ที่สุดแห่งที่สุดที่จะเกื้อกูลโลกได้คือโลกุตรธรรม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข7 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ที่สุดแห่งที่สุดที่จะเกื้อกูลโลกได้คือโลกุตรธรรม พ่อครูว่า... อาตมาอธิบายเรื่องโลกุตระที่ตั้งใจจะอธิบายพอสมควร ที่จริงทั้งหมดก็คือโลกุตระ แต่ได้เคยอธิบายไปแล้วมาหลายวันก่อน หลายครั้งแล้วตั้งแต่ 17 กรกฎาคม วันนี้ 7 สิงหาคมแล้ว โดยอธิบายไปว่าโลกุตระคืออะไร โลกุตระสำคัญอย่างไร โลกุตระมีในโลกได้เพราะใครอีก1 ก็ทวนนิดหน่อย ว่าคืออะไร ก็คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับโลกียะ โลกุตระสำคัญอย่างไร สำคัญเพราะว่าโลกุตระจะช่วยโลกียะได้ โลกียะ แม้โลกียะจะไม่มาช่วยโลกุตระ แต่โลกุตระก็ทำความเป็นโลกียะ อาศัย พึ่งตนเองได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโลกุตระจะมีทั้งคุณธรรมหรือสมรรถนะความสามารถแบบโลกียะแล้ว แล้วก็มีคุณธรรมโลกุตระอีกอันหนึ่ง สิ่งสำคัญกว่าโลกุตระที่ใช้คำศัพท์อยู่ว่า โลกุตระนั้นอยู่เหนือโลกียะ เพราะมีสิ่งที่เกิน ทำได้มีคุณประโยชน์มีคุณค่าทั้งทางวัตถุ ทั้งทางจิตวิญญาณเหนือกว่าโลกียะที่เขาทำกันอยู่ นี่คือโลกุตระสำคัญ โลกุตระมีในโลกได้เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ โลกุตระมีในโลกได้เพราะความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ในยุคที่มันไม่มีแล้วความเป็นโลกุตระที่มันหายไปก็ จะมีพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งอุบัติขึ้นมาประกาศโลกุตรธรรมให้แก่โลก แล้วมันก็จะเสื่อมไป โลกุตระจะเสื่อมจนกระทั่งหมดไป ไม่มีในโลก โลกก็จะว่างจากโลกุตระ ช่วงที่โลกไม่มีโลกุตระทำเลยเรียกว่าพุทธันดร อันนี้เป็นศัพท์โดยเฉพาะวันพุทธันดรในระหว่างนั้นไม่มีศาสนาโลกุตระ เรียกว่า พุทธันดร มีคนอธิบายผิดว่า พุทธันดรคือช่วงระหว่างที่มีศาสนาพุทธซึ่งมันไม่ใช่ ที่ใช้ศัพท์ว่า พุทธธันดรมันเป็นสิริมหามายา เป็นแนวกลับ มีคำว่าพุทธ กับ อันตระ เรียกว่าพุทธันดร อันตระแปลว่าในระหว่าง คือ ในระหว่างไม่มีพุทธ เพราะฉะนั้นคนเข้าใจผิดไ

อ่านต่อ

ด้ ในช่วงที่ไม่มีศาสนาพุทธที่เป็นโลกุตระ อาจจะมีพยัญชนะภาษาว่าศาสนาพุทธ แต่มันไม่มีเลยความเป็นโลกุตระ มันมีแต่โลกียะ เหมือนศาสนาพุทธในเมืองไทยมันได้เสื่อมจนไม่มีโลกุตระ จนมาถึงยุค 2,500 มีอาตมาอุบัติขึ้นมา เกิดขึ้นมา พออาตมาอายุ 36 ปี 2513 อาตมาก็ประกาศตนเองออกบวช ที่จริงทำมาก่อนตั้งแต่เป็นฆราวาส เปิดเผยตัวเองมาตั้งแต่เป็นฆราวาสใช้นามปากกาว่าโพธิรักษ์ ก็บรรยายธรรมะก่อนจะมาบวช 2513 ทำมาตั้งแต่ 2510 จนถึง 2513 ก็ออกบวชทำงานศาสนาพุทธ เปิดเผยโลกุตระธรรมตั้งแต่บัดนั้นมา จนถึงบัดนี้ 53 ปีแล้ว

โลกุตระ ทำให้คนเจริญแบบไหน ... เริ่มต้น โลกุตระทำให้คนเจริญแบบลดละกิเลส ทำให้คนเจริญแบบรู้จักกิเลสในตนเอง รู้จักวิธีทำให้กิเลสของตนเองลด แล้วกิเลสก็ลดได้จริง มีวิธีที่ทำให้กิเลสลด เรียกว่า อริยสัจ 4 เรียกว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคมีองค์ 8 ทุกข์คือมีเหตุทำให้ทุกข์ ทำให้เสื่อม ทำให้ทุ(ไม่ดี) กิเลสเป็นตัวเหตุก็เรียนรู้กิเลสให้ได้ เรียนรู้ว่าอาการอย่างนี้ไม่ควรมีในมนุษย์ ทุกข์อาริยสัจ มันมีเหตุคือกิเลส ก็ต้องล้างกิเลสให้ได้ เมื่อล้างกิเลสดับกิเลสได้จริง มีวิธีการที่ทำให้กิเลสดับโดยทำปัญญาให้แจ้ง ทำให้เกิดปัญญายิ่งเป็นธาตุรู้ กิเลสไม่มีอะไรจะประหารมันได้นอกจากความรู้หรือปัญญา ปัญญาจะล้างกิเลสได้ เพราะฉะนั้นคำพูดว่า ปัญญา จึงเป็นสภาวธรรม ที่ ไม่ใช่ เฉโก เป็นสภาวธรรม ความรู้ ความฉลาดที่มีธรรมฤทธิ์ ฆ่าตัดคอกิเลสเลย ใช้ศัพท์หยาบๆ หรือเผากิเลส สลายเป็นผุยผงไปเลย กิเลสตายสนิทเลย สลายเป็นผุยผงไปเลย หมดบทบาทเลย อย่างนี้เป็นต้น บุญ ใช้ศัพท์อีกคำหนึ่ง ปัญญาสามารถสร้างพลังงาน อภิสังขารปรุงแต่ง สร้างพลังงานปรุงแต่งให้พลังงานนั้นมีธรรมฤทธิ์ มีสมรรถนะถึงขั้นสลายกิเลสไปได้เป็นความจริง เพราะฉะนั้นจึงเป็นภาษานามธรรมมาก พลังงานที่สร้างขึ้นได้มีฤทธิ์ถึงขั้นเริ่มทำลายกิเลสได้ ท่านเรียกพลังงานนั้นเริ่มต้นเรียกว่า ฌาน 1 ฌาน แปลว่า ไฟ หรือแปลว่า เตโชธาตุ ธาตุที่มีฤทธิ์แรงสามารถเผาผลาญ สามารถทำลาย เตโชธาตุคือธาตุไฟ ฌาน คือ สภาวะ ภาษาว่าฌาน สภาวะคือพลังงาน ที่มันเหมือนไฟแล้วมันมีปัญญาร่วมด้วย ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั้น ไม่ใช่ความรู้ความฉลาดแบบ เฉโก เฉโก ไม่มีความรู้ความฉลาดแบบนี้ ปัญญาจะมีความรู้ความฉลาดที่รู้กิเลส แล้วก็ทำพลังงานให้เกิด ฌาน ให้มันมีปัญญา ลึกซึ้งขึ้น ให้รู้ว่าไอ้บทบาทพฤติกรรมอาการอย่างที่มันเป็นบาปหรือมันเป็นอกุศลหรือมันเป็นกิเลสมันไม่ดี ใช้ภาษาสูงสุดได้ก็คือดีกับไม่ดี ไม่ดีนี่มันจะยอมแพ้ดี ไม่ดี มันจะยอมแพ้ ดี นี่เป็นคุณธรรมชั้นสูง คุณธรรม ชั้นสูงของความไม่ดี มันเป็นชั้นสูง มันจะยอมแพ้ดีจริงๆ ถ้าความไม่ใช่ชั้นสูง ความไม่ดี มันเป็นตัวไม่ดีแต่มันจะสู้ดี มันจะเอาชนะดี นี่มันโง่ ไอ้ตัวนี้มันโง่ มันเป็นสัจจะชนิดที่โง่ จริงๆมันเป็นตัวไม่ดีแต่มันจะเอาชนะตัวดี แต่เมื่อได้พบหรือว่าดีนี้ทำให้ไม่ดีนี้เขารู้ตัว ให้ความไม่ดีนี้เขาเห็นชัดเจนว่าฉันผิดจริงๆหนอ ฉันเป็นมารนะ มารจะถอยเลย เหมือนกับพระพุทธเจ้าบอกว่า ตถาคตรู้จักเราแล้ว มารจะหนีไปเลย มีในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ ตถาคตรู้จักเราแล้ว มารหนีไปเลย เพราะฉะนั้นในความเป็นมารที่จะมาเผชิญกับผู้ดี ก็เป็นมารชนิดมารผู้ดี ถ้ามารชนิดเลวร้าย จะไม่มีสิทธิ์เข้าใกล้ผู้ดี นี่เป็นสัจจะ ลอธิบายได้เท่านี้ รัศมีอยู่ห่างๆก็เข้าใกล้ไม่ได้แล้ว มันร้อน ร้อน ไม่มีพลังจะเข้ามาใกล้เลย อย่างนี้เป็นต้น สรุปแล้ว สัจธรรมที่ลึกซึ้งสุดใช้ภาษาง่ายๆ ดีนี่แหละ เป็นพลังงานที่ถูกต้องที่สุดจะชนะความไม่ดีที่แท้จริง ในสัจจะ ทีนี้โลกุตระ มีขึ้นมาในรูปภาพพระพุทธเจ้าค้นพบสิ่งนี้สิ่งที่สำคัญกว่าดีจะไม่ดีหรือดีกับชั่ว คือ สุขกับทุกข์ โลกุตระทำให้คนเจริญแบบไหน โลกุตระทำให้คนเจริญทั้ง 2 แบบคือแบบดีและชั่วก็มาทำให้ดี เลิกชั่วไม่ทำชั่ว ทำแต่ดี สัพพปาปัสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง)กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) ส นั่นคือขั้นตอนหนึ่งเป็นโลกียธรรม ละชั่วประพฤติดีเป็นโลกๆตามสมมติ สังคมไหนศาสนาไหนเขาก็ยังยึดถือว่าอย่างนี้ชั่วอย่างนี้ดี ก็อย่าไปทำชั่วทำแต่ดีทุกศาสนา เขาก็ทำสมมุติสัจจะเป็นโลกียธรรม ศาสนาพุทธก็มี สังคมศาสนาพุทธยึดถือกันว่าอย่างนี้ดี อย่างนี้ชั่วก็เลิกชั่วพอดี สอดคล้องกันอยู่กันอย่างสงบอบอุ่น และมันยังมีอีกโลกุตระ นอกจากชั่วดีแล้วมีสุขกับทุกข์ สุขทุกข์นี่แหละโลกียะเขาไม่รู้ เขาไม่เรียน เขาไม่เคยละสุข ละทุกข์ โลกียะ มันอวิชชาอยู่กับสุข หลงสุข แต่ที่จริงก็คือทุกข์ เพราะความทุกข์กับความสุขมันเป็นภาวะ 2 ที่มันหลอกคนให้ยึดติดแล้วก็คือความสมใจ บำเรอความติดสมใจ บำเรอตัณหา บำเรออุปาทาน อุปาทานคือการยึดติดหลงไม่รู้ตัว ตัณหาพอรู้ว่าเป็นความอยากอยากได้มาบำเรอตนเมื่อกระทบ แล้วก็เป็นสุข บำเรอการสัมผัส บำเรอความต้องการมาสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทางใจ ได้สัมผัสก็เป็นสภาพ 2 สัมผัสต้องมีสภาพ 2 มีตัวจิตที่ยังเป็นตัณหา กับสิ่งที่ตัวเองต้องการอะไรก็ตามที่คุณไปหลงขี้หมูขี้หมา อยากได้มาเสพมาติดเลย คุณได้มาก็เป็นสุขมาสัมผัสมาแตะต้องเหมือนมหาบัวอยากกินหมากอยากได้หมาก กินหมากก็ได้ความสุขแต่ไม่รู้ตัวนอกจากไม่รู้ตัวแล้วโกหกคนอื่นอีก แบบนี้มันไม่มีทางหลุดพ้น มันต้องรู้ว่านี่เสพติดต้องเลิก ต้องล้างกิเลสให้มีปัญญา ล้างในสิ่งที่เสพติด มันเป็นเรื่องหลอก เป็นเรื่องมาร เป็นเรื่องที่ไร้สาระ ก็สามารถเลิกได้ แต่นี้ถ้าไม่รู้ มันก็ไม่เลิก มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ เพราะฉะนั้นสูงกว่านั้นคือโลกุตระ โลกุตระทำให้คนเจริญเพราะนอกจากทำดีไม่ชั่วแล้ว ยังปฏิบัติเลิกสุข เลิกทุกข์ได้ ความสุขความทุกข์เป็นสมมุติ 2 อย่างผู้ปฏิบัติจนทำให้จิตเลิกความสุขความทุกข์มันเป็นอาการทางเวทนา คุณต้องอ่านอาการความรู้สึกหรืออารมณ์ที่เรียกกันว่า เวทนา ให้ได้ ศัพท์ใช้ว่า เวทนา ส่วนคำว่าอารมณ์ เป็นภาษาบาลี ถ้าเป็นความรู้สึกก็คือใช้เป็นภาษาไทย ต้องอ่านอาการที่มันรู้สึกจริงๆว่าความสุขมันเป็นอย่างนี้ ความทุกข์มันเป็นอย่างนี้ ถ้าหากไม่สุขไม่ทุกข์เบาลง เบาลง มันเป็นอย่างนี้จนกระทั่งมันเบาเหลือนิดน้อยมาก เหลือเบามาก มันเป็นสุขก็ไม่ใช่มันเป็นทุกข์ก็ไม่ใช่ เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เอ๊ มันสุขหรือมันทุกข์หนอ จะเรียกว่าสุขก็ไม่ใช่ทุกข์ก็ไม่ใช่ ก็ทิ้งมันทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็คือผู้ที่ คุณเหลือน้อยแล้ว จนกระทั่งพิจารณาไม่ออกว่าอันนี้จะเรียกว่าสุขหรือจะเรียกว่าทุกข์ มันมีปฏิกิริยาอยู่น้อย จนกระทั่งว่าง ๆๆ คุณก็ยังตัดสินไม่ได้ มันจะมีตัวหลอกคือสัญญา เนวสัญญา ยตนะ นา สัญญา ยตนะ มีอายตนะที่ว่า เนวสัญญา นา สญญา มันเถียงกันว่า เนวสัญญากับ นา สัญญา เนว แปลว่า คำว่า นา แปลว่าต่าง เนวะ แปลว่า มันจะรู้หรือไม่รู้ ก็เคยรู้มาแล้วนี่หว่า อะไรอย่างนี้ มันก็ยังวิจิกิจฉา มันยังสงสัยข้องใจอยู่หน่อยจนกระทั่งคุณเองไม่ข้องใจสงสัย คุณทำจิตจนกระทั่งโล่งว่างเลย มันเป็นเหตุกิเลสตัวสุดท้ายคือตัว วิจิกิจฉา นี่แหละ เรียกว่า วิจิกิจฉาสวะหรือวิจิกิจฉานุสัย ตามบารมีของคุณต้องทำอาสวะให้หมดไปก่อน คุณก็ต้องชัดเจนว่าเบาแค่นี้ ถ้าคุณไม่ไปติดใจกับเรื่องที่ว่ามันเหลือเบาแค่นี้ คุณปล่อยมัน ช่างมันเถอะ นั่นแหละคุณจะเบามากยิ่งขึ้น ถ้าคุณไปข้องใจกับมันอยู่ มันก็ยิ่งจะหนาขึ้น ถ้าคุณบอกว่าช่างหัวมัน มันจะเป็นอาการอย่างนี้ก็ปล่อยเลย เราปล่อยเฉยๆไม่เอาภาระแล้ว คุณก็จะวางความเกาะเกี่ยว อธิบายเป็นภาษาง่ายๆ คุณทำเถอะแล้วคุณจะรู้ได้ด้วยตน เป็น ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ คุณปล่อยวางได้ก็เป็นโลกุตระธรรม โลกุตระทำให้คนเจริญแบบไหน ก็สบาย จิตของคนที่มีโลกุตระ มันยิ่งเป็นความรู้ยิ่งของโลกุตรธรรมเป็นปัญญาอันยิ่ง มันยิ่งรู้ความจริงที่ถูกต้องที่ลงตัว ที่จบหมดสงสัย หมดวิจิกิจฉา หมดอะไรต่ออะไรเลย อธิบายเป็นภาษาให้คุณไปตามกับตัวเอง คุณจะรู้ว่า อ๋อ มีแค่นี้จบแล้ว เพราะฉะนั้นการรู้จักตัดรอบจบ มันยากอยู่ตรงที่คำว่า สัญญา สัญญา แปลว่า ความจำ กับแปลว่า ความกำหนดรู้ สัญญามีสองนัยสำคัญ มันเป็นความจำมันมาหลอกเราอยู่เรื่อยดูเหมือนว่ามันยังมี คุณเองคุณวางได้แล้ว แต่สัญญามันยังเคยจำได้ว่ามันมีอยู่อย่างนี้ แล้วมันก็หลอกคน ถ้าคุณบอกว่าสัญญาเอ็งไปอย่ามาหลอก คุณเอาความรู้ ไปกำหนดรู้ว่าคุณอย่าไปแยแสที่สัญญามันมาหลอก ถ้าคุณวนเวียนอยู่กับสัญญา ดีไม่ดีคุณยังกรึ่ม ระลึกถึงความเก่าเคยสุขเด๊… มันหลอกเรานะ พระพุทธเจ้าได้ปรารภกับพระอานนท์ว่า อานนท์ สัญญานี่แหละ มันทำให้ไม่จบได้ง่ายๆ (สำนวนอาตมา) มันทำให้จบไม่ได้ง่ายๆเพราะไอ้สัญญานี่แหละ เพราะฉะนั้นต้องตัด ตัดสา นะโมตัสสะ นะโมตัดซะ เลิกเลยอย่าไปหัวซาปล่อยมันไป เราก็อยู่ว่างๆของเราไป เรื่องอะไรก็ช่างมันสิ ต่างคนต่างเรื่อง เรื่องของเราก็ของเรา เรื่องของเอ็งก็ของเอ็งลไม่ใช่เรื่องของเรา สรุปแล้วคนที่รู้จักปล่อยวาง รู้จักตัด รู้จักลดจนกระทั่งไม่มีอะไรผูกพันเป็นเรื่องสุดยอดแห่งความว่าง

ในโลกนี้มีโลกุตระเกิดอยู่ประจำโลกหรือ คุณตอบได้ไหม ในโลกนี้ไม่มีโลกุตระอยู่ประจำโลกหรอก โลกุตระมันเสื่อม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในวงการศาสนาพุทธนี่แหละที่จะมีโลกุตรธรรมนอกจากวงการศาสนาพุทธไม่มีโลกุตรธรรม แม้แต่ในวงการศาสนาพุทธก็ยังมีความเสื่อมของโลกุตรธรรม มีความวุ่นวายเดือดร้อน โลกุตระมาทำให้ความเดือดร้อนลดลง ลดลง ซึ่งมันไม่อยู่ประจำโลกหรอก มันจะเกิดเป็นช่วงๆ แต่โลกียะนั้นอยู่ประจำโลก มันเป็นสุขเป็นทุกข์อยู่ประจำโลก ไม่มีหาย ไม่มีว่างเว้น ไม่มีหมดไปจากโลก ที่สุดจะเป็นพระเจ้านั่นแหละเป็นเจ้าของสุข แล้วก็เป็นคนที่ใครอยากได้สุขต้องมาอ้อนวอนกราบไหว้พระเจ้า พระเจ้าจะประทานสุขให้ เราอธิบายกันแล้วว่าพระเจ้าไม่ได้ให้ความสุขความทุกข์อะไรกับเราหรอก เราเองทั้งนั้นทำเอง เราไม่รู้จิตเจตสิกของเรา เราก็ไปหลงความสุขความทุกข์ โลกทางสายเทวะนิยม ศาสนาพระเจ้าจะค่อยๆมาเข้าใจอันนี้มากขึ้นมากขึ้น แล้วเขาจะขยายผล ความรู้โลกุตระนี้ไปสู่ทางโลกียะทางเทวนิยม โลกุตระนี้จะเจริญขึ้นไปอีกเพราะมันได้เสื่อมไปแล้ว 2,500 กว่าปีนี้ อาตมาเอามาสถาปนาลงไปใหม่ อาตมาพูดไปใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ อาตมาเป็นผู้นำเอาโลกุตตระมาประกาศมาสถาปนาลงไปในโลกยุคนี้ โดยมีผู้ที่ช่วยอาตมาก่อนก็คือในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เป็นธรรมิกราชคู่กัน ท่านก็มาเบิกทางและอาตมาก็เป็นผู้เอาเนื้อแท้ลงไป ใส่ลงไปให้เรื่อยๆ เกิดขึ้นแล้ว เป็นธรรมฤทธิ์ของธรรมิกราช 2 องค์ ต้องช่วยกัน แม้แต่ศาสนาเทวนิยม เขาก็มีสอง มีแบ๊บติสท์เป็นผู้ที่นำมาก่อนเพื่อพระเจ้าอีกที เขาจะมี 2 เหมือนกัน แต่เขาอธิบายไม่ละเอียด ไม่ถูกแต่เขาพอรู้ลักษณะนี้บ้าง เป็นธรรมะที่แท้จริง เพราะฉะนั้นโลกุตระมีอยู่ประจำโลกหรือไม่ ไม่ประจำโลก มี ช่วงพุทธันดรที่ศาสนาโลกุตระจะหมดไป ซึ่งศาสนาพระสมณโคดมมีอายุศาสนา 5,000 ปี เป็นกัปของศาสนาพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่ 2,500 กว่าปีมันก็เสื่อม มันยังไม่ถึงพุทธกัปของท่าน อาตมาก็เป็นผู้มาเชื่อมต่อ อาตมามาเชื่อมต่อ นี่แหละไม่รู้ว่าเนื้อหาสาระที่ใส่ลงไป มันจะพอที่จะยาวนานไปถึง อีก 2,400 กว่าปีหรือไม่ อีก จะยาวไปถึงจบไหม อาตมาก็คอยดูถ้าหากมันยังไม่จบ อาตมาต้องมาเติมให้จนไปถึง 5,000 ปี ถ้ามันมีเนื้อหายาวไปถึง 5,000 ปีได้อาตมาก็ไม่ต้องมาเกิด ไม่ต้องมาต่อ อาตมาก็พักผ่อนอยู่ดุสิตของอาตมาไปเพราะอาตมายังไม่จบปณิธานที่จะไปเป็นพระพุทธเจ้า ก็ทำหน้าที่ทำงานไปตามลำดับ อธิบายไปอธิบายมา ตอนนี้เพิ่ง 19:30 น อาตมายังพอได้นะ อาตมาที่เป็นอยู่ตอนนี้คือขา เขามาผ่าตัด เอาเชื้อที่มันจะเป็นมะเร็ง มันเป็นแผล เขาก็ตัดเนื้อพวกนี้ออกไปให้หมด ก็เลยกลายเป็นแผล ก็รักษาแผลสด เพราะเแผล แผลที่มันเป็นเชื้อร้ายเขาตัดออกไปแล้วเหมือนกับผ่าตัดมะเร็งจุดที่มันจะตัดออกได้ มันไม่ยาวเชื้อไปที่อื่น อันนี้มันนิดหน่อย มะเร็งผิวหนังเท่านั้นก็ตัดแล้ว ดี ฝีมือดีมากไม่เจ็บไม่ปวด ทุกวันนี้ก็ยังไม่เจ็บไม่ปวดอะไร เป็นแต่เพียงแผลแต่แผลมันก็สนิทขึ้นไปมากแล้ว รักษากันอย่างประคบประหงม ก็คงจะหายวันหายคืนไม่มีปัญหาอะไร _สู่แดนธรรม... พ่อท่านยังไหวนะครับ ไม่ไอเลยครับดีมาก พ่อครูว่า... อาการไอก็เป็นอีกอาการหนึ่ง อันนี้ผ่าตัดไม่ได้ ถ้าหากผ่าตัดได้ อาตมาจะไปลิ่วเลยแน่นอนไป 130 ปีแน่เลย ถ้าตัดอันนี้นะ แต่อันนี้มันออกไม่ได้ อันนี้ทำให้รู้สึกว่าควรจะเลิกทิ้งขันธ์นี้ไปเอาขันธ์ใหม่ดีกว่า ขันธ์นะไม่ใช่ ขันตักน้ำนะ ตอนนี้มันพอเป็นได้ก็ไปเอา ทำไมเพราะอะไรโลกจึงไม่มีโลกุตระ ทั้งๆที่ยังมีคนชาวพุทธนับถือศาสนาพุทธกันอยู่แท้ๆ ... ทำไม? เพราะอะไร? ตอบ.. ตอบไปแล้ว ตอบอีก เอากำปั้นทุบดิน ก็เพราะคนมันเสื่อม คนที่มีอยู่เป็นชาวพุทธที่มีอยู่นี้ มันเสื่อมจริงๆ ตามคำตรัส ของ พระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ใน อาณีสูตร ว่า คนจะเสื่อมจากโลกุตรธรรม ธรรมะไม่เสื่อมหรอกแต่ชาวพุทธเองจะเสื่อมความเป็นโลกุตรธรรมไปจากศาสนาพุทธ แล้วมันเป็นจริงไหมล่ะ 2500 ช่วงที่อาตมาเกิดมาในอายุ 36 ปี แล้วมาออกบวชทำหน้าที่ประกาศตนเอง ทำงานนี้อย่างจริงจัง ทิ้งทางโลก ทิ้งการหาเงินหาทองแข่งขันทั้งโลกมาทำโลกุตรธรรมตั้งแต่วันที่บวช วันที่ 7 พฤศจิกายน 2513 แล้วก็ทำหน้าที่ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผ่าน 52 ปีมาแล้วนี่ก็ย่างเข้าปี 53 ทำงานมาปีที่ 53 ทำไมเพราะอะไรโลกจึงไม่มีโลกุตระ ก็เพราะคนมันเสื่อม เสื่อมจริงไหมล่ะ ถ้าไม่เสื่อมคนที่มีโลกุตระเขาก็ต้องเอามาขยายผล ขยายผลแล้วเป็นยังไง ขยายผลแล้วชาวพุทธก็จะฟังธรรมนี้รู้เรื่อง เห็นดีเห็นงามแล้วก็จะมาปฏิบัติตาม ปฏิบัติตามแล้วก็จะได้มรรคผล จะได้ประโยชน์จากธรรมะเป็นอารยธรรมข เป็นโลกุตระธรรมด้วย เลิกล้างลดจากโลกีย์ ทิ้ง ลาภ ยศ สรรเสริญ ทิ้งสุขที่เป็นโลกียสุข มาอยู่ทางนี้ มาปฏิบัติตามที่อาตมาพาทำ มันทวนกระแสกับโลกีย์ ทวนกระแสกับทางโลกีย์ เขาจะต้องมี ลาภ ยศ สรรเสริญ มีสุขตามที่เรายึดถือไปอุปาทานหรือมันอยากอยู่ อุปาทานออกฤทธิ์มาเป็นตัวตัณหา อยากไปบำเรอความต้องการของตน คุณก็จบคุณก็ได้ตามที่คุณบำเรอแต่จริงๆไม่จบ บำเรอแล้วก็อยากอีกยิ่งอยากแรงอีก ยิ่งย่ามใจ ยิ่งเสริมความอยากหนักกว่าเก่า ความอยากจัดจ้านวิตถารไปเรื่อยๆมันไม่จบ แต่โลกุตระนั้นมาเลิกไปตั้งแต่เห็นสิ่งที่เราจัดจ้านด้วยความเป็นอบายมุข โลกมันพาไปสุขที่จัดจ้าน ที่หนักหนาเหน็ดเหนื่อยกระทบต่ออันอื่นอีกมาก 1.เสียแรงงาน 2.เสียทุนรอน 3. เสียความนึกคิดอารมณ์ ไม่เข้าเรื่องเลย เลิกความสูญเสียที่โง่ๆ 1.สูญเสียเวลา 2. สูญเสียแรงงาน 3. เสียทุนรอน เอาคืนมา ไม่ต้องเสีย เวลา แรงงาน ทุนรอน เราเลิก ไม่ไปโง่กับเขา ภาษาอธิบายได้แค่นี้ คุณเลิกสิ่งใดที่จะไปปรุงแต่งอย่างนี้ที่จะต้องไปปรุงแต่งสุขทุกข์กับมัน คุณไปจมอยู่กับมัน แต่เราเลิกแล้ว การปรุงแต่งอย่างนั้นแล้วเราก็ว่างมา ผู้ปฏิบัติเอง ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่เกิดอยากได้สุขอย่างนี้ ถ้าขืนไปอยากได้ไปขวยขวายอยู่มันก็ทุกข์ คุณรู้ด้วยตัวเองเลยคุณจะเลิกแล้วคุณก็จะไม่สุขไม่ทุกข์ อารมณ์หรือเวทนา ไม่สุข ก็ไม่สน ไม่สุขก็ไม่เห็นเป็นไรไม่ต้องไปอยากได้ ภาษาว่าอย่างนี้ จิตของคุณเป็นอย่างนี้ไหม ไม่เห็นต้องการเลย ไม่อยากต้องการเพราะรู้แล้วว่ามันปนกันอยู่กับทุกข์ มันไปก็ต้องใช้เวลาแรงงานทุนรอน เราก็เอาเวลาของข้าคืนมา เอาทุนรอนของข้าคืนมา เอาแรงงานของข้าคืนมา เอามาปลูกผักปลูกพืชดีกว่าแล้วก็แจกจ่ายดีกว่า สรุปง่ายๆอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้ความจริง ก็จะมีความจริงอันนี้ ทำไมเพราะอะไร…เพราะยังคิดไม่ออก เพราะยังไม่รู้ความจริง ก็เลยทำอย่างโง่ๆทำไม เพราะฉะนั้นเมื่อยังจมอยู่ ก็ไม่มีโลกุตระ ก็ยังเป็นโลกียะจมอยู่อย่างนั้น ทั้งๆที่มีคนชาวพุทธ ก็เพราะว่าชาวพุทธเสื่อมแล้ว ชาวพุทธไม่รู้ความจริงอันนี้แล้ว จึงไม่เกิดโลกุตระ ทำไมไม่มีโลกุตระ ก็เพราะชาวพุทธที่มีอยู่นั้นไม่มีโลกุตระไม่รู้จักโลกุตระ แล้วจะเอาโลกุตระมาจากไหน เพราะฉะนั้นคนที่รู้โลกุตระมีโลกุตระจริง จึงเอาโลกุตระมาบอกจึงเอาโลกุตระมาพูดเอาโลกุตระมาให้พิสูจน์ เมื่อพูดให้ฟังแล้วเห็นว่าเข้าท้าพิสูจน์ได้จริงจึงเกิดมนุษย์มารวมกัน ชาวอโศกจึงมีคนจริงที่เป็นโลกุตระขึ้นมา จริง หมู่ใหญ่ก็เรียกว่าพุทธ อาตมาเอามาประกาศแล้วก็พาคนมาปฏิบัติจนเป็นกลุ่มเป็นก้อน จนเป็น สาราณียธรรม 6 เกิดชุมชน สาราณียธรรม 6 ตรงนี้แหละจะเป็นตัวคำตอบชี้บ่งถึงสัจธรรม ว่า เป็นพุทธแท้ พุทธแท้ตรงใจกลางข้อที่ 4 ของ สาราณียธรรม 6 ข้อ 4 ว่ามีลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา เมื่อได้ลาภโดยธรรม แล้วเอามารวมกันเรียกว่าสาธารณะ แล้วก็โภคี บริโภคร่วมกันเป็นส่วนกลาง สาธารณะคือส่วนกลาง ต่างคนต่างไม่ยึดถือว่าเป็นของตัวของตน เราก็จะมักน้อยสันโดษมีคุณสมบัติ วรรณะ 9 ที่สำคัญ เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ธูตะ ข้อปฏิบัติที่ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... สังคม ที่มีความเป็นพุทธแท้นั้น ดูได้จาก สาราณียธรรม 6 โดยเฉพาะข้อที่ 4 พ่อครูว่า... เป็นหัวใจของมนุษยชาติเลยไม่หวงแหนเป็นเราเป็นของเรา ได้ลาภ มาโดยธรรมเป็นสิทธิ์ของเราด้วยนะแต่เราเอาเข้ากองกลางไม่ยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา เราก็กินใช้อยู่ในนั้นโดยเรามีคุณธรรมเป็นคนวรรณะ 9 คนเลี้ยงง่ายบำรุงง่ายมากน้อยสันโดษจนกระทั่งครบหมด เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) พ่อครูว่า... สํานวนระดมความเพียรเป็นสำนวนของท่านประยุทธ์ปยุตโต แปลมาจากบาลีว่า วิริยารัมภะ เป็นคนขยันที่ขยันจริงๆไม่ได้เต๊ะท่าดราม่าแต่มันเป็นสัจจะเป็นในตัวเป็นสัญชาตญาณของเขา ขยัน แล้วก็ไม่สะสมขยันไม่สะสม สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ทำแต่สิ่งที่ดีไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามที่ตัวเองถนัด มีสมรรถนะความสามารถก็สร้าง ๆๆ แล้วก็ไม่สะสมกระจายแบ่งแจกเกื้อกูล อันนี้แหละเป็นทั้งเศรษฐศาสตร์เป็นทั้งรัฐศาสตร์เป็นทางสังคมศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย ในโลกมนุษย์ เพราะฉะนั้นก็มาพิสูจน์กัน ว่า โลกุตรธรรม _สู่แดนธรรม... ผมเห็นสังคมอื่นเขาบอกว่าพุทธแท้ ต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้ แต่เขาก็อยู่กันอย่างตัวใครตัวมัน จริงๆแล้วความเป็นพุทธแท้ต้องมีประโยชน์ต่อสังคมเป็นกลุ่มเป็นก้อนต่อประเทศชาติ พ่อครูว่า... มันเป็นความเกื้อกูลเพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ที่อาตมากำลังพยายามพูดอยู่ เศรษฐศาสตร์ที่เจริญคือเศรษฐศาสตร์ที่เรานี่แหละให้เขาได้ เสียสละให้เขาได้ไม่ใช่เรายิ่งมีธนบัตรมากมีทองคำมากมีอะไรต่ออะไรมาเป็นของตัวมากกักตุนสะสมไว้เป็นของตัวของตนเยอะๆ แล้วก็ถือว่านี่เราเป็นคนที่ฐานะดี คนที่ฐานะดีที่สุดคือคนที่ไม่สะสมอะไรเลย อปจยะ มี วิริยารัมภะ เป็นทรัพย์ มีความขยันหมั่นเพียรกับมีสมรรถนะ อาตมาเคยสรุปแล้วทรัพย์อันยิ่งมนุษย์คือ 1 สมรรถนะความรู้ความสามารถ 2 ความขยัน นี่คือทรัพย์ที่ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ใครปล้นออกไปไม่ได้ อยู่กับตัวเราเรามีความรู้ความสามารถที่จะทำได้และขยันทำด้วย มันก็เป็นผลผลิตเป็นสิ่งที่ก่อที่เกิด เช่นเราไม่ต้องเอาอะไรมากหรอก แค่เป็นกสิกรนี่แหละเป็นผู้ที่ปลูกผักปลูกพืช ซึ่งเป็นพื้นฐานของมนุษยชาติเลย เป็นช่างเป็นกสิกรนี่แหละ สูงกว่านั้นไปคุณจะมีความรู้อะไรก็ตามแต่ที่มันเป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษยชาติ คุณก็ทำไปแบ่งกัน จะถึงอย่างไรกสิกรก็เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สร้างอาหารนี่เป็นหนึ่งในโลก เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ในโลก เพราะฉะนั้นอาตมาเคยบอกว่าเมืองไทยเป็นเมืองอยู่ในเขตศูนย์สูตรที่ดี มีน้ำมีดินมีอากาศที่สมบูรณ์บริบูรณ์เลย เพราะฉะนั้นเราเอาความเป็นจริงอันนี้ที่เรามีอยู่แล้ว ทำสิ ทำอันนี้ให้มันเจริญงอกงาม ไปที่ไหนก็ปลูกผักพืช ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ให้มันเจริญงอกงามเพื่อที่จะแจกจ่ายเจือจางไปเป็นสินค้าออก เป็นสิ่งที่เผื่อแผ่แก่โลก เราก็มีกินพอเหลือเฟือขายถูกหรือแจกฟรีเอาไปเลย อันนี้แหละจะชนะลูกระเบิด จะชนะลูกปืน อาหารนี่ จะชนะลูกระเบิด จะชนะลูกปืน จะชนะอาวุธที่มันพิสดาร ต่อให้คิมจองอึน ต่อให้ปูติน ต่อให้ใครก็แล้วแต่ คิดอาวุธร้ายแรง เก่งขนาดไหน เขาโยนลูกระเบิดมา เราปามะเขือเทศไปให้ เราปาฟักแฟงแตงกว่าไปให้ เอาสิ สู้กัน ดูซิว่าใครจะชนะ อย่างเก่งเขาก็ระเบิดเราตายเท่านั้นเอง ผู้ที่อยู่ก็ปลูกสิ่งเหล่านี้อีกโยนเข้าไปให้ หนักเข้าไม่ต้องโยนให้มันหรอก ให้มันเอาลูกระเบิดโยนมาเดี๋ยวให้มันกินลูกระเบิด มันก็ต้องเอาเวลาแรงงานทุนวันไปสร้างลูกระเบิดแล้วก็เอาเวลาแรงงานทุนรอนไปสร้างอาหารเอาจริงใครจะยืนยงกว่ากัน จริงๆนะอันนี้เป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์กันได้เลย เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธที่มีโลกุตระธรรม อาตมายังแน่ใจยังมั่นใจว่าโลกุตระธรรมที่อาตมาอธิบายไปคร่าวๆนี้ มันจะเป็นสิ่งที่ช่วยมนุษยชาติอุ้มชูมนุษยชาติ ทำให้มนุษยชาติเป็นอยู่สุข ที่สุดแห่งที่สุดแล้วอาตมาสรุปได้ 8 คำ 1อิสระ 2สบาย 3สงบ 4อบอุ่น 5อิ่มเอม 6เกษมใส 7ใจเกื้อกูล และ8เพิ่มพูนการเสียสละ นี่เป็นคุณสมบัติของมนุษยชาติของสังคม ที่เป็นคุณสมบัติที่มนุษยชาติแต่ละคนมีรวมกันเป็นสังคมมีคุณสมบัติ 8 ข้อนี้แหละ จะเป็นสิ่งที่สุดยอดในมนุษยชาติ ทำให้สังคมโลกนี้อยู่เย็นเป็นสุข ได้แล้ว ถ้ามีมวลมนุษย์มีคนชนิดนี้ อยู่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของโลกหรอก มีประมาณ 1 ของโลก ก็ช่วยโลกได้แล้วอย่างเห็นชัด ยิ่งมีมากเกินกว่าครึ่งแล้วโลกนี้สบายหมดเลย แล้วคนนี้มันไม่โง่จนกระทั่งไม่รู้อะไรคือคุณค่า อะไรคือคุณประโยชน์ อะไรคือคุณธรรม มันไม่ใช่มันจะโง่ดักดานจนไม่รู้กันจริงๆจังๆหรอก มันจะต้องรู้ในสักวันใดวันหนึ่งได้แหละแม้มันจะโง่ดักดานไม่นานเกินล้านๆๆปีหรอก สำหรับคนนะ ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานก็แล้วไปกว่ามันจะวิวัฒนาการมาเป็นคนแล้ว กว่าจะมาเป็นคน มิลักขชน กว่าจะเป็น คน อาริยกะ ก็ค่อยๆวิวัฒนาการไป เพราะฉะนั้นสังคมคนที่ไม่มีโลกุตรธรรมนั้น คือสังคมคนที่ไม่พ้นทุกข์ สังคมที่มีคนไม่พ้นทุกข์ก็คือ มันยังมีทุกข์อยู่ แต่มันไม่รู้ทุกข์ มันยังหลงทุกข์ว่าเป็นสุข ยกตัวอย่าง ภาษามาโซคิส เป็นภาษาฝรั่ง มาโซคิสคือทำให้ตนเองเจ็บป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน