660421 เกิดมาต้องรู้จักความเป็นคนกับสังคมจึงไม่เสียชาติเกิดพุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์39 KB
วันที่แก้ไข24 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

660421 เกิดมาต้องรู้จักความเป็นคนกับสังคมจึงไม่เสียชาติเกิดพุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/52991.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/19e9BijZOHq5NXaYARJiexK3Ov-PLLC7U/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1DAylyX69AoCdzTwHLDuR-k6Dx7PDu9UT/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/m3rvNG4oCVQ และ https://fb.watch/k2hSlUSXd6/

สมณะเดินดิน... วันนี้วันศุกร์ที่ 21 เมษายน 2566 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เรามีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล มาศึกษาวิถีชีวิตของชาวชุมชนของพวกเราด้วย ยินดีต้อนรับทุกๆคน อากาศร้อนๆตอนนี้ มีฟ้าอย่างเดียวยังไม่มีฝนร้องเป็นระยะ ช่วยลดอุณหภูมิลงไปได้พอสมควร เมื่อเช้าดูข่าว เขาบอกว่าประเทศไทยมีภัยคุกคามอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน 1. ไฟฟ้าแพง ชาวบ้านเดือดร้อนต้องไปเข้าโรงจำนำจ่ายค่าไฟฟ้า เจ้าหน้าที่บอกว่าอากาศร้อนขึ้นทุก 1 องศา ค่าไฟฟ้าก็จะพุ่งตามขึ้นไปด้วย 2. PM 2.5 ตอนนี้ประเทศไทยติดอันดับโลกเลย ที่เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ตอนนี้เป็นเขตฝุ่นละอองติดระดับโลก กทม.เมืองหลวงติดอันดับ 2 ของโลก 3. ดัชนีความร้อน คือความรู้สึกของร่างกาย เทียบกับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ก็คือความร้อนที่มนุษย์รู้สึกได้ เล่าให้พอครูฟังพ่อครูบอกว่า มีภัยอันที่ 4 คือภัยจากนักการเมือง ซึ่งไม่รู้จะหนีอย่างไร มีคำคมคำหนึ่งบอกว่า “ต่อให้ท่านจะมีสติปัญญามากสักเพียงใด แต่หากท่านไม่สนใจการเมืองแล้ว ท่านจะถูกคนโง่ๆขึ้นมาปกครองท่านเอง” เราลองดูในบ้าน นักการเมืองทำให้ประเทศเราเกิดความแตกแยกรุนแรง แตกแยกไปถึงระดับในมุ้ง ผัวกับเมียก็เลิกพูดกันเพราะคน

อ่านต่อ

ละสี ตอนหลังก็ค่อยๆกลับคืนมาสู่สภาวะปกติได้ จะเห็นได้ว่า นักการเมืองเป็นตัวสร้างความแตกแยก ทำให้ประเทศชาติหายนะล่มสลายก็ได้ เหมือนอย่างประเทศยูเครน ได้ประธานาธิบดีที่แสดงหนังเป็นตัวตลกมาก่อน เขาก็เลยสู้กับรัสเซียใหญ่เลย สู้แล้วก็บอกว่าจะชนะแล้ว แต่เห็นบ้านเมืองราบเป็นหน้ากลอง ก็มีแต่ความฝันว่าจะชนะแล้ว ไม่รู้เขาคิดว่าเขากำลังแสดงหนังอยู่หรือเปล่า นี่ก็น่าสงสารคนในยูเครนเหมือนกัน ที่ได้ผู้นำที่ไม่ฉลาด ตอนนี้เราหาเสียงกันก็ดูเหมือนว่านักการเมืองแต่ละคนจะมาทำให้บ้านเมืองเป็นเมืองพระศรีอารย์ภายในปีเดียวนี้แหละ นักการเมืองบางคนหาเสียงบอกว่า จะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศไทย ทำคนรวยให้รวยยิ่งขึ้น จะทำคนจนให้รวย จะทำคนรวยให้รวยยิ่งขึ้น ตอนนี้ใครๆก็เก่งกาจสามารถได้ เพราะคำพูดจะพูดยังไงก็ได้ แต่ความเป็นจริง นักการเมืองเหล่านี้เขาได้ทำอะไรมาให้กับเราบ้าง พ่อครูมองว่า ต่อไปเมืองไทยจะเป็นโรคนักการเมืองขึ้นสมอง นอนละเมอเพ้อฝันว่าจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ สุดท้ายก็เลยงอมืองอเท้า ไม่คิดจะทำมาหากิน ซึ่งก็น่ากลัว เพราะถูกนักการเมืองล้างสมอง ประธานาธิบดียูเครนทุกวันนี้ทำตัวเป็นขอทานระดับโลก ไปขออาวุธ ขอนั่นขอนี่จากประเทศอื่นทำให้ประเทศตกต่ำอย่างมาก พวกนักการเมืองทำให้ประชาชนเป็นคนขี้ขอ พ่อครูว่า... ขอสุดท้ายเขาจะขอชีวิต ไว้ชีวิตฉันด้วย

เกิดมาเป็นคนต้องรู้จักความเป็นคนและสังคมจึงไม่เสียชาติเกิด พ่อครูว่า... อาตมาเคยพูดย้ำซ้ำซากมาตลอดว่า “คนเกิดมาเป็นคนแล้ว แล้วไม่รู้จักความเป็นคน และความเป็นสังคมคน ความเป็นสังคมที่เราจะต้องรู้เขารู้เรา ถ้าเกิดมาไม่รู้ 2 อย่างนี้คือคนอวิชชา” คุณจะจบด็อกเตอร์ทางแขนงไหนก็แล้วแต่ 100 อย่างเลย ความรู้ทางเทคนิควิชาการแบบไหนก็แล้วแต่ แต่คุณไม่รู้จักความเป็นคนและความเป็นสังคมที่เราอยู่ ที่คนเป็นกัน สังคมหมู่นั้นหมู่นี้เขาเป็นอย่างนี้ คุณเกิดมาชาติหนึ่งเสียชาติเปล่า ได้ความรู้ทางเทคนิคได้ความรู้ทางวิชาการเพื่อมาแลกกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วก็จบชาติไป ได้มากสุขมากแต่เป็นสุขโลกีย์ สุขเพราะได้ ลาภเยอะ ยศเยอะ สรรเสริญ และกิเลสก็ติดจิตวิญญาณไป ก็หลงกับสิ่งที่เราเคยได้ ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์ พยาบาทจะต้องแย่งให้ได้ๆ ตกลงเกิดมามีชีวิตเป็นคนจมอยู่ในโลกียะแบบนี้ ตายแล้วตายเล่ามีแต่ความมากขึ้นน้อยลงนิดหน่อย ที่จริงก็มีแต่การเติมน้ำหนักความอยากได้โลกีย์ทรัพย์หรือโลกียเวทนา ความรู้สึกสุขความรู้สึกทุกข์ บางคนยุ่งยาก วุ่นวายนี่เขาชอบนะ รุนแรงก็ชอบอย่างนี้เป็นต้นพวกซาดิสม์ ยิ่งหนักเข้าไปเป็นมาโซคิสม์ ตัวเองเจ็บปวดนั่นแหละยิ่งมันยิ่งสุขยิ่งชอบ นั่นแหละคนพวกนี้เกิดมาจะสูญเปล่า ต่อให้zzzคุณไปเรียนรู้วิชาทางเทคนิควิชาการทางโลก จบมาอีกกี่ร้อยวิชา พันวิชาก็ตาม มันก็ใช้ในช่วงชีวิตที่คุณมีชีวิตอยู่แลกได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วคุณก็เสพ เสพติดด้วย ตายไปแล้วก็ได้ความเสพติดรสชาติที่คุณได้เสพโลกียทรัพย์ คุณก็ติดไปอีก เพราะฉะนั้นชีวิตเกิดมาแต่ละชาติ ถ้าไม่รู้จักโลกุตรธรรม ไม่รู้จักความเป็นคนและจะอยู่กับสังคมอย่างไร จนจบกิจ กตํ กรณียํ นารํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ คนมันก็มีสังคมศาสตร์อย่างนี้ ซึ่งมีเรื่องหลักๆคือ เศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ 2 กิ่งใหญ่ เศรษฐศาสตร์ก็เสพ รัฐศาสตร์ก็แย่ง เท่านั้นเอง สรุปแล้ว แล้วก็หลงใหลอยู่กับการได้เสพกับการแย่ง ก็อวิชชาไปตลอดแต่ละชาติ ๆ ไม่สิ้นสุด ฝั่งเทวนิยมที่เป็นศาสนาพระเจ้า ที่คนไทยก็ยังฉลาดน้อย ไปเห็นว่าเป็นประเทศที่เขามีความรู้สูงสุด แล้วก็ไปดีอกดีใจได้ถึงขั้นปริญญาเอกมาจากเมืองนอก แล้วก็เอามาสอนกันแนะนำกัน ชีวิตของเขาก็จะวนเวียนอยู่อย่างนั้นตลอดไม่จบกิจ ศาสนาพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบความจบกิจ อย่างเป็นอรหันต์ก็เป็นผู้จบกิจ จบกิจทุกอย่าง เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์สังคมศาสตร์ แม้จะไม่เป็นทางวิศวกรรมศาสตร์ ก็จบด้วย เพราะว่าเราไม่จำเป็นจะต้องไปเป็น ไม่ได้อยากเป็นหรือเห็นว่าก็อาศัยกันได้ มันก็มีสิ่งที่เรามี อย่างทุกวันนี้อาตมาจะทำธรรมศาสตร์ เป็นธรรมะโลกุตรศาสตร์ อาตมาก็อาศัยอย่างนี้ ชีวิตก็จบกิจ สิ่งที่จะกินจะอยู่อาศัยก็จบแล้ว สบาย กินวันละมื้อ ทำงานแลกกินไปวันๆ เหลือ ถ้าตีค่าตีราคาก็เกินที่กินที่ใช้ที่อาตมาทำงาน ตีราคาตามราคาที่ควรจะเป็นตามสัจจะนะ ไม่ใช่ตีราคาอย่างโลกสมมุติกัน โลกสมมุติกัน คนที่ไร้ค่าก็ให้ราคากันแพง ซึ่งสับสน มันไม่ใช่สัจจะที่ถูกต้อง คนที่มีราคาค่าตัวแพง อย่างพระพุทธเจ้านี้จะตีราคาคำสอนของท่าน ประโยคละเท่าไหร่ บรรทัดละเท่าไหร่ คำพูดแต่ละครั้งแต่ละคราว ค่าที่ท่านบรรยาย จะให้ครั้งละเท่าไหร่ มันหาค่าบ่มิได้ ผู้ที่มีความรู้อันเป็นโลกุตรธรรมที่รองลงมา ก็เป็นความรู้ที่หาค่าบ่มิได้ เทียบกับค่าแบบโลกๆแล้วเทียบกันไม่ได้ แต่พูดไปแล้วคนก็ยังเห็นค่าทางโลกตีราคากันอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นสังคมที่ไปสนใจในเรื่องราคา ค่าแรงงาน ค่าความรู้อะไรของเขาไป ไม่มาสนใจเรื่องพฤติกรรมจริง เขาก็จะสับสนอยู่อย่างนั้น เช่น เศรษฐกิจ เขาไปสนใจอะไร เรื่องเศรษฐกิจเขาก็ไปสนใจยอดเงินรวม ที่เรียกว่า รายได้ เรียกกันอย่างเท่ห์ๆว่า GDP ก็ไปแย่งชิงกับตัวเลขอันนี้ ถ้าเอาตัวเลข GDP มาเทียบ ชาวอโศก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) มีรายได้องค์รวมของภายในกลุ่มอโศกเอง คือ Domestic แล้วก็จาก Product จากผลผลิตของพวกเรา นี่แหละเอาไปขาย ดันขายถูกต่ำกว่าราคาตลาด ดีไม่ดีแจก เพราะฉะนั้นตกลงชาวอโศก GDP นี้สูงหรือต่ำ (โยมว่าต่ำ) แล้วมันอยู่ได้ยังไง แล้วพวกคุณถือว่าเศรษฐกิจ ของพวกคุณดีหรือไม่ดี ดี อ้าวดียังไงแล้วมันต่ำ เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงของคนทั้งกายและจิต กายกรรมของคุณก็ทำจริงอย่างที่ว่า แล้วคุณก็มีจิตที่เป็นวรรณะ 9 คือคลาสสิค คือคนชั้น 1 คนชั้นเอก คุณมีวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) อยู่อย่างนี้ เลี้ยงดูง่าย เลี้ยงดูยิ่งกว่าไก่ในบ้าน ให้มันจิกหากินเอง ว่างๆก็โปรยเมล็ดข้าวให้มันบ้างสบายๆ หากินเอง ที่จริงปลูกสร้างเองหรือแบ่งกันกินเหลือเฟือ แจกจ่ายข้างนอกได้ด้วย เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) ทำให้พัฒนาเจริญทางความรู้ง่ายแล้วถูกต้องด้วย ทั้งโลกีย์จะให้เจริญเป็น สุโปสะ ยาก แล้วไม่ถูกต้องเพราะว่ากลายเป็นความฉลาดอย่างเฉโก เจริญอย่างโลกีย์ จะสร้างอาวุธแข่งกันไปแย่งรายได้เงินๆทองๆตัวเงินตัวทอง เขาไปแย่งจริงๆ ขออภัยเรียกเป็นตัวเงิน เดี๋ยวจะเข้าใจตัวเงินตัวทองเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เราไม่ได้แย่งกันเลยพวกเงินๆทองๆ เขาไม่สนใจในพฤติกรรมจริงของคน เขาทำอะไรมีสาระอะไร ชีวิตอาศัยใช้สอยหรือว่าจะไป ให้เงินๆทองๆหรือแบงค์โน้ต มันคือเศษกระดาษชำระ เป็นแต่เพียงว่าใช้หนี้ได้ตามกฎหมายเท่านั้นเอง มันเป็นกระดาษชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย มันเป็นเศษกระดาษชำระจริงๆ เพราะฉะนั้นพวกเราไม่สำคัญในแบงค์โน้ตไม่สำคัญในธนบัตร เห็นธนบัตรเป็นเรื่องขี้ผง มีก็ได้ไม่มีก็ได้ มีก็ใช้ได้ไม่ลำบากลำบน ไม่ใช่ใช้ไม่เป็นแต่ใช้เป็น แล้วก็ไม่ได้ไปแย่งไปชิงใคร พอมีสะสมก็รู้ว่าโลกเขาสมมุติเป็นค่าก็เก็บไว้ ไม่ทิ้งไม่ขว้างเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นชีวิตที่ง่าย สุโปสะ เป็นความรู้ที่รู้ฉลาดโลกุตระ ไม่ใช่เป็นความรู้โลกียะที่พัฒนาให้รู้ยากเข้าใจยาก ให้มีฌาน ก็ได้โดยยากได้โดยลำบาก เพราะไม่เข้าใจในคำว่า ฌาน แต่เข้าใจฌานแบบโลกีย์ที่เรียนกันอยู่ในโลก ฌาน ของพระพุทธเจ้ากับฌานโลกียะ มันคนละโลกเลย ฌาน ของพระพุทธเจ้าเป็น ฌานวิสัย เป็น อจินไตย เป็นเรื่องที่เดาไม่ได้หรอก ฌาน คือ พลังงานของจิต ที่มีฤทธิ์ มีน้ำหนักถึงขั้น รู้จักอาการของกิเลสในจิต แล้วกำจัดกิเลสลงได้ ด้วยฌาน 1 ,2 ,3 ,4 จบเรียกว่าบุญ บุญคือเพชฌฆาตมือสุดท้ายของฌาน หั่นหัวกิเลสขาดแล้วตายไม่มีฟื้น บุญ ผู้ที่ทำบุญเสร็จ จบสิ้นอาสวะ คนนั้นก็หมดบุญ พระอรหันต์เป็นคนไม่มีบุญ หมดบุญ เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ พระอรหันต์แต่ละองค์ ท่านบรรลุเสร็จท่านก็บอกว่า เราจบแล้วเราเป็นคนไม่มีบุญไม่มีบาปแล้ว พระพุทธเจ้าก็เช่นกัน ท่านก็ตรัสของท่าน ว่าท่านจบกิจของท่าน แต่อรหันต์ของท่านคืออรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนพระอรหันต์ธรรมดานั้นมีหลายขั้น ตั้งแต่อรหันต์ขั้นต้น ขั้นอนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ อะไรอย่างนี้เป็นต้นเขียนไว้แล้วมากมาย ซึ่งลึกซึ้งซับซ้อน เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ศึกษาความเป็นคนหรือความเป็นสังคมที่คุณจะเกิดอีกกี่ชาติ ถ้าคุณวิบากไม่ดีก็ไปเวียนวนเป็นสัตว์นรกมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็รู้ได้ยาก จะวนเวียนไปถ้าไม่ได้เรียนรู้อันนี้มันจะวนเวียนนับไม่ถ้วนเลยชีวิต ชีวิตไม่มีจบกิจ จบกิจ คือ หยุดวนเวียน ชีวิตของอรหันต์ คือ ชีวิตของผู้ที่จะตายแล้วสามารถแยกธาตุจิตนิยามของตนเองออกเป็นอุตุนิยาม เป็นดินน้ำไฟลมไปได้เลย ไม่มาจับตัวกันเป็นจิตนิยามอีก อัตภาพเราก็สูญสิ้น สลายไม่เวียนตายเวียนเกิดในวัฏสงสาร ในภพชาติไหนๆอีกเลย หรือจะอยู่ก็อยู่อย่าง 1.ไม่มีตกต่ำ ไม่มีทำความชั่ว ไม่สุขไม่ทุกข์ มีแต่เป็น จะว่าจริงๆแล้วมีวิญญาณ แต่ยิ่งกว่าวิญญาณเพราะว่ายิ่งกว่าโรบอท ยิ่งกว่าหุ่นยนต์ ที่ไม่สุขไม่ทุกข์กับโลกนี้ แต่รู้ว่าสิ่งนี้ดีสิ่งไม่ดีไม่ทำจริงๆ ตามสมมุติของแต่ละกลุ่ม ซึ่งไม่เที่ยง สมมุติกันคนละอย่าง ชัดเจนหมด แล้วก็เป็นคนไม่มีโทษไม่มีภัย ถ้าจะอยู่ก็มีแต่ประโยชน์คุณค่าต่อโลก นี้เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่สอนและให้คนกระทำตนเป็นอย่างนี้ คุณจะอยู่ก็จบอรหันต์ แล้วคุณจะเวียนเกิดเวียนตายอยู่ก็อยู่ไปสิ เพราะมีแต่คุณค่าประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติกับโลก ถ้าไม่อยู่จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปหมดสิ้น คุณก็หมดอัตภาพ นี่แหละคือจบกิจที่สมบูรณ์แบบของพระพุทธเจ้า ส่วนวิชาการทางเทคนิค วิชาการความรู้พวกนั้น มันก็คือโลกียะที่คุณจะเอามาไว้สำหรับแลก ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไป 1 ชาติแล้วก็วนเวียนตกนรกขึ้นสวรรค์ ขึ้นสวรรค์ตกนรกไปอย่างนั้นอยู่ตลอดอีกนับชาติไม่ถ้วน คุณก็จะอยู่อย่างนั้น วิบากดีหน่อยได้สวรรค์หน่อย วิบากดีมากหน่อยก็ได้สวรรค์ ซึ่งเป็นของหลอก เป็นของลวงของมายาทั้งนั้น สุขก็เป็นมายา ทุกข์ก็เป็นมายา แล้วก็ไม่พ้นจากมายา มันน่าเสียดายชีวิต ผู้ที่ได้แล้ว ได้แล้วอย่างพวกเราเป็นอรหันต์ก็ดีค่อยยัง หรือยังไม่เป็นอรหันต์ก็เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ส่วนผู้ที่ไม่เข้ากระแสก็หัวหกก้นขวิด วนเวียนอยู่ตลอด คุณจะไปเรียนรู้วิชาการตรงรอบๆอีกกี่ชาติกี่วิชาเก่งเท่าไหร่ ก็รองรับได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มาบำเรอกิเลสคุณเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มาทางโลกุตระนี้คือปุถุชน ปุถุ แปลว่ามากแปลว่ามาก แปลว่าหนา แปลว่าใหญ่ แปลว่าโต อะไรใหญ่ มากและโตรู้ไหมก็คือกิเลส ไม่มีสิ้นสุดปุถุชน ฟังไว้สำหรับท่านผู้ไม่เคยได้ยินที่อาตมาบรรยายเลย หรือได้ยินแล้วก็ยังไม่ชัดฟังให้ชัดๆ ส่วนคนที่นี่ไม่มีปัญหาแล้ว เพราะสมัครใจจะไปเฮือนสุดชีวิตอยู่ที่นี่อยู่แล้ว เฮือนสุดชีวิตคือที่เผา ตายแล้วก็เผากันที่นี่ เพราะว่ามันสบายแล้ว ที่นี่เป็นสังคมชุมชนหมู่กลุ่มที่เป็น มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ที่เป็นกลุ่มชุมชนที่พระพุทธเจ้าสรุปไว้ว่าเป็นกลุ่มชุมชนที่มี สาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ทรัพย์สินผลผลิตได้มาก็เอามารวมกัน แล้วกินใช้ร่วมกัน ก็มารวมกันบริหารทรัพยากรพวกนี้ออกไป กินใช้ในพวกเรา ซึ่งก็สบายแล้วอาศัยใช้กินพอเหลือ เผื่อแผ่แก่ผู้อื่น ด้วยการเกื้อกูลแจกจ่ายหรือขายถูก ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา สังคมโลกเขาต้องการที่จะจบกิจเศรษฐกิจเหมือนเราเหมือนกัน เรากล่าวว่าจบกิจได้ ก็มันไม่มีปัญหา ในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ของพวกเรา ไม่มีปัญหาทางด้านรัฐศาสตร์ในพวกเรา แต่ทางโลกเขายังวุ่นอยู่เลย ยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาการเมือง รัฐกิจ แล้วก็แก้ปัญหาแก้ไปไม่รู้จบหรอก เขาแก้ปัญหาให้ตายก็ไม่มีจบ เดี๋ยวจะขยายต่อเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพิ่งจะได้ไปข้อ 7 จะมีข้อ 8 ไปถึงข้อ 50 กว่า เขียนต่อไปเรื่อยๆ ถึงข้อ 50 กว่าแล้ว เดี๋ยวค่อยขยาย

แยกรูปแยกนามเป็นแล้วจะไม่เจ็บไม่ปวดใช่หรือไม่ _จาก กิ่งธรรม .. กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพและศรัทธายิ่ง..ลูกได้ฟังเรื่องกายที่พ่อท่านสอนและ สณ.นำมาย่อยแล้วก็เข้าใจค่ะ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บางกรณีค่ะ เช่นการแยกจิตออกจากเวทนาที่เจ็บปวดกรณีที่เกิดความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด ความเจ็บปวดที่เกิดถือว่าเป็นรูปที่ถูกนามคือใจไปรับรู้...ความเข้าใจนี้ถูกต้องไหมคะ ? (พ่อครูว่า… ถูก) ถ้าอรหันต์แยกรูปแยกนามได้ ก็แยกความเจ็บปวดออกจากความรู้สึกของใจได้คือไม่เจ็บปวดได้...แบบนี้เข้าใจถูกไหมคะ ? พ่อครูว่า… ไม่ถูก เพราะพระอรหันต์ไม่ได้ไปเล่นฤทธิ์ ไม่ได้ไปเล่นการสะกด ถ้าอย่างนั้นไปฝึกสะกด ไม่รับรู้ความรู้สึก หรือไม่รับรู้เวทนาแบบสมถะ ทำได้ แต่มันผิดธรรมชาติ เวทนา ทำหน้าที่ตามธรรมชาติ แต่นี่คุณไปสะกดจิตของคุณ ไม่ให้รับรู้ตามธรรมชาติ คือสามัญของคน ถ้าไปกระทบแบบนี้ ได้รับการกระทบหรือบีบคั้นแบบนี้ เจ็บปวดแบบนี้พอๆกันทุกคน ความจะยึดถือ มากน้อยกว่ากันอาจจะต่างกันบ้างนิดหน่อย แต่ก็แบบนี้ ปกติ หรือสามัญ เหมือนๆกัน แต่นี่มีคนทำให้เป็นคนที่ไม่แตกต่างจากสามัญไป จะเรียกว่า คนพิการ ก็ได้ เพราะฉะนั้นวิชาที่มิจฉาทิฏฐิที่ไปนั่งสะกดจิตแล้วก็ไม่รู้จักเจ็บปวดเลย ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ไปนั่งสมาธิ มันก็ทับกล้ามเนื้อเส้นประสาท มันปวดเจ็บ เขาก็ทนเอา ดีไม่ดีก็สรีระเสีย ต้องเข้ารักษาโรงหมอ _สู่แดนธรรม... ส่วนมากคนไทยมักจะเข้าใจผิดว่า พระอรหันต์คือ ผู้ที่มีประสาทด้านชา ซึ่งมันไม่ถูก พ่อครูว่า... แยกแยะอันนี้ชัดเจนขึ้น นัยยะละเอียดลออพวกนี้ จะค่อยๆศึกษาไปจะได้รู้ สมณะเดินดิน... ความจริงควรจะบอกว่า พระอรหันต์นั้นเจ็บปวดกายแต่ไม่เจ็บปวดจิต พ่อครูว่า...กาย มันก็เป็นไปตามธรรมดาธรรมชาติเหตุปัจจัยที่เป็นสามัญเหมือนๆกันคล้ายๆกัน ไอ้ที่ ไปทำให้พิการจากคนส่วนใหญ่สามัญเขาเป็น คุณก็พิกลพิการไปจากเขาแล้วไปนับว่าเก่งซึ่งมันไม่ใช่ มันสูงกว่านั้นเป็นโลกุตรจิตหรือโลกุตรธรรม ที่สูงว่า เป็นอย่างนี้ก็คืออย่างนี้ รู้ความจริงตามความเป็นจริง อย่าไปผิดคนพิการอย่าไปอุตริแตกต่างจากส่วนใหญ่ที่เขาเป็นกัน เราก็เป็นอย่างเขาแต่เรายึดมั่นหรือไม่ยึดมั่น ยึดมั่นมากก็ทุกข์มาก ไม่ยึดมั่นมากก็ทุกข์น้อยลง ไม่ยึดมั่นเลยมันก็เป็นตามสัจจะ มันเป็นอย่างนั้น เรียกมันว่าสุข เรียกมันว่าทุกข์ มันก็กลางๆ _ถ้าเข้าใจถูกแสดงว่าเป็นอรหันต์แล้วระงับความเจ็บปวดได้ด้วยการแยกรูป(เวทนา) ออกจากนามคือใจได้ใช่ไหมคะ สิ่งที่ทุกคนกลัวก่อนตายคือความเจ็บปวดทรมาน ทำอย่างไรจึงจะแยกความเจ็บปวดทรมานก่อนตายได้โดยไม่เจ็บปวดค่ะ ? พ่อครูว่า... วันนี้ขอตอบเป้าลึกๆเลย คุณต้องปฏิบัติธรรมให้คุณมีวิบากน้อยลง น้อยลง แล้วคุณจะมีเหตุปัจจัยพวกนี้แล้ว คุณจะตายโดยไม่เจ็บปวด เพราะกรรมวิบากของคุณดี แต่ถ้ากรรมวิบากของคุณมีอย่างไรก็ต้องมีไปตามนั้น ตามวิบากของคุณมันจะต้องมีมากหรือมีน้อยอย่างไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นจะไปสะกดไว้ ระงับ ขอผัดหนี้ มันไม่ใช่ความเป็นจริงที่ถูกต้องตาม กาละ เทศะ ฐานะ ของมัน ทุกระยะเวลา ซึ่งไม่ควรทำ ควรจะเผชิญ _ลูกเองก็กลัวความเจ็บปวดทรมานก่อนตายเช่นกันค่ะ ต้องกราบขออภัยพ่อท่านที่แทรกคำถามไว้หลายคำถามจริง ๆ ค่ะ กราบนมัสการด้วยความเคารพศรัทธายิ่งค่ะ พ่อครูว่า... ไม่ต้องกลัวหรอก ถ้าคุณมีวิบากก็ต้องเจอ ถ้าคุณไม่มีวิบากมากก็ไม่เจอ ปฏิบัติธรรมให้มันดีเท่านั้นก็พอแล้ว ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องไม่กลัว

กิเลส 1500 ตัณหา 108 มีอะไรบ้าง _น.ส.จัสพักตร์ .... รบกวนสอบถามค่ะ กิเลส 1500 ตัณหา 108 มีอะไรบ้างคะ ขอบคุณค่ะ พ่อครูว่า... ไม่รู้ ใครจะนับอย่างไรก็แล้วแต่ อาตมานับได้มากกว่านั้น อาตมาไม่นับด้วยหรอกเพราะอาตมาเห็นมันมากกว่านั้น ทำอวดเก่ง คนอวดเก่งอย่างนี้มีเยอะ อย่าไปเอานิยายอะไรมาก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... ที่พ่อครูบอกว่า คนเราเกิดมาไม่รู้จักคำว่าคนคือผู้ที่ยังมีอวิชชา แม้จะเรียนมามากมาย อยากจะถามพวกนักศึกษาที่มาใหม่ๆ พวกเธอคิดว่าควายกับคนใครจะโง่หรือฉลาดกว่ากัน ควายเป็นโรคประสาทหรือไม่ ควายเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ ควายไม่ได้เป็นโรคความดัน ไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง _สู่แดนธรรม... ควายไม่คิดฆ่าตัวตายด้วยครับ สมณะเดินดิน... ควายนี่เอาเหล้าไปหลอกให้กินก็ไม่กิน พ่อครูว่า... เอาลูกชิ้นเด้งไปให้กิน มันก็ยังไม่กินเลย มันไม่กินเนื้อสัตว์ควาย มันซื่อสัตย์จะตาย สมณะเดินดิน... เราเป็นคนน่าจะฉลาดกว่า แต่เพราะเราไม่รู้จักความเป็นคนหรือถูกหลอกไปสารพัด เกิดมาคำว่าคน ไม่รู้จักเลยเพราะถูกหลอกก็เลยไปกับเขาหมด เลยไม่แน่ใจควายกับคนใครจะฉลาดกว่ากัน

_เดชา อำพร..(ฝากไปยัง..กรอบของ “โทษสมบัติ 6ประการ,11เม.ย.66”ด้วยครับ).. ....เห็นด้วย “ทั้ง 6ประการ”เลยครับ.... แต่มี”คำถามเพิ่ม”ว่า.. ถ้าเผอิญมี “นกม.บางท่าน”ที่ท่านพอรู้ว่ามี “โทษสมบัติ?”ดังกล่าว?,มาเยี่ยมเยียน?,เพื่อหา “เรตติ้ง?”ที่ “ราชธานีอโศก”?,และมา “กราบท่าน?”?.. ท่านจะ “พูดกับเขา”หรือ “แนะนำเขา”..ว่าอย่างไร?..(ครับ?).. ...ด้วยความเคารพครับ... พ่อครูว่า... ตอบว่าไม่รู้ เพราะไม่รู้เขาจะถามอะไร เขามาตอนนั้นถามอะไรก็จะตอบตอนนั้น มันไม่รู้เพราะยังไม่เกิดเหตุ ยังไม่รู้ว่าเขาจะมาอย่างไร คำถามของเขาจะเป็นอย่างไรแล้วเขาจะมาท่าทีไหน มันเยอะนะ ถ้ามาแบบนี้ คนนี้โหงวเฮ้งอย่างนี้ หน้าตาเป็นอย่างนี้ พอรู้บ้างเราก็ตอบแบบนี้ ก็ต้องมีเหตุปัจจัยประกอบถ้าเราจะตอบคนไหนก็แล้วแต่ คำถามของคุณอาตมาตอบให้ทันทีไม่ได้ ต้องมีเหตุปัจจัยพร้อมก่อนจึงจะตอบได้

SMS วันที่ 19-20 เม.ย. 2566 _สินอโศก : ขอนอบน้อมก้มกราบพ่อครูด้วยเศียรเกล้าเจ้าค่ะ ลูกตั้งใจจะไปอยู่โฮงปัวเจ้าค่ะ แต่มาคิดอีกที ทุกอย่างยังไม่พร้อม เลยจะอยู่ที่บ้านไปก่อน แล้วเข้า-ออกไปก่อน จนกว่าทุกอย่างจะลงตัวเจ้าค่ะ ไปดูเขาเล่นน้ำโตนตอนกลางวัน กินก๋วยเตี๋ยวที่เฮือนบวร เย็นก็กลับมานอนที่บ้านอะไรประมาณนั้นเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... ก็ทำตามที่ตนเองชอบแต่ละคนชอบ

_อุบล คนโก้ · ขอน้อมกราบนมัสการหลวงปู่ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ ปีนี้ลูกชายรับกลด คุณปู่คุณอา_ป้า_พ่อแม่ยินดีปลื้มปริ่มกับมหาลัยชีวิตของลูกชาย เสร็จพิธี ป้าๆ พ่ออยู่ช่วยงานขายต้นไม้จนจบงาน ป้าบอกสนุกมาก ไม่เคยเจอ แบบนี้ครั้งต่อไปอยากมาอีก บอกอาหารกะแซ่บ กินเข่ากะแซ่บคัก ได้เล่นน้ำทุกวันหลังขายต้นไม้ นวดน้ำโตนค่ะ ป้าประทับใจค่ะ ลูกชายกลับสันติแล้วค่ะ แม่ก็ไปขายของที่ร้านมังลูกแม่ต่อ

_พลังเพ็ญ คำด้วง · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ ตอนนี้ลูกกลับมาเยี่ยมพ่อที่บ้านที่จ.ยโสธรค่ะ ทางหมู่บ้านที่ลูกอยู่ส่วนมากเขาไม่เลือกพรรคลุงตู่ค่ะ เขาเลือกเพื่อไทยค่ะพ่อครู ไม่รู้จะอธิบายยังไงเพราะอธิบายไปเขาก็ไม่ฟังค่ะ ก็เลยต้องทำใจ ให้ไม่ยึดตามที่พ่อครูบอกจะได้ไม่ทุกข์ค่ะอย่างน้อยก็มีเรา ๑ เสียงที่เลือกลุงตู่ค่ะ ...อยากเป็นคนชั้นเอกคนชั้นหนึ่งต้องเป็นคนมีวรรณะ๙ ลูกจะพยายามฝึกตนให้เป็นคนมีวรรณะ ๙ ให้ยิ่งๆขึ้นค่ะ ฟังแล้วประทับใจมากค่ะพ่อครู กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... ผู้ที่ฟังธรรมะอาตมาเข้าใจ แล้วก็ซาบซึ้ง มันก็เป็นสัจจะ เป็นวิมุติรส ธรรมรสที่เป็นโลกุตระ คนที่ไม่เข้าใจโลกุตรธรรมฟังแล้ว ก็ไม่เป็นรส ไม่เป็นรสเป็นชาติ ไม่เป็นธรรมรสด้วย กระทั่งเป็นวิมุติที่รสมันไม่เกิด มันก็เป็นธรรมชาติธรรมดาจริงๆ เพราะฉะนั้นคนที่พูดกันอย่างที่พูดนี้ก็เป็นคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีความรู้และมีความเข้าใจและรู้จักความสำคัญในความสำคัญอยู่ตรงกัน ส่วนคนที่ไม่เห็นความสำคัญ ไปเห็นความสำคัญในโลกียะ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เขาก็ไปตื่นเต้นสนใจเห็นความเป็นค่า เห็นสาระอยู่กับสิ่งเหล่าโน้น ส่วนคนที่เห็นว่าสิ่งเหล่าโน้น ค่า หรือว่าความสนใจความที่จะไปกระดี๊กระด๊าด้วยมันลดต่ำลงมา ก็มาทางนี้ก็เป็น 2 ทิศ ทิศทางโลกียะกับโลกุตระ 2 ทิศ มันก็เป็นไปตามสัจจะ อาตมาก็มาเก็บคนที่มาทางโลกุตระนี่แหละ คนที่เป็นโลกียะฟังไม่ติดก็เป็นธรรมชาติของเขา คนไหนที่มาฟังบ้างก็ยังเป็นกุศล ยิ่งฟังแล้วก็ยิ่ง get เลย คนนี้ก็จะได้ต่อไป ก็เป็นธรรมดา

เอาซากศพที่ไม่เน่าที่จิตเขายึดติดไปเผา เขาจะพยาบาทไหม _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ลูกขอถามว่า คนที่ตายแต่เป็นพีชะ แต่ยังยึดถือร่างเป็นของตนอยู่ หากเราเอาร่างนี้ไปเผาแล้ว จิตเขาจะพยาบาทเพราะยึดอยู่ไหมคะ ...พ่อครูคะในสมัยพุทธกาลมีงานคล้ายๆงานปลุกเสกและงานตลาดอาริยะไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... ถามคนละ กาละ เทศะ ฐานะ ตอบอันนี้ก่อน ไม่มี ยุคโน้น ไม่มีงานปลุกเสกอย่างที่อาตมาพาทำ ยิ่งงานตลาดอาริยะยิ่งไม่มีใหญ่เลยในยุคโน้น สิกขามาตุกล้าข้ามฝันว่า… อินเดียเขามีโรงทาน นางวิสาขาก็ทำ พ่อครูว่า... ก็มีนัยยะที่สอดคล้องกันบ้าง แต่องค์ประกอบมันไม่สมบูรณ์ตรงกันทุกๆประเด็น ทุกๆนัยยะ ทีนี้ที่ถามว่า คนที่ตายแต่เป็นพีชะ ยังยึดถือร่างของตนอยู่ หากเอาร่างไปเผา จิตเขาจะพยาบาทหรือไม่ ถ้าจิตเขายึดว่าเป็นร่างของเขา เขาก็ต้องพยาบาทเพราะไปทำร้ายร่างของเขา เพราะเขาติดยึดว่า เขาจะต้องมีร่าง แล้วเอาร่างของเขาไปทำลายไปเผา เขาก็ต้องพยาบาท นี่ นัยยะของกิเลสต่างๆ มันมากมายก่ายกอง ที่ถามมาก็เป็นนัยยะหนึ่ง เป็นมุมเป็นแง่แต่ละเหลี่ยม แต่ละประเด็นเอามาถาม มันก็เป็นอย่างนั้นได้ คนที่จะไม่ยึดถือร่าง เฉพาะร่างนี้คือสรีระ Body ไม่มีจิตร่วม ถ้ามีจิตร่วมเมื่อไหร่เราเรียกว่า กาย กายะที่ไม่มีจิตร่วมมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ คนที่เข้าใจกายะ หรือกาย ไม่มีจิตร่วมเลย คนนั้นมิจฉาทิฏฐิตั้งแต่ต้น คนที่มิจฉาทิฏฐิอันนี้คือคนที่ยังไม่พ้น สักกายทิฏฐิ สังโยชน์ข้อที่ 1 คนที่เข้าใจผิดว่ากายะไม่เกี่ยวกับจิตเลยกายะคือBody คือสรีระอย่างเดียว จิตก็แยกไปอีกอย่างหนึ่งไม่เกี่ยวกัน คนเข้าใจอย่างนี้ผิดตั้งแต่ต้น เรียนรู้ปฏิบัติธรรมให้ตายอย่างไรก็ไม่มีทางบรรลุธรรม เพราะกระดุมเม็ดแรกคือ สักกายทิฏฐิ ที่เป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 ไม่พ้น แล้วคนไทยนี่แหละ ภาษาคำว่า “กาย” มาเป็นภาษาไทยชัดหมดแล้ว ถ้าไปเปิดพจนานุกรมไทย กาย คือร่าง คือสรีระ คือเฉพาะBody ไม่มีจิตร่วม แต่พจนานุกรมบาลีไทยเขายังแปลอยู่ว่า กายคือองค์ประชุมของเจตสิก เวทนา สัญญา สังขาร ก็ยังใช้ได้ แต่ความรู้สึก ขนาดพจนานุกรมบาลีไทยเขายังแปลถูกอยู่ แต่คนไทยเข้าใจว่า กายคือสรีระอย่างเดียว body อย่างนั้นเลย แม้จะเรียนมาแล้วก็เผินมา เมื่อพูดถึงกายก็คืออันนั้นแหละ เพราะถ้าเข้าใจว่ากาย หนึ่งถูกต้องส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน