสเครดิตพระพุทธเจ้าใช่ไหม เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าบริโภคเนื้อสัตว์เป็นปกติพวกชาวบ้านก็จะบอกว่า เจ้าข้าเอ๊ย ไปตะโกนทำไมว่าพระพุทธเจ้าบริโภคเนื้อสัตว์ แต่เพราะนี่พระพุทธเจ้าไม่ได้บริโภคเนื้อสัตว์ใช่ไหม อเจลกะจึงไปตะโกนบอกชาวบ้านว่าเจ้าข้าเอ๋ยพระสมณโคดมบริโภคเนื้อสัตว์แล้ว
_พระตำนานไท...กราบขอให้พ่อท่านอธิบายการปฏิบัติแบบ อาฬารดาบส+อุทกดาบส เปรียบเทียบ กับการปฏิบัติแบบหลวงตามหาบัว+หลวงปู่มั่น ว่าเหมือนกันต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า…การนั่งหลับตาสะกดจิต อาฬารดาบส+อุทกดาบส เปรียบเทียบ กับการปฏิบัติแบบหลวงตามหาบัว+หลวงปู่มั่น นั้นเหมือนกัน เป็นฌานหลับตา อาฬารดาบสได้ฌาน 7 อุทกดาบสได้ฌาน 8 อรูปฌานเหมือนกันชื่อว่าอรูปฌานเหมือนกันแต่กายต่างกันสัญญาต่างกัน แต่อาฬารดาบส+อุทกดาบสไม่ทำบาปมากเหมือนอย่างมหาบัว เพราะหลอกคนมากกว่า ทำการเรี่ยไรได้ทองคำเข้าคงคลังประเทศถึงได้คะแนนเสียงมากแต่เป็นการทำทุจริตกรรมในความหมายของปรมัตถธรรม การปฏิบัติธรรม อันนี้แหละคนไม่ได้เข้าใจง่ายๆ แต่ผู้ที่ฟังด้วยดีฟังด้วยปัญญา สุสสูสังละภะเตปัญญัง ฟังด้วยดีจะชัดเจนด้วยปัญญาว่ามหาบัวมีนัยยะอย่างนี้ อาตมาจึงชี้ข้อผิดข้อหลอกลวงข้อสั้นพรางอะไรของมหาบัวให้รู้ทัน ไม่ใช่ว่าเป็นการถล่มหรือเจตนาจะทำร้ายมหาบัว แต่ให้คนได้รู้ทัน และผู้ที่คนไปหลงใหลจะได้ไม่ไปเพิ่มวิธีการทุจริตอย่างนี้ต่อไปอีก นี่คือเจตนารมณ์ของอาตมา
_จากอาสาสมัคร 0 บาท…. ในช่วงการระบาดของไวรัส Covid 19 ในประเทศสหรัฐที่มีข่าวออกมาตามสื่อต่างๆ ในหลายรัฐที่มีการออกมาประท้วงของประชาชน ต่อต้านการล็อคดาว ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนและมีประชาชนที่เคร่งศาสนาออกมาประท้วงเช่นกันเนื่องจากรัฐงดไม่ให้ประชาชนไปโบสถ์โดยมาตรการ Social Distancing โดยเขาเหล่านั้นอ้างว่า "การสั่งไม่ให้พวกเขาไปโบสถ์เป็นการพรากความศรัทธาในพระเจ้าไปจากเขาพวกเขา" พวกเขาทนไม่ได้ในการถูกรอนสิทธิเสรีภาพในความเชื่อของศาสนาคำถามคือ ความศรัทธาแท้จริงคืออะไร ผู้อื่นสามารถพรากความศรัทธาไปได้หรือคะ พ่อครูว่า…ความศรัทธาที่ไม่มีองค์ประกอบและเรื่องของเหตุปัจจัยต่างๆในปัจจุบันธรรมที่มีทั้งภายนอกทั้งภายใน ที่เป็นองค์รวมกระบวนการของแนวคิดที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบทั้งเหตุปัจจัยภายนอกภายในองค์รวม แล้วรวมกันประเมินประมาณตัดสิน ด้วยสัปปุริสธรรม 7 ประการ คนเรานี้ไม่มีความรู้ในสัปปุริสธรรม 7 ประการนี้เลย เพราะฉะนั้นเขาจะมีหลักฐานเหตุผลต่างๆนานาเข้ามาสรุปรวม สัปปุริสธรรม 7 ประการคงไม่ไล่รายละเอียด เมื่อไม่ศึกษาและไม่มีองค์ความรู้ที่เพียบพร้อม ก็ได้แต่ศรัทธาอย่างเดียวไป ปักดิ่งสายเทวนิยมก็จะเชื่อเฉพาะที่ศาสดาสอนไว้ อย่าว่าแต่จะมีสัปปุริสธรรม 7 ประการเลย มหาปเทส 4 ยิ่งเป็นปัจจุบันและลึกซึ้งกว่าสัปปุริสธรรม 7 ประการ เขาจะไม่มีความรู้เลยเขาก็จึงเป็นอย่างที่เขาเป็นไม่มีปัญหาอะไร
_ญาติธรรมจากเยอรมัน กลอยใจ ราชสำเภา..ปัญหาคือพ่อของเด็กหญิงอิสเบล เขาได้ฟ้องศาลจะขอสิทธิ์ ดูแลลูกเพียงฝ่ายเดียว เเต่ตามกฎหมาย พ่อกับแม่ได้สิทธิ์ครอบครองลูก กันคนละครึ่งอยู่แล้ว เหมียวอยากดูแลลูกคนละครึ่งอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องแยกบ้านกันอยู่ ไม่อยากสูญเสียลูกแน่นอน แต่ขอความเมตตาจากพ่อท่าน ถามว่า เหมียวจะต้องต่อสู้กับทางศาลให้ถึงที่สุด เพื่อที่จะได้ลูกมา หรือว่า ให้ลูกเขาไปเถอะไม่ต้องสู้ให้เหนื่อย แล้วก็กลับไปอยู่วัดที่บ้านราชคะ ถามพ่อท่านต่อว่า คือยังไม่เข้าใจชัดว่า จิตวิญญาณของแม่ถ้าทิ้ง ลูกให้พ่อดูแลแต่ฝ่ายเดียวนี้ มันผิดบาปมากไหมคะ พ่อครูว่า…อาตมาก็ขอพูดตามความเห็นของอาตมาจริงๆว่า คุณมีน้ำหนักที่จะอยู่ทางโลก หรือคุณมีน้ำหนักที่จะอยู่ทางธรรมะ ถ้าหากมีน้ำหนักจะอยู่ทางโลกก็ต้องต่อสู้กันไปทางศาลตามที่คุณคิด ศาลจะตัดสินอย่างไรก็ไปทางโลก อาตมาไม่บังอาจจะไปพยากรณ์ได้ ก็จะเป็นเรื่องยุ่งยากอะไรต่างๆต่อไปอีก แต่ถ้าคุณมีน้ำหนักทางธรรมะแล้วให้ไปเถอะ เขาก็เป็นลูกของเขา เขาเป็นลูกแท้ๆไม่ใช่ลูกเลี้ยงใช่ไหม เขาเป็นพ่อแท้ๆก็ให้ลูกเขาไปแล้วคุณก็มาทางธรรมะสบายๆไม่ต้องเป็นห่วง เพราะรายละเอียดของกรรมวิบากมันมีเยอะ แม้แต่กรรมวิบากของลูกของพ่อของคุณอีก เพราะฉะนั้นอันนี้ถือว่าได้คุณได้ปล่อยวางลงจากทางโน้น ถ้ามันจะมีเหตุการณ์ไม่ดีงามขึ้นมาคุณก็ค่อยยื่นมือเข้าไปอีกทีก็ได้ ดีไม่ดีเราอาจจะคิดผิดก็ได้ เราคนเดียวอาจจะเลี้ยงลูกดีสู้เขาไม่ได้ก็เป็นได้ อ่อนน้อมถ่อมตนไว้
_พระโย โพธิธรรม : ขออนุโมทนา ด้วยครับ สักกะ เป็นใหญ่ในตน ชัดเจนครับ _สวนบุญ โคตรบุญอารยะ : อยู่ศรีราชาภาพและเสียงชัดเจนกราบนมัสการค่ะ _Nimarat นิมารัตน์: พ่อครูเรื่องธรรมท่านนะคือที่หนึ่ง แต่เรื่องสังคมข่าวสารต้องมีข้อมูลที่เป็นจริงที่ถูกต้องก่อนถึงจะพูดออกไป ลูกศิษย์เสริฟอะไรให้พ่อท่านต้องวิเคราะห์ก่อนค่อยพูดออกไป พ่อครูว่า…ขอยอมรับว่าอาตมาไม่เก่งทางสังคมที่เดียว คุณเห็นว่าไม่เหมาะควรอย่างไรบอกต้องอย่างไรก็บอกมาได้ ติงมาได้ คุณเห็นว่าไม่รอบถ้วน อันไหนที่อาตมาเห็นว่ารอบถ้วนดีก็จะแสดงออกไป
_supunnee สุพรรณี : มีตุ่มน้ำฝนบริจาค ...รับไหมคะ พ่อครูว่า…ไม่มีรายละเอียดมาควรมีรายละเอียดมากกว่านี้หน่อย
SMS วันที่ 20 เม.ย. 2563 ( สำมะปี๋ซี๋วิต : พ่อครู) _พรสิทธิ์ เจียรวรรณศิลป์ : กราบนมัสการพ่อครูครับ รบกวนช่วยคลายความสงสัยในทฤษฎีกับสภาวะให้ด้วยครับ ขออภัยคำถามยาวหน่อยนะครับ มี 5 ข้อ เกี่ยวเนื่องกัน 1) เมื่อจับตัณหาได้แล้ว(ในขณะที่มันกำลังเกิดอยู่เลย) ต้องทำอย่างไรครับ? 2) วิธีลดกิเลส หรือวิธีลดตัณหาในข้อ 1 คือ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าจะบอกว่า สรุปรวมได้ที่วิธีนี้ วิธีเดียว ถูกต้องหรือไม่ครับ? 3) ส่วนคำอธิบายที่ว่า ต้องเห็นอาการของกิเลสแล้วลดละด้วยปัญญา (ไม่ใช่การกดข่ม) อาจกล่าวได้ว่าเป็นการอธิบายเสริมของวิธีดังกล่าวข้างต้น ใช่หรือไม่ครับ 4) การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อาจกล่าวอีกลักษณะว่า คือ การเห็นรูป-นามของกิเลส (กายกลิ) ก็ได้ ใช่ไหมครับ?
สื่อธรรมะพ่อครู(สมถะ วิปัสสนา) ตอน จัดการกิเลสด้วยอนุปัสสี 4
5) ที่ว่า กิเลส เป็นกายกลิ (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) ซึ่งกายต้องประกอบด้วยรูปและนาม ถ้าจะบอกว่า “นามของกิเลส”ในที่นี้ ก็คือ สภาวะรู้ของจิตเรา ที่ไปจับอาการตัณหาได้หรืออธิบายอีกลักษณะว่า เนื่องจากธาตุรู้ (หรือก็คือ จิตแท้ที่เทียบเป็นตัว i ใน i s h หรืออิช) จริงๆ แล้วธาตุรู้ รับรู้ได้ทีละสภาวะ ดังนั้น ขณะที่เราจับอาการตัณหาได้ ขณะนั้นก็คือ i ของเรานี่แหละ ที่ไปรับรู้อาการตัณหาของกิเลสซึ่ง “อาการตัณหา” นั้น ก็คือ “รูป” เทียบบัญญัติกับสภาวะแบบนี้ ถูกต้องหรือไม่ครับ? พ่อครูว่า…รูป คำนี้แม้เป็นกิเลสที่ถูกรู้ แต่กิเลสมันก็ไม่ใช่วัตถุ กิเลสเป็นนาม กิเลสเป็นจิต แต่ตอนนี้มันอยู่ในฐานะที่ถูกก็รู้ กิเลสมันถูกรู้ก็เลยเรียกมันว่า รูป ตรวจถ้ารู้หรือว่าตัวปัญญาหรือสัญญาของคุณอย่างวิเศษเข้าไปกำหนดอ่านตัวนี้รู้ อ่านตัวกิเลสนี้ได้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกกิเลสตัวนี้ว่ารูป แล้วธาตุรู้สัญญาปัญญาที่ไปกำหนดอยู่ในปัจจุบันและคุณก็อ่านมันได้ ตัวนี้จึงเป็นรูปไปเรียกโดยบัญญัติว่าเป็นรูป นี่แหละคือสภาพสิริมหามายาที่กลับไปกลับมา ด้วยภาษาพูดได้ว่าประเดี๋ยวก็รูปประเดี๋ยวก็นาม แล้วก็เป็นตัวของตัวเองคนเดียว ต้องกำหนดชัดเจนเมื่อใดเราจะกำหนดรู้ ส่วนที่ถูกรู้ อันไหนคืออาการรู้ อันไหนคืออาการกิเลส ฝึกไปเรื่อยๆแล้วคุณก็จะเข้าใจ คุณพูดมานี้คุณก็จับตัณหาจับกิเลสได้อยู่ ข้อที่ 2 การเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา วิธีนี้วิธีเดียวถูกต้องไหม ถูกต้อง คือการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือเห็นอย่างไร กิเลสของคุณนี้คุณเห็นแล้วคุณจับมันได้แล้ว กิเลสตัณหาตัวนี้ ที่คุณจับได้ในขณะปัจจุบันที่คุณสัมผัสอยู่กิเลสนั้นเกิดอยู่ แม้แต่ในขณะปัจจุบันมันเที่ยงไหม คุณเห็นอาการมันเที่ยงไหม มันผ่านไปนาทีนึง หรือมันผ่านไป 2 วินาที 5 วินาที ผ่านไปเป็นชั่วโมง กิเลสมันอาจจะแรงขึ้นกว่าเก่าก็ได้ ในฐานะที่คุณอาจจะฝึกฝนสู้กิเลสไม่ได้ คุณก็ยังสัมผัสกิเลสที่มันยั่วคุณ กิเลสคุณหนาขึ้น มันก็คือความไม่เที่ยง แต่ความไม่เที่ยงนั้นเป็นโลกีย์ กำลังถูกกิเลสนั้นกดหัวเอา แต่ถ้าคุณรู้เท่าทันกิเลสนั้นแล้วแล้วเห็นกิเลสนี้ ภูมิปัญญาของคุณมีฤทธิ์มีอำนาจ ญาณทัศนะของคุณมีอำนาจ มันก็จะทำให้กิเลสนี้จางลงเบาลง คุณก็อ่านอาการเบาอาการจางคลายนี้ วิราคานุปัสสี ก็เห็นมันไม่เที่ยง อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี ดีไม่ดีอำนาจปัญญาคุณสูงขึ้นจนเห็นว่ามันจางคลายจนมันดับไปเลย อำนาจพลังงานปัญญาคุณมีฤทธิ์แรงมาก เมื่อเห็นรู้ทันมันก็ดับเลยเรียกว่านิโรธานุปัสสี นี่แหละทำอย่างนี้ถูกต้องคนก็ทำทวนทำซ้ำ ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำอย่างนี้แหละเป็นการรักษาผล อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง นี่แหละคือกิเลสตัวเหตุแห่งทุกข์จนมันไม่มีตัวตนให้คุณเห็นอีก
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน...เมื่อกี้นี้เขาท้วงเรื่องการตรวจสอบข่าวก่อนที่จะพูดออกไป ทุกวันนี้มีเรื่องของเฟกนิวส์มาก พ่อครูว่า..อันนี้ดีก็ช่วยกันหน่อยก็เรื่องที่ผิดพลาดเรื่องที่ไม่ตรง พวกที่หาเรื่อง พวกนี้เป็นคนโรคจิต คนสร้างเรื่องขึ้นมา หลอกสังคม เพราะว่า Social Media มันสนุก มันเป็นการเล่นชนิดหนึ่งเขาได้ทำมันก็สนุก คนหลงตามสิ่งที่ตัวเองคิดมันก็ดีใจ เป็นโรคจิตชนิดหนึ่งคนพวกนี้มันมีอยู่จริง แล้วจะมีเยอะอยู่นะ พวกนี้ไม่มีอะไรจะทำมั้ง เหมือนกับพวกที่หาอบายมุขไปเสพ สร้างเรื่องพวกนี้ให้สนุกสะใจตัวเอง เป็นธรรมดาของคนมีปัญหาข้อที่จะสนุกสนานของเขาเอง เป็นวิธีการหนึ่งที่เขาทำ ก็ห้ามไม่ได้หรอกคนโรคจิตพวกนี้มันก็ต้องเป็นบ้าง เราก็พยายามตรวจสอบอย่างที่ว่า พ่อครูว่า..เรื่องที่เป็นส่วนตัวบางทีเอาเรื่องจริงๆมาพูดนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นสาระแท้บางคนอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวทำไมเอามาพูด มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่คุณอาจจะเจอเข้าสาระก็ได้ เรื่องวิบากกรรมเป็นเรื่องประมาทไม่ได้
_ธารร่มธรรม ทำร่มทาน : กราบนมัสการพ่อครูค่ะ ชื่อ "ธารร่มธรรม"เป็นชื่อที่ไปขอจากพ่อครู ตั้งให้เมื่อครั้งไปร่วมกิจกรรมวันแม่ที่บ้านราชปี 2560 ค่ะ (ตอนนั้นลูกชายเรียนอยู่ ม.2) ส่วนคำว่า "ทำร่มทาน" เพื่อนและญาติธรรมที่สนิทกันเป็นผู้ตั้งให้ ...เขาบอกว่าเราชอบแจกของกินเจ้าค่ะ ปีนี้นักเรียนสัมมาสิกขาปิดเทอมนานหลายเดือนเป็นประวัติศาสตร์ ในวันที่พ่อครูประกาศปิดบ้านราชวันแรกก็ได้ไปรับลูกชายกลับบ้านมาให้ตากับยายได้เจอหลานชายบ้าง แต่ก็ต้องเว้นระยะห่างกันเพื่อความปลอดภัยของทุกคนค่ะ ...อยากกราบเรียนพ่อครูให้ทราบว่าเมล็ดพันธุ์แห่งต้นอโศกที่พ่อครูได้ปลูกฝังไปในเซลของลูก ๆ สัมมาสิกขาได้ออกผลผลิตสู่สังคมข้างนอก คือเด็กข้างนอกในวัยเดียวกันทำงาน กับลูกชายซึ่งกินมังสวิรัติจะแข็งแรงมีทักษะดีกว่าเด็กทั่วไป ทำให้ญาติ ๆที่เคยกล่าวหาว่าส่งลูกไปกินแต่ผักแต่หญ้าเป็นลิงเป็นค่างขาดสารอาหาร แถุมลูกยังใช้ภาษาธรรม ทำงานต้องมีอิทธิบาทสี่ ทำให้ญาติพี่น้องบางคนอยากไปรู้จักวิถีชาวอโศกค่ะ
สื่อธรรมะพ่อครู(โลกุตระ) ตอน ลดความยึดชั่วยึดดีได้ก็ลดอัตตาได้ _จากลูกศีรษะอโศก กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพบูชายิ่ง ไหนๆ บุญนิยม TV จะปิดลูกขอเขียนมาอีกนิดค่ะ เวลาหงุดหงิดพอได้เห็นน้องรุณ พิธีกรบุญนิยมทีวี แล้วเหมือนมีน้ำเย็นมาฉโลมจิตใจให้คลายลง น้องรุณมีบุคลิกที่เย็นและงดงาม มีแววตาที่ซื่อใสและน้ำเสียงที่เย็น ส่วนคุณอิ๊ด ในน้ำคำ เขามีบุคลิกที่เข้มทั้งน้ำเสียงและแววตา (ร้อนนิดๆ) ลูกชอบดูรายการของท่านสมณะทุกรูปที่ย่อยธรรมะจากพ่อท่าน ทำให้เข้าใจและเห็นรูปธรรมมากขึ้น และชอบดูฆราวาสพูดสภาวะของตัวเอง ทำให้ชัดในภาษาสภาวะมากขึ้น ลูกมีความรู้สึกว่าพิธีกรของอโศกทุกท่าน มีความเป็นธรรมชาติมากทั้งรูปธรรม และนามธรรม (จากใจ) กราบขอคำชี้แนะจากพ่อท่านด้วยค่ะ กราบของพระคุณอย่างสูงยิ่ง พ่อครูว่า.. ขอบคุณที่ให้ข้อมูลมา ที่คุณเก็บเอารายละเอียดต่างๆจากบุคคล ก็ทำให้คนอื่นเขาเข้าใจและก็เกิดปฏิภาณปัญญารู้ว่าบุคลิกอย่างรุณกับในน้ำคำมีความแตกต่างกันอยู่ ก็มีข้อเด่นข้อด้อยมีข้อเปรียบเทียบในแต่ละมุม เช่นข้อด้อยของพระเทวทัต ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความเด่นในข้อด้อยนั้นเลย เช่นถ้าเราไม่เห็นความชั่วของพระเทวทัตแล้วเราจะไปเห็นความเด่นของพระพุทธเจ้าได้หรือ ไม่ต้องเข้าใจในมิติเรื่องมุมมอง นัยยะต่างๆที่ละเอียดลึกซึ้งพวกนี้ จะเป็นข้อด้อยข้อเด่นความชั่วความดีในโลกนั้นมันเป็นสมมติสัจจะ ที่คนเคยเป็นเคยมีมา ทุกคนเคยชั่วมา และก็มาเปลี่ยนแปลงเป็นดีมาได้ ดีไม่ดีเราอาจจะชั่วอย่างพระเทวทัตก็ได้แต่เราไม่รู้ แต่ถ้าผู้ใดชั่วอย่างพระเทวทัตก็คงใช้เวลานานกว่าจะมาถึงวาระนี้ทิ้งความชั่วนั้นมาอยู่อย่างนี้คงอีกหลายล้านปี เราไม่รู้เมื่อไม่รู้ก็แล้วไป แต่วิเคราะห์ให้ฟังมันจะเป็นไปได้ เราอย่าไปพูดชั่วดีโดยไม่เห็นคุณค่าของความชั่วเลยความชั่วความดีก็เป็นประโยชน์แก่กันและกันที่เราจะใช้ศึกษา เสร็จแล้วตรงนี้ขอให้ฟังดีๆ ชั่วดีเราอย่าไปยึดมั่นถือมั่น ในชั่วและดี แต่ในชั่วและดีเราควรจะทิ้งความชั่วให้เด็ดขาดแล้วทำแต่ดี แต่ในความชั่วและดีนั้น ที่บอกว่าทิ้งความชั่วให้เด็ดขาดนั้นความชั่วความดีไม่ได้เที่ยง สมมุติไม่ได้เที่ยง ในยุคนี้อาจจะดีในยุคต่อไปอาจจะชั่วมันก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปยึดมั่นถือมั่นในความชั่วความดี แล้วแต่เหตุปัจจัยองค์ประกอบที่เขายกว่าเป็นความชั่วหรือความดีในความเป็นสังคม เพราะความดีความชั่วเป็นสมมติสัจจะ มันไม่ใช่ปรมัตถสัจจะไม่ใช่ความสุขความทุกข์ ฟังดีๆ ความชั่วความดีเป็นโลกียะ ความสุขความทุกข์นี้เป็นโลกุตระ ต่างกันมากเลย ผู้ใดปฏิบัติแค่ดีชั่วไม่เข้าใจสุขทุกข์เมื่อเรียนรู้สุขทุกข์ไม่ละทิ้งความสุขความทุกข์ ต้องละทิ้งทั้งความสุขความทุกข์จนหมดความสุขความทุกข์ แต่ความดีความชั่วนี้ไม่นะ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณต้องมีความดีอยู่ตลอด พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่าเราไม่สันโดษในกุศล กุศลนี่คือความดี กุศลอกุศลคือความดีความชั่ว ส่วนความสุขความทุกข์ เป็นเรื่องของโลกุตระ ตรงนี้ประเด็นนี้ต้องแยกแยะให้ได้ ศาสนาเทวนิยมไม่รู้จักความสุขความทุกข์ไม่รู้จักโลกุตระ เป็นสุขนิยม ศาสนาเทวนิยมทุกศาสนาเป็นสุขนิยมทั้งนั้น เขาจะยึดความสุขเป็นนิรันดร และก็แยกแยะความสุขความทุกข์ไม่ได้ไม่เป็น ประเด็นนี้แหละจะได้เรียนรู้ ได้แตกแขนงแตกความรู้ไปอีกเรื่องความสุขความทุกข์นี้ พวกเรานี้พยายามทำความเข้าใจให้ดีๆ แล้วก็จะได้ช่วยกันขยายผลของโลกุตระนี้ ผู้ที่ลดความติดในความสุขความทุกข์ ลดอัตตาลดโลกธรรม ลดต่อไปได้จริง ก็มันคือเป้าสำคัญ ต้องทำตัวเหตุแห่งการติดยึดในความสุขความทุกข์ ความสุขที่อยาก ความทุกข์ที่อยาก ลดได้ ก็เป็นความสุขความทุกข์ที่ปานกลาง ลดได้อีกก็เหลือน้อยลงเป็นรูปเป็นอรูปอย่างนี้เป็นต้น เราก็อยู่กับสังคมอยู่กับโลก ใครมีอัตตาอย่างไร เมื่อเราลดอัตตาได้เราก็จะรู้ว่าแต่ก่อนเราเคยเป็น เพราะฉะนั้นเราจะไม่สงสัยอะไร เราก็จะช่วยเขาได้ ผู้ใดมีปฏิภาณดีรู้ว่าอย่างนี้เราเป็นมันหนัก เราแก้อย่างนี้ก็จะช่วยเขาได้ บางทีเราไม่เป็น นี่คือคนที่ผัสสะจะรู้เราเคยเป็นอย่างนี้ไม่เคยเป็นอย่างนี้ ความชั่วอย่างนี้เขาก็เป็นกันได้ เราไม่เคยเป็นขนาดนี้ นี่ก็คือการรอบรู้ ความเป็นโรคของผู้อื่น ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องไปเป็นทุกอย่างตามที่เขาเป็นอย่างเขา เป็นเราก็รู้ เราก็ได้เพิ่มความรู้นี้ ไม่ควรจะเป็นซ้ำๆหรือเป็นคล้ายกันกับคนนั้นคนนี้อีกหลายเยอะแยะเราก็จะช่วยก็ได้
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำอย่างไรหากมีเพื่อนตกภพ เพ่งโทษ _SMS วันที่ 21-22 เม.ย. 2563 5562จาก : เพชรธารา กราบนมัสการถามพ่อครู มีเพื่อนคนนึงอยู่ที่วัด มักตกภพ เพ่งโทษ ถือสาพยาบาท ต่อผู้ปฏิบัติธรรมแรงกล้า และชอบพูดให้คนเกลียดกัน. ได้บอกเตือนเขาเพราะห่วงว่าจะได้รับวิบากร้าย เขาตาขุ่นเสียงเขียวกลับมาว่า สิ่งที่เขาคิดถูกต้องเขาไม่กลัววิบากอะไรทั้งนั้น พฤติกรรมเช่นนี้เขาจะมีวิบากอย่างไร พ่อครูว่า..เขาก็จะได้ศัตรู คุณก็อธิบายขยายความตามภูมิรู้ ว่าเขามักจะตกภพ เขามักจะเพ่งโทษ เขามักจะถือสาพยาบาทต่อผู้ปฏิบัติธรรม อย่างแรงกล้าด้วย ชอบพูดให้คนเกลียดกัน แล้วนับเป็นที่ 5 ก็บอกว่าได้เตือนได้บอกเขาแล้วเขาก็ตาขุ่นเสียงเขียวกลับมาเลย สิ่งที่เขาคิดถูกเขาไม่กลัววิบากอะไรทั้งนั้น เขายึดถือว่าเขาถูก เขาไม่กลัววิบากอะไรทั้งนั้น คนนี้หลงตัวเองหนัก 1.สมมุติว่ามันถูกก็แล้วไปเถิดเขาก็ดีไปรอดตัวไป แต่ถ้ามันไม่ถูกเขาแสดงความยึดมั่นถือมั่นว่ามันถูก 2. แสดงออกเต็มที่ เต็มแรงของเขาเลย เพราะฉะนั้นน้ำหนักของความแรงมันเป็นวิบาก เป็นวิบากที่ร้ายที่มีค่าวิบากเยอะอยู่เหมือนกัน คุณถามเรื่องวิบากกรรมเป็นอจินไตยนะ อันนี้อาตมาตอบไม่ได้ว่าจะมีวิบากอย่างไร ตอบได้ตามรายละเอียดที่คุณได้คบหากันเขาเป็นคนตกภพเป็นคนที่เพ่งโทษถือสาพยาบาทชอบพูดให้คนเกลียดกัน ถ้าเป็นอย่างที่คุณพูดมาคนนี้ใช้ไม่ได้ แม้จะเตือนจะบอกแล้วเขาก็ตาขุ่นเสียงเขียว คนนี้ถ้าพูดแล้วคุณก็ห่างๆไปดีกว่า ถ้าคุณพูดมาถูกต้อง ถ้าคุณเชื่อว่าคุณมองเขาไม่ผิดเขามักจะตกภพเป็นคนเพ่งโทษถือสาพยาบาทต่อผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแรงกล้าชอบพูดให้คนเกลียดกัน เตือนเท่าไหร่ก็มีแต่ตาขุ่นเสียงเขียว ถ้าคุณมีข้อสังเกตคุณอ่านเขาอย่างนี้ขนาดนี้แล้ว อาตมาว่าปล่อยเขาไปปล่อยเขาไปเถิด อย่าไปตอแยอะไรกับเขามากเลย เพราะว่าเขายึดมั่นถือมั่นอัตตามานะของเขาแรงมาก พูดอย่างนี้ทำให้อาตมานึกถึงมหาบัว ถ้าหากมหาบัวจะได้ยินอาตมาในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่หรือเดี๋ยวนี้สมมุติว่าเดี๋ยวนี้ มหาบัวจะมีชีวิตได้ยินอาตมา ตำหนิ ท้วง ถ้ามหาบัวจะมีลักษณะของ มหาบัว อาตมาว่าน่าจะเป็นคนที่ตอบโต้คนอย่างคนคนนี้ เท่าที่อาตมาประเมิน เพราะว่ามหาบัวมีอัตตามานะ อติมานะสูง ยึดตัวเองสูง ไม่กลัวอะไรอย่างนี้ จะว่าไปก็เป็นวิบากของมหาบัว วิบากอันนี้จะต้องทำให้มหาบัวจมอยู่ในทางร้าย อาตมาไม่อยากบอกว่าคำว่านรก จะจมไปในวิบากร้ายอีกหลายกัป นี่เป็นการอธิบายด้วยความเมตตาด้วยวิชาการ ลูกศิษย์มหาบัวก็อย่ามาหาว่าถล่มทลายเลย เพราะว่ามหาบัวทำกรรมของเขาเอง อาตมาจะถล่มอย่างไรหรือไม่ถล่มอย่างไรก็ต้องรับวิบากอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าหากอาตมาถล่มโดยผิดๆมันก็เป็นวิบากของอาตมาเอง อาตมาจะโง่อย่างนั้นอาตมาก็ได้รับวิบากเอง ไม่ต้องห่วงหรอก เช่นอาตมาไปตำหนิพระอาริยะ ไปตำหนิข้อถูกของเขาว่าเป็นข้อผิดมันก็เป็นบาปของอาตมา เพราะฉะนั้นกรรมเป็นอันทำ ไม่ต้องห่วงหรอกสิ่งที่เป็นสัจจะพวกนี้
SMS วันที่ 23 เม.ย. 2563 ( พุทธศาสนาตามภูมิ : สมณะสิกขมาตุ)
-1614พุทธพจน์ บุคคล รู้แจ้งธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว จากผู้ใด พึงนอบน้อมผู้นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นับถือการบูชาไฟ ฉะนั้น พ่อครูว่า..หมายความว่าได้ยินธรรมะพระพุทธเจ้าจากผู้ใดก็ตาม พระพุทธเจ้านี่ฉลาด เหมือนกับพราหมณ์นับถือการบูชาไฟ ที่จริงศาสนาพุทธไม่ได้นับถือการบูชาไฟ แต่จำเป็นที่ต้องเอาสิ่งที่เขานับถือนั้นมาเป็นคู่เปรียบเทียบ เป็นการสอนซ้อนลงไปว่า คุณนับถือการบูชาไฟซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่น่านับถือ คุณเลิกเลยการนับถือบูชาไฟ แต่เอาการนับถือบูชาไฟที่คุณเคยนับถืออย่างแรงกล้ามาใช้ ซ้อนลงไปนี่เป็นการสอนที่ลึกซึ้ง คนที่ไม่มีปฏิภาณไม่รู้เรื่องหรอก ดีไม่ดีจะบอกว่าพระพุทธเจ้าสอนให้บูชาไฟไปโน่นเลย คนที่ไม่เข้าใจอุทาหรณ์ซับซ้อนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้จึงต้องระมัดระวังเหมือนกัน บางทีเราไปยกอุทาหรณ์ในสิ่งที่ไม่ควรยก เขาก็จะไปติดในสิ่งที่เรายก เขาติดในบุคลาธิษฐานส่วนใหญ่ในโลก เหมือนกับการบูชาไฟ ฟังดีๆนะ บุคคล รู้แจ้งธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว จากผู้ใด พึงนอบน้อมผู้นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นับถือการบูชาไฟ ฉะนั้น เอาสิ่งไม่ดี ไปยกให้การกระทำดีสอนอยู่อย่างนี้เป็นสภาพสิริมหามายาที่ยาก คนไม่มีภูมิธรรมเพียงพอจะงง จับพยัญชนะกับสภาวะไม่ถูก ที่พระพุทธเจ้าท่านยกการบูชาไฟกับพราหมณ์ผู้ที่เคยติดการบูชาไฟมา ท่านก็คงประมาณแล้วว่า พราหมณ์ผู้นี้จะต้องเข้าใจจะต้องรับรู้ได้แยกแยะออกว่า แม้จะพูดสลับไปสลับมาเหมือนนักมายาเล่นกล แต่เป็นภาษาสิริมหามายาไม่ใช่เล่นกล แต่เป็นการชี้แจงสัจจะสื่อสภาวะกับสัจจะให้ถูกต้อง บูชาไฟเป็นสมมติสัจจะ ส่วนปรมัตถสัจจะให้เป็นการเคารพ หากแยกแยะไม่ออกแล้วบอกว่าให้นับถือบูชาไฟอีกก็จบ เดี๋ยวนี้ในสังคมคนก็เก่งหาวิธีการซับซ้อน เอาความไม่ดีให้คนหลงว่าเป็นสิ่งที่ดีสิ่งที่ถูกด้วยความเก่งความเฉลียวฉลาด ฉลาดแบบเฉโก โลกีย์นะ ทุกวันนี้ใช้ความฉลาดแบบนี้ทั้งนั้นแบบธัมมชโย เก่งจริงๆเลย พูดถึงเรื่องความซับซ้อนในการสร้างวิมาน ธัมมชโยนี้กินดิบกว่ามหาบัว 100 เท่าเลย โอ้โหสุดยอดเลย ในภาคความหลอกลวง ธัมมชโยเข้ากับยุคสมัย เพราะมันใช้ตรรกะใช้เหตุผล แล้วก็ใช้โลกียะ ใช้โลกีย์รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสลาภยศสรรเสริญโลกียสุข มาผสม เป็นนักปรุงเป็นนักทำกับข้าว ให้รสอร่อยรสเนียนกินลึกซึ้งเลย คนถึงติดมาก หลอกจนกระทั่งคนก็หลงเชื่อ คุณต้องปิดบัญชีเลยมีเท่าไหร่เทกระเป๋าให้ธัมมชโยฉันปิดบัญชีเลย แล้วหลอกให้คนทำอย่างนั้นจริงๆด้วย จนกระทั่งทางบ้านทางครอบครัว บอกว่ามันก็จะยุ่งสิ แล้วยังมีผู้สนับสนุนคืออนันต์ อัศวโภคิน เป็นลูกคู่สนับสนุน อันนั้นฉลาดพูดให้คนอื่นผิดบัญชีแต่ตัวเองไม่ปิดบัญชี คนฉลาดแกมโกงเป็นอย่างนี้ เพราะอะไร อนันต์นั้นได้ประโยชน์จากธัมมชโย เพราะเป็นผู้รับก่อสร้าง จากโครงการที่ธัมมชโยมี เขาเรียกว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ตกลงเลยกลายเป็นว่าอนันต์ อัศวโภคินหลอกใช้ธัมมชโยเป็นเครื่องมือ แล้วธัมมชโยก็บอกอีกว่า อนันต์ อัศวโภคิน มีพวก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive