ทำไมในวิโมกข์ 8 ต้องตรวจถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทำไมในวิโมกข์ 8 ต้องตรวจถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ในวิญญาณฐีติ7 กิเลสตายที่อากิญจัญญายตฌาน และในวิโมกข์8ก็มีอากิญจัญญายตฌาน แต่กิเลสไม่ตายเพราะอะไร จึงทำให้ต้องมีเนวสัญญานาสัญญายตนขึ้นคะ และกิเลสไปตายที่สัญญาเวทยิตนิโรธคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า...พวกเรานี้ก็ลึกซึ้งดี ถามมานี้ลึกซึ้ง ฟังดีๆ คำว่า จบที่กิเลสตายหรือจบที่ อากิญจัญญายตนฌาน ก็หมายความว่า ผู้นี้มีสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติธรรมแล้วไม่มีข้อสงสัยมาตั้งแต่ ฌาน 1 ใน วิญญาณฐิติ 7 ถ้าคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้วก็ยังเข้าใจไม่ได้ ข้องใจอยู่ ส่วนตัว ส่วนคนที่สัมมาทิฏฐิแล้ววิญญาณฐิติ 7 เข้าใจหมดทั้ง 7 มาตามลำดับ ทีนี้ วิโมกข์ มี 8 ใน วิญญาณฐิติ 7 กับวิโมกข์ 8 ต่างกันอยู่ว่า ข้อ 1, 2, 3, 4 วิญญาณฐิติ ส่วนวิโมกข์ นั้น 1, 2, 3 ซึ่งมันอธิบายสองอย่าง วิญญาณฐิติ 1, 2, 3, 4 คือ กายกับสัญญา แต่วิโมกข์ 1, 2, 3 คือ อธิบายลักษณะธรรมให้ปฏิบัติ มีรูปเป็นต้น เช่น ในข้อ 1 รูปีรูปานิ ปัสสติ, ข้อ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิ ปัสสติ ก็บอกภายนอก-ภายใน สามารถศึกษาปฏิบัติฝึกฝนเข้าไปเห็นได้ตั้งแต่ภายนอก เข้าไปเห็นภายนอกแล้ว ก็มาเห็นตามลำดับเข้าไปสู่ภายใน จนถึง “อรูปสัญญี” อรูป-สัญญี สัญญีก็คือผู้กำหนดรู้ใช้สัญญากำหนดรู้ได้ รู้ตามเข้าไปจนถึงภายในได้ ก็เป็นการอธิบายการปฏิบัติ ลักษณะของคนที่จะปฏิบัติ ต้องปฏิบัติรู้จักรูป รู้จักสิ่งที่ถูกรู้ แล้วจะต้องมีนาม มีปัสสติ มีสัญญากำหนดรู้ ใช้สัญญากำหนดรู้ แล้วก็รู้ ก็เห็น-ปัสสติ เห็นโดยการมีภายนอกด้วย “พหิทา-รูปภายนอก” มีรูปภายนอก จนกระทั่งเข้าไปถึง”รูปภายใน- อัชฌัตตัง” จนกระทั่งถึงอัชฌัตต
อ่านต่อ
ังนี้ก็จะมีรูป “รูปาวจร”ก่อน แล้วไปสู่ “อรูปาวจร” อีก อย่างนี้เป็นต้น ก็ครบหมดทั้ง 3 ภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ครบบริบูรณ์ นี่เป็นการบอกลักษณะของธรรมะ ส่วนวิโมกข์ข้อที่ 3 นั้น สุภัณเตว อธิมุตโต(โมกโข) โหติ หมายความว่าคนนี้มีจิตสำเร็จ โดยมีทิศทาง อธิมุติหรืออธิโมกข์-มีทิศทาง โน้มไปหรือ เข้าใจง่ายๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า Trend (เทรนด์) มันมี Trend มีจิตใจที่นำไป โน้มไป สู่ในทางที่เป็นสุภะ(สุภันเตวะ) แล้วมีปัญญารู้ด้วย คือมี สุภะ-อันเตวะ อันนั้น สิ่งที่มันควรจะเป็นไปตามทิศทางที่ถูกต้อง โดยความหมายของธรรมะอันนี้ ข้อ 3 ให้ทราบถึงสภาวธรรมมีภูมิปัญญาที่จะรู้ทิศทางที่จะนำไปสู่”สุภะ” ความควร ความน่าได้ น่ามี น่าเป็น คือสุภะ เป็นผลสำเร็จ มีทั้งปัญญา มีทั้งพฤติกรรมที่สำเร็จในตัว เพราะฉะนั้น วิโมกข์ 3 ข้อนี้รวมแล้ว คือ มีคุณธรรม ได้แล้วจึงจะเป็นวิโมกข์ในรายละเอียดคือ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญา จนกระทั่งถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นขั้นๆไป คือวิโมกข์ขั้นที่ 4, 5, 6, 7 คือรู้จักจากขั้นธรรมดา จากอากาศ จากวิญญาณ จนถึงการไม่มี อากิญจัญญะ จนสุดท้ายถึงขั้นบรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็คือสภาพของคนที่สัมมาทิฏฐิ ถ้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็รู้ว่า อันที่มันน่าสงสัย แม้แต่บางคนที่มีภูมิธรรมไม่ดี พอมาถึงจุดนี้ก็จะสงสัยว่า นี้มันหมดหรือยังนะ? (คืออาการ) เนวสัญญานาสัญญา จะว่าหมด มันก็ (ลังเล ตอบไม่ได้) จะว่ามันไม่มีแล้วนะ แต่ เอ๋! หรือว่ามันมีน้อยแล้วนะ? อาตมาเคยพูดหลายทีแล้วว่า เหลือน้อยนิดกับหมดนี้ ( แยกไม่ออก) มันอะไร มันน้อยนิดหรือมันหมดแล้ว คือความคม ความเก่งของคนบางคนยังไม่มี จึงเหลือส่วนความเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ ส่วนคนที่คมชัดเป๊ะมาเลย วิญญาณฐิติ 7 อากิญจัญญา ก็จะจบที่ อากิญจัญญายตนะ เลย ไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ เลย ignore (เพิกเฉย-ตัดทิ้ง) เลย จบ ไม่มีต่อ _คุณสู่แดนธรรมว่า ไม่เนิ่นช้าด้วย ไม่ต้องไปมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ พ่อครูว่า ใช่ ไม่ต้อง ไม่ต้องมีเนวสัญญานาสัญญายตนะ มันจบ มันไม่มีกิเลสเลย เมื่อไม่มีกิเลสเลย มันก็นิโรธสนิทแล้วละ และวิญญาณฐิติ 7 ไม่ต้องไปถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะมีสัญญากำหนดรู้มาตลอดกาลเลยและก็มาจบตรงที่ อากิญจัญญายตนะ มันก็เป็นนิโรธแล้ว เป็นสัญญาทำงานมา สัญญาเวทยิตตัง นิโรธัง โหติ สัญญามันกำหนดรู้ “เคล้าเคลียอารมณ์-เวทยิตตัง” แล้วก็เจอนิโรธอยู่ในนั้นแล้ว เสร็จเรียบร้อยในตัว ไม่ต้องมาดุ๊กดิ๊กๆ เนวสัญญานาสัญญา แล้วจึงจะ สัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่ต้องเลย อ่านรู้เวทนา-กำจัดกิเลสไปจนนิโรธได้เลย ปัจจุบัน นี้เป็นสภาวะธรรมที่ละเอียดลึกซึ้ง อาตมามีสภาวะเรื่องนี้จึงอธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจน ถ้าคนยังไม่มีภูมิ เดาไม่ออก อธิบายขยายความสับสน พวกคุณที่อาตมาอธิบายให้ฟัง สับสนไหม? ใครสับสนยกมือ อย่าอาย... มีบ้าง 3-4 คน ในจำนวนร้อย ดี อาตมาสอบได้ มี Error (คลาดเคลื่อน) มีคนเข้าใจไม่ได้บ้าง จะโทษอาตมาคนเดียวไม่ได้ ไม่เข้าใจธรรมะต้องเพราะคุณด้วย อาตมาด้วย อาตมาอธิบายได้เก่งเท่านี้ คุณก็เก่งเท่านั้น มันก็เลยได้เท่านี้ พูดไปเหมือนกับพูดเล่นๆ แต่มันเป็นความจริงทั้งนั้น จะอธิบายได้ที่ถามว่ากิเลสมันไม่ตายเพราะอะไร ก็เพราะว่ามันไม่รู้ ถ้าคุณรู้มีปัญญา มันก็มีธรรมฤทธิ์ ปัญญาเป็นธรรมฤทธิ์ กิเลสก็เป็นตัวมาร มันรู้ว่าปัญญาเห็นหน้ามันแล้วมันวิ่งจู๊ดเลย อาตมาอธิบายเป็นสภาวะได้เท่านี้ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัส พระพุทธเจ้าบอกว่า เราเห็นเธอแล้วมาร มารก็บอกเพื่อนเลยว่า ตถาคตเห็นเราแล้ว ก็พาพวกวิ่งหนีไปเลย ไม่มีความเลวร้ายรุนแรงอะไรเลย มาร ผี กิเลส ตัวร้าย กับปัญญาพระพุทธเจ้านี่ มันเป็นฤทธิ์ทำลายกันเท่านั้นเอง มันไม่ได้มีความเหี้ยมโหดรุนแรงอะไรต่ออะไรเลย มันมีการแพ้ชนะกันอย่าง ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สวยสดงดงาม คงเข้าใจแล้วนะ 660814 ชีวกสูตรคือเจาะจงฆ่าไม่ใช่เจาะจงชื่อคนกิน รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #36 ราชธานีอโศก