สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อัมพัฏฐสูตร เทวดา มาร คือจิตอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข28 กรกฎาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อัมพัฏฐสูตร เทวดา มาร คือจิตอย่างไร อาตมาเอาอัมพัฏฐสูตร อธิบายถึงข้อใดแล้ว..ย้อนหน่อยว่าอัมพัฏฐะนี้ไปพบพระพุทธเจ้า อัมพัฏฐมานพ เป็นผู้รู้ในศาสนาพราหมณ์ เขาก็หลงตัวเองว่าพวกกษัตริย์เป็นเพียงพวกที่ไปรบเท่านั้น บริหารประเทศเท่านั้น สำหรับความรู้ก็ต้องยกให้พราหมณ์ เขาก็หลงตัวเองว่าตัวเองเป็นผู้เรียนจบไตรเพท แต่เขาไม่มีสภาวะมีแต่ภาษาบัญญัติเหมือนยุคนี้รู้แต่ภาษารู้แต่บัญญัติเยอะแต่สภาวะไม่ค่อยมีเพราะงั้นก็เลยไม่ค่อยมีผลสำเร็จอะไร พวกเรามาลงถึงสภาวะภาษากลับก็ไม่ค่อยเก่ง โดนเขาว่าอยู่เรื่อย โดนเขาว่าทางภาษา อาตมาก็ไม่มีปัญหา ยิ่งแรกๆ อาตมาโดนด่าหนักด้วยภาษา อาตมาก็จริงๆด้วยไม่ช่ำชองไม่เก่ง เดี๋ยวนี้ก็ยังพึ่งเขาเยอะพึ่งทางภาษาเขาเยอะ แต่อาตมามั่นใจว่าอาตมาทางสภาวะมั่นใจว่าเหนือกว่า ก็ขอพูดความจริงใจอันนี้ อาตมาจึงไม่มีปัญหา เข้าใจว่าข้อด้อยของเราคืออะไร ข้อเด่นของเราคืออะไร อาตมาไม่มีปัญหา ทีนี้ก็มาสรุปที่จรณะกับวิชชา อัมพัฏฐมานพทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ [162] อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉน. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอัมพัฏฐะ ในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม เขาไม่พูดอ้างชาติอ้างโคตรหรืออ้างมานะว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เราอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรืออาวาหวิวาหมงคล มีในที่ใด ในที่นั้นเขาจึงจะพูดอ้างชาติบ้างอ้างโคตรบ้าง หรืออ้างมานะบ้างว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เรา ชนเหล่าใดยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ หรือยังเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล ชนเหล่านั้น ชื่อว่ายังห่างไกลจากวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป

อ่านต่อ

็นคุณยอดเยี่ยม การทำให้แจ้งซึ่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยมย่อมมีได้เพราะละการเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ และความเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล. พ่อครูว่า..ในยุคนี้โลกมีแนวโน้มจะไม่ได้แสดงความยิ่งใหญ่ด้วยการรบพุ่ง แต่โลกจะแสดงความยิ่งใหญ่ด้วยคุณธรรม ด้วยความช่วยเหลือกัน ก็ขอขยายความลึกไปตรงนี้ว่า และอะไรเอ่ยคือเทวดา อะไรคือมาร อะไรคือพรหม พร้อมทั้งเทวโลก คือเทวะที่อยู่ในโลกนี้อีกเรียกกันว่าเทวะ มาร โลก อันนี้เรียกเทวะอันหนึ่งเรียกว่ามารอยู่ในโลกนี่แหละ พรหมโลกอันหนึ่งเรียกว่าพรหม ก็อยู่ในโลกนี่แหละ โลกคืออะไร คำว่าโลกก็คือสิ่งที่ประกอบไปด้วยแสง ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลกะ 5คำนี่ อาตมายังไม่ได้ค้นว่าอยู่ในสูตรไหน ดูเหมือนว่าจะอยู่ในสูตรนี่แหละ เล่ม 9 นี่แหละ 5อย่างนี้ แสงนี้เป็นวัตถุ แล้วแสงเป็นสิ่งที่เกิดจากพระอาทิตย์ โลกทุกลูกรับแสงมาจากพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นพระอาทิตย์ที่แสงถึงโลก พระอาทิตย์ดวงหนึ่งก็มีโลกหลายลูกที่รับแสงจากพระอาทิตย์ดวงนี้ หรือบางทีโลกได้รับแสงจากพระอาทิตย์หลายดวง ก็แล้วแต่ มันก็มีกาแล็กซี่หรือมีหมู่ดวงดาวที่ต่างกัน อยู่เป็นหมู่ใหญ่หมู่เล็กเป็นหมู่ๆ แต่หมู่เล็กที่สุด เขาเรียก นว คือ 9 ดวง พระอาทิตย์หนึ่งดวงมีโลก 9 ดวงเป็นเครือแหอยู่ และ 9 ดวงคือสามเส้า คือ 3 3 3 โลกนี้อยู่ในสุริยจักรวาล มีดาวนพเคราะห์ นักวิทยาศาสตร์ไม่เข้าใจละเอียดถึงเรื่องนี้ กำลังจะตัดเอาดาวพลูโตออกไปให้เหลือ 8 จะไม่เอา เขาก็จะหล่นจะตกร่วงในความครบบริบูรณ์ เขาคิดว่ามันไม่ใช่ เขาเองไม่มีความรู้พอเขาก็เลยจะทิ้ง ซึ่งเป็นความบกพร่องเป็นความพลาดของเขา มันเป็นเส้าสามเส้าซึ่งลึกละเอียด ไม่ต้องพูดเรื่องนี้มาก ไปบังคับเขาไม่ได้ เขาจะคิดอย่างนี้ เขาก็ค่อยๆก้าวหน้าเขาไป เราก็ค่อยๆเก็บรายละเอียดที่เขาได้มา เราก็ได้ประโยชน์จากเขาบ้างเหมือนกัน

สรุปหาเป้าว่า เทวดาของโลก โลกหนึ่งมีแสงสว่างและในแสงสว่างจะต้องมีนามธรรม เรียกนามธรรม 3 คือ 1. ปัญญา 2. ญาณ 3. วิชชา เป็นสามเส้าของระดับปัญญา ญาณ วิชชา วิชชาคือเต็มครบองค์รวมใหญ่ ปัญญาคือธาตุรู้ตัวต้น ญาณคือธาตุรู้ตัวเจริญเพิ่มขึ้นเป็น 2 3 และความรู้ที่เป็นนามนี้อยู่ในโลกคือมีทั้งแสง มีทั้งอาโลก อาโลกหมายความว่ามีทั้งพระอาทิตย์ มีทั้งแสงพระอาทิตย์ แล้วก็ยังมีแสงสว่างไม่ได้อยู่ในความมืดลืมตาโพลงๆ มีผัสสะ 6 มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจครบ นี่คือนิยามของพระพุทธเจ้าว่า นี่คือความหมายของคำว่า อาโลก คำสุดท้าย ว่าต้องมีแสง ต้องมีจิต ทั้งปัญญา ญาณ วิชชารวมอยู่ครบ แสงก็คือ จากพระอาทิตย์มา อาโลกคือรวมทั้งแสงทั้งนามธรรม แสงเป็นพลังงาน จิตวิญญาณก็เป็นพลังงานแต่เป็นนามธรรม แต่แสงเป็นอุตุนิยาม เพราะฉะนั้นศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าดีแล้วเข้าใจดีแล้วจะเข้าใจธรรมะ 2 มีวัตถุกับจิต หรือมีกายกับจิต มันต้องทำงานร่วมกันตลอดเวลา เหมือนนิวเคลียส ต้องมีบวกกับลบไม่มีพลังงานอะไรยิ่งใหญ่ พลังงานยิ่งใหญ่ที่สุดต้องมีบวกกับลบ ถ้าเขาจับตัวกันอย่างแข็งแรงเต็มที่แล้วมีนิวเคลียสก้อนนั้นมีอำนาจสูงสุดเท่าที่มันมีนะ มันมีบวกมากลบมากก็มีอำนาจสูงกว่านั้น มันเป็นธรรมดาธรรมชาติ แล้วยังมีตัวที่เพิ่มขึ้นอยู่ ถ้าตัวที่เพิ่มขึ้นนี้มีพลังงานที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาสังเคราะห์สังขารกันอยู่ในตัวมันเอง ไม่ลดลงไม่เสื่อมมันก็อยู่ในระดับสมดุล เรียกว่า อยู่ในระดับการทำงานร่วมกัน เป็นพลังงานรวมกันหมุนอยู่ พลังงานมีแรงมีภาวะหมุน เต็มอำนาจเต็มฤทธิ์แรงหนึ่งอัน เขาจะรู้สอง แต่ตัวรู้อีกตัวหนึ่งคือผู้คนเป็นจิตวิญญาณบวกลบ ซ้อนอยู่ ที่จริงมีอันที่ 3 จะมีฤทธิ์เสื่อมหรือก้าวหน้ามันก็มีฤทธิ์ของมัน เช่นพลังงานพีชะมันก็ก้าวหน้าทำให้พัฒนาขึ้นไปได้ ไม่ก้าวหน้าแล้วมันก็จะเสื่อมสุดแล้วมันก็จะสูญ มารคือตัวร้าย เทวดาคือตัวดี พรหมคือตัวบริสุทธิ์ มนุษย์คือจิตกลางๆ จิตที่เป็นตัวเจ้าของจิต ที่จะต้องรู้ว่าจิตของตัวเป็นมาร หรือจิตของเราเป็นเทวดา หรือจิตเราเป็นพรหม พรหมคือ ความสะอาดบริสุทธิ์จากความเป็นมารจากความเป็นเทวดา มารคือนรก เทวดาคือสวรรค์ เทวดาคือสุข มารคือทุกข์ คือบวกกับลบต่างกันสองขั้ว ถ้าไม่มีทั้งบวกทั้งลบก็เป็นพรหม เป็นกลาง ไม่มีอาการของบวกลบ ถ้าเป็นวัตถุ ไม่มีความรู้สึกบวกหรือลบหรือไม่มีความรู้สึกสุขหรือทุกข์ก็คือพรหม อาการของจิตนี่แหละ เบื้องต้นของโลกีย์ เขาก็พยายามทำจิตให้มีอาการ อ่านอาการให้จิตของตัวเองโดยการจัดการกดข่ม จัดการด้วยอำนาจ อำนาจความกดข่มความจัดการ ไม่มีปัญญาเข้าไปเป็นตัวจัดการตามลำดับ จัดการอย่างนั้นเลย ไม่มีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย ไม่มีองค์ประกอบจับมันดื้อๆ หัดเข้ามันก็ทำได้ จึงเป็นสายเทวนิยมเป็นสายจิตแบบที่ทำ จัดการด้วยอำนาจบาตรใหญ่ให้เป็นอย่างนี้ๆไม่เอานะอย่างมารไม่เอา เพราะฉะนั้นเทวนิยมจึงฆ่ามารหรือซาตานไม่ได้ ก็บอกว่าพระเจ้าใหญ่ที่สุด สร้างทุกอย่างเลย แต่สร้างซาตานมาทำไม อำนาจซาตานก็ต้องออกไปจากวงจรจิตของเราสิ จิตของเราต้องไม่มีซาตานได้สะอาดเลย เทวนิยมทำไม่ได้ พูดอย่างไรก็บอก ฉันเป็นคนสร้างทุกอย่างทำลายทุกอย่างด้วย พระเจ้าสร้างทุกอย่างทำลายทุกอย่าง แล้วทำไมไม่ทำร้ายซาตานออกไปให้หมดจากวงจรของพระเจ้าหละ นี่พระเจ้าตอบไม่ได้ เพราะในพระเจ้าเขาจะมีซาตานและอะไรเรียกภาษาอีกเยอะแยะ ภาษาไทยก็มารหรือผี สัตว์นรกอะไรพวกนี้ แล้วก็เอาพลังงานพวกนี้ มาเป็นลักษณะอย่างนี้ในคน เขาก็พูดนะอันเดียวกันซ้อนอยู่ จิตวิญญาณของคนคืออันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า ก็ทำจิตวิญญาณมนุษย์สิ อันหนึ่งอันเดียวทำให้เต็มเลยสูงสุดเป็นอย่างไร พระเจ้าสูงสุดก็คือมนุษย์สูงสุดก็อย่างเดียวกัน นี่คือ ความฉลาดของพระพุทธเจ้าที่ค้นพบแล้วก็เอามาพิสูจน์ จนรู้ความเป็นพระเจ้าสูงสุด สูงถึงขั้นเทวนิยมหรือพระเจ้าแพ้ คือจะให้เกิดโดยที่เรียกว่าพลังงานของจิตที่จะเกิดมาเป็นคน เป็นตัวมนุษย์ชาติในโลกแสดงตัว ถ้าอยู่กับพระเจ้าไม่มีมนุษยชาติไหนรู้จัก เป็นแต่เพียงนิรมาณกาย เป็นแต่เพียงอาทิสมานกาย เป็นสัมโภคกายอยู่เท่านั้น เป็นองค์ประชุมของนามรูปที่คุณไม่มีความเข้าใจ คุณก็สร้างภพขึ้นมาลอยลมว่าเป็นอำนาจ พระเจ้าใหญ่ที่สุดสร้างไว้เท่านั้น แต่คุณไม่เคยเห็นเลย อาทิสมาน คุณไม่เคยเห็นแต่คุณสร้างไว้ อาทิสมานกาย แต่คุณก็ร่วมบริโภคร่วมกัน ในศาสนาเทวนิยมศาสนาพระเจ้าเขาก็บริโภคร่วมกันสุขทุกข์มีได้มีเสียมีต่ำอยู่ร่วมกันหมด สัมโภคกายบริโภคร่วมกันอยู่หมด ของพระพุทธเจ้ารู้แจ้งไปหมดเลย นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย องค์ประชุมของธรรมะ 2 รู้ชัดหมด มารคือ จิตนิยามที่ไม่ดี มันพาให้เป็นทุกข์และทำให้ชั่วเป็นต้น เอาแต่แค่ประเด็นชั่วกับทุกข์ อาการของจิตที่มันชั่วกับอาการของจิตที่มันทุกข์ก็รู้หมดเลย สมมุติสัจจะสมมุติธรรมเขาสมมุติว่าอย่างนี้ชั่ว ในโลกของแต่ละองค์ประกอบแต่ละที่แต่ละกลุ่มแต่ละมนุษย์แต่ละพวก เขาสมมุติไม่เหมือนกัน เราก็เอาตามสมมุติของเขานั่นแหละ จิตเราเป็นปรมัตถสัจจะเป็นปรมัตถธรรม เราก็ร่วมกับสมมุติเขาที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น เอาอันนี้ก็เอา เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตามเขาไป ไม่เช่นนั้นเราก็อยู่ร่วมกับเขาไม่ผาสุกไม่เจริญ ถ้าเราไม่อยู่ร่วม เราก็ออกมา แต่ถ้าเราบอกว่าของเราดี เราก็พิสูจน์ของเรา ปาท่องโก๋ชั้นดีเจ้าข้าเอ๋ยเอาไหม เราก็แสดงสูตรแสดงทฤษฎี จนพิสูจน์ว่าสูตรนี้ดี เขาก็มา อาตมาทำมาจนถึงทุกวันนี้จะ 50 ปีแล้ว ได้ลูกค้ามาอุดหนุนปาท่องโก๋พอสมควร แค่นี้อาตมาก็อยู่เป็นสุขแล้ว เพราะอาตมาไม่ได้มักมากอะไร มากขึ้นก็ดีถ้าได้เนื้อแท้ๆมา ไม่ใช่เนื้อแท้ๆมามากไม่เอา เป็นภาระวุ่นวาย nuisance ด้วย เสียหายไม่เอา เอาอย่างนี้แหละได้เท่านี้ สรุปแล้ว มารคือตัวร้าย เทวดาคือตัวดี รู้ทั้งมาร รู้ทั้งเทวดา แล้วไม่ให้เกิดจิตวิญญาณที่มีอาการมารเลย อาศัยแต่จิตดี อาศัยแต่จิตเป็นเทวดา อาศัยแต่จิตเป็นกุศล แล้วซ้อนยืน เป็นปัญญาที่เฉลียวฉลาดว่าแม้แต่กุศลก็อย่ายึดถือเป็นเราเป็นของเรา แม้เทวดาก็อย่าไปยึดติดแป้น หรือไปยึดว่าเทวดานี้เราจะไม่พรากจากกัน ของพุทธเหนือชั้นกว่านั้น ผู้ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้แต่เป็นเทวดา จิตเราเป็นเทวดาแล้วนะ เทวดายิ่งใหญ่สูงสุดเป็นเทวดาสูงสุด เป็นเทพเจ้าสูงสุด จนเรียกว่าอีกศัพท์หนึ่งว่าพระเจ้าก็ตาม เจ้าแห่งเทวดาทั้งหลายก็ตาม ซึ่งศัพท์ทางโบราณใช้คำว่าอินทร์บ้าง หรืออะไรก็แล้วแต่มากมาย หนักเข้าก็บอกว่า พระเจ้ามีองค์เดียวใหญ่ที่สุด องค์อื่นไม่ใหญ่เท่าพระเจ้าของข้าเท่านั้นเอง แต่เขาก็ไม่เคยเห็นพระเจ้า อาทิสมานกาย แต่เขาก็ยึดร่วมกันว่ามีอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ นิรมาณกาย แล้วก็บริโภคว่าพรเจ้าประทานอย่างนี้ หรือแม้แต่พระเจ้าจะให้เราทุกข์ก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ศาสนาพุทธถึงบอกไม่จำนน พระเจ้าทำให้เราทุกข์เราไม่เอา เรียนรู้ว่ามันจะทุกข์มันจะสุขอยู่ที่กรรมต่างๆ กรรมกับกาละ กรรมพฤติกรรมกับกาละ เพราะฉะนั้นเราไม่ทำเหตุที่จะทำกรรมชั่ว กรรมที่จะทำเป็นเหตุแห่งทุกข์ เราเลิกหมดเลย มันก็ไม่มี มันจะเกิด ทุกข์ขึ้นมา ทุกข์ก็คู่กับสุข เพราะฉะนั้นเราไม่เอาทั้งทุกข์ทั้งสุขเลย มีกรรมกับกาละที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เป็นอารมณ์ที่สะอาดบริสุทธิ์สูงสุด ไม่มีบวกไม่มีลบ นิวตรอน เทียบกับวัตถุคือนิวตรอน นี่คือสัจจะที่ ผู้ที่รู้พยัญชนะภาษาว่า พลังงานเป็นอย่างนี้ แล้วทำพลังงานนี้ได้ที่เรา จนเรารู้ว่าเรามีอยู่ในจิตเราเป็นอย่างนี้แล้ว คุณก็ได้อาศัยสิ่งนั้น อย่างอาตมาทำได้ อาตมาก็ได้อาศัยสิ่งนั้น แล้วก็อยากให้พวกเราได้อย่างนี้ ได้อาศัยสิ่งนี้ด้วย พวกคุณก็มาเรียนตาม ได้ตามความเป็นจริงแต่ละฐานะได้ไป อย่างเป็นจริง 610713_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แผ่นดินแห่งอนาคามีที่สมบูรณ์ด้วยสาธารณโภคี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน