เศรษฐกิจที่มีจิตวิญญาณ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์316 KB
วันที่แก้ไข8 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

เศรษฐกิจที่มีจิตวิญญาณ มีคนฟังธรรมอาตมาแล้วก็เขียนอันนี้มาสรุปรวมดีๆ ตั้งใจฟัง

_จาก บ้านเล็กเมืองน้อย : เรื่อง เศรษฐกิจที่มีจิตวิญญาณ กราบนมัสการพ่อท่าน ด้วยความเคารพรักยิ่ง

“เศรษฐกิจ” แปลด้วย จิตวิญญาณ คือ การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ ให้เหมาะสมกับการอุปโภค บริโภค หน่วยย่อยสุดในระบบเศรษฐกิจ (จุลภาค)ก็คือ “คน” ....ความประพฤติของแต่ละบุคคล ย่อมจะส่งผลสะท้อนต่อสังคมส่วนรวม ไปจนถึงหน่วยใหญ่(มหภาค)..... ที่สุดก็กระทบเศรษฐกิจโลก แต่ละบุคคลจึงต้อง balance Demand ให้เหมาะสมต่อการ Supply ...ซึ่งก็คือการบริหารรายจ่ายให้ไม่มากเกินกว่ารายรับ (ที่ค่อนข้างตายตัว)ของตนเอง..... ถ้าต้องการเศรษฐกิจที่ดี ใช้จ่ายน้อย....ก็ไม่ต้องหามาก ยับยั้งชั่งใจได้ ....ก็ไม่เป็นหนี้ จึงต้อง แยกแยะ สิ่งจำเป็น ...ต้องมี กับ สิ่งฟุ่มเฟือย ...ต้องไม่ พ่อครูว่า... การแก้ปัญหาเศรษฐกิจคือให้คนเข้าใจตนเอง ให้ลดลดการถูกหลอกไปตามกิเลส เข้าใจถึงปัจจัย 4 ที่จำเป็นของชีวิตเท่านั้นเอง นอกนั้นเป็นสิ่งที่พออาศัยได้บ้างเพื่อสร้างประโยชน์ นอกนั้นก็ปรุงแต่งเฟ้อเกินมาหลอกกันนับไม่ถ้วนเลย มันจบไม่ได้ถ้ามาไม่มาสอนสัจจะอันนี้ อาตมาจึงเสียดายมาก ประเทศไทยมีธรรมะพระพุทธเจ้าที่เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าประเทศไหน ประเด็นจบด็อกเตอร์เศรษฐศาสตร์จากประเทศไหนก็ไม่สู้ของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งกว่าอภิมหาด็อกเตอร์ ทางเศรษฐศาสตร์ก็ตามรัฐศาสตร์ก็ตาม มาศึกษาให้ดีๆ ใครจะว่าอาตมาหลงใหลวิชาการของพระพุทธเจ้าก็ตามใจ อาตมาก็ไม่ว่าอะไรหรือเห็นว่า อาตมาเป็นหมาเห็นองุ่นเปรี้ยวไม่เคยไปเรียนต่างประเทศอยู่ในกะลาครอบ หลงใหลกะลาตัวเองว่าดียอด คนอื่นเขารู้อะไรกว้างขวางเยอะแยะ เราก็ไม่เถียง อาตมาเป็นคนโง่เป็นคนไม่ค่อยรู้มากหรอก แต่อาตมา

อ่านต่อ

รู้จบ อาตมาไม่รู้มากหรอก อาตมารู้จบรู้จริงรู้จบ อาตมาเชื่ออย่างนั้น

_แต่ละบุคคลจึงต้อง balance Demand ให้เหมาะสมต่อการ Supply ...ซึ่งก็คือการบริหารรายจ่ายให้ไม่มากเกินกว่ารายรับ (ที่ค่อนข้างตายตัว)ของตนเอง..... ถ้าต้องการเศรษฐกิจที่ดี ใช้จ่ายน้อย....ก็ไม่ต้องหามาก ยับยั้งชั่งใจได้ ....ก็ไม่เป็นหนี้ จึงต้อง แยกแยะ สิ่งจำเป็น ...ต้องมี กับ สิ่งฟุ่มเฟือย ...ต้องไม่ ความมักน้อยใจพอ จึงเป็นคุณสมบัติที่ควรฝึกฝน ให้เป็น “ คนมีวรรณะ ” พ่อครูว่า...วรรณะคือขั้นชั้นของความเจริญความประเสริฐที่ต้องพัฒนาขึ้นไป เป็นคุณสมบัติที่ควรฝึกฝนให้เป็นคนมีวรรณะ อาตมาเคยเอามาพูดแล้ววรรณะ 9 เป็นคนมีวรรณะ 9 ซึ่งเป็นคุณสมบัติคุณธรรมคุณวิเศษของคนทีเดียว

_การปฏิบัติ “ ศีล ” จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงมิได้ มิเช่นนั้นก็จะไม่มี “ วิชชาจรณะ ”ที่จะพาให้เกิด “ ตัวรู้ ” และ “ ตัวลด ”

ไม่ศรัทธาใน“ศีล” ...ก็จะไม่รู้จัก“อปันณกะ3” (เฝ้าระวังตื่นตัว) ไร้ซึ่ง“อปันณกะ3” ...ไม่มีทางพบ“สัทธรรม7” (ตัวรู้) ปราศจาก“สัทธรรม7” ...ไม่มีวันเข้าถึง“ฌาน4” (ตัวลด)

เข้าไม่ถึง“ฌาน4” ....ก็ยากจะเกิด “ พลังงานบุญ ” ไปเผาทำลาย“ความละโมบโลภมาก” ให้ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น หมดลงไปได้

นำสิ่งที่พ่อท่านสอน มาประยุกต์..... จะเป็น อิสระ ก็ต้องยอม สละ ……. ถ้าไม่เสีย สละ ก็ไม่ได้ อิสระ ! ถ้าเสียสละ “ความอยาก” ส่วนตน ...สละ “ตัณหา” ออกได้ ......จิตก็ยกระดับสูงขึ้นเป็นอุตระ อยู่เหนือกิเลส (มนุษยศาสตร์) เมื่อมักน้อยใจพอ เป็น อิสระ ได้ ตัวก็เบา สบาย ใจก็ สงบ จากกิเลส (พุทธโลกุตระ) เมื่อทำความจนส่วนตน เพื่อความรวยของส่วนรวมได้ ....สังคมก็ อบอุ่น (สังคมศาสตร์) พ่อครูว่า... คนที่มาทำความจนให้แก่ส่วนตน จะทำให้สังคม คนที่มาทำความรวยให้แก่ตนก็จะทำความจนให้แก่ส่วนรวม หลักเศรษฐกิจมันมีทรัพยากรจำกัด คุณเอาไว้แก่ตัวมากๆคนอื่นเขาก็ขาดแคลนก็แย่งกันฆ่ากันตาย ไม่ได้เข้าใจยากอะไร แต่คนก็โง่ที่จะเห็นแก่ตัว แล้วคนที่ยังฉลาดน้อยก็ยังไปสอนให้พากันไปรวยอีกนั่นแหละ แทนที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการสอนให้คนจน ในประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัว ทรงแนะ ให้มาเอาแบบคนจน ให้มาทำขาดทุนคือกำไร นักเศรษฐกิจจบด็อกเตอร์มาจากเทวนิยมจากต่างประเทศก็ไม่รู้เรื่องในหลวงองค์นี้ตรัสอย่างไร จึงทำไม่ได้ ทุกวันนี้ยังบื้อๆอยู่เลย ขออภัยอาตมาพูดสัจธรรม

_ส่วนตัวเอาน้อย ส่วนรวมก็เหลือมาก....ทุกคนจึง อิ่มเอม อยู่ดีมีสุขก็ เกษมใส จิต ใจจึง เกื้อกูล (เศรษฐศาสตร์) แล้วทุกคนก็ยิ่ง เพิ่มพูนการเสียสละ (การเมือง) ทบทวีให้ “อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ” ยิ่งๆ...ๆขึ้น (รัฐศาสตร์)

เมื่อเศรษฐกิจหน่วยย่อยแข็งแรง ยั่งยืน.. คนไม่เป็นหนี้ ไม่แข่งกันรวย ไม่แย่งชิง ....ทุกคนก็ไม่ต้องเร่งรีบ สังคมก็ไม่ร้อนรน พ่อครูว่า... มันเหมือนมหาตามะคานธีพูดไว้เลยว่าทรัพยากรในโลกนี้มีมากพอสำหรับแบ่งให้คนทั้งโลก แต่ไม่เพียงพอสำหรับคนคนเดียวที่มีความโลภตะกละไม่พอ ถ้าปฏิบัติอย่างที่เขาพามานี้สั้นๆ ทรัพยากรโลกย่อมเพียงพอ ต่อการแบ่งปันแก่คนทั้งโลกได้อย่างเหลือเฟือ….เศรษฐกิจโลกก็มั่งคั่ง มั่นคง .....โลกจึงสุขเย็น พ่อครูว่า... นี่คือพูดทฤษฎีหรือวิธีการที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ปัญหาการเมืองถ้าเข้าใจแล้วก็ไม่แยกกัน

_“ศีล”จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ! นอกจากจะเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณความนึกคิดของมนุษย์ ไปสู่ ความเป็นอาริยะ ได้แล้ว....ยังเป็น ธรรมนูญในการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติ อีกด้วย และความมี “ศีลเสมอสมานกัน”ของผู้คนเท่านั้น ...ที่จะสลายความเหลื่อมล้ำทั้งปวงไปจากสังคม ...ให้เกิด “สาราณียธรรม” ขึ้นได้ จริง! พ่อครูว่า... ผู้ฟังแล้วก็สรุปมานี้ เข้าใจธรรมะและอาตมาเชื่อว่าคนที่ไม่มีอคติ ฟังธรรมด้วยดีแล้วก็ตรวจสอบสภาวะความเป็นจริง ปรากฏการณ์จริงของมนุษยชาติและสังคม โดยเฉพาะสังคมคือมวลมนุษย์ที่เรียกว่า ชาวอโศก ก็จะเห็นความจริงที่ปรากฏ ถึงขั้นวรรณะ 9 ก็ตาม มาเป็นมนุษย์สาราณียธรรม 6 ก็ตาม ครบ บริบูรณ์ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าได้จริง ยืนยันได้ อาตมาพูดนี่ ไม่ได้ขี้ตู่ ใครไม่เชื่อก็มาลองพยายามวิจัยพิสูจน์ว่า อาตมาพาทำนี่พวกเราทำได้จริงหรือเปล่า ทุกวันนี้สังคมชาวอโศกเป็นสาราณียธรรม 6 เพราะเข้าใจวรรณะ 9 เพราะจิตวิญญาณของพวกเราก็มีพุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ เอามาจากของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ในพระไตรปิฎกทั้งนั้น ไม่ได้พูดเองไม่ได้คิดตั้งเอง จิตมีคุณสมบัติอย่างไร สาราณียะ ไม่ใช่คนตัดขาดโดดเดี่ยว ไม่ระลึกถึงใคร หรือ..แต่ผู้เดียวเดี๋ยวเดียวก็เป็นพระอรหันต์..ไม่ใช่ มีการระลึกถึงคนนั้นคนนี้อย่างมีจิตสูงจิตเจริญ ไม่ใช่ระลึกอย่างฟุ้งซ่านหรือมีกิเลสประกอบ ประกอบไปด้วยกิเลส ไม่ใช่ ระลึกอย่างปรารถนาดี แม้แต่พระพุทธเจ้ายังระลึก ทรงตื่นบรรทมขึ้นมาก็ระลึกถึงว่า วันนี้เราระลึกถึงมีใครที่ควรจะไปโปรด ที่เรียนรู้มาก็จะรู้ว่า พระพุทธเจ้าท่านระลึกอย่างนี้เป็นอย่างนี้ ทำหน้าที่เป็นประโยชน์ ก็ไปโปรดคน ไปสอนคน ไปช่วยใคร คณะไหนก็แล้วแต่ ปิยกรณะ ด้วยความปรารถนาดี ด้วยความรักความสัมพันธ์อันประเสริฐ ไม่ใช่ความผูกพัน เป็นความรักที่เป็นความปรารถนาดีเป็นความสัมพันธ์อันประเสริฐ ที่ไปช่วยกันสัมพันธ์ รักกัน ปรารถนาดีต่อกัน แล้วก็รู้จักที่ต่ำที่สูง ครุกรณะ จะเป็นที่ต่ำที่สูงด้วยสัจธรรมหรือที่ต่ำที่สูงด้วยสมมุติ วัยวุฒิ คุณวุฒิ สมมุติวุฒิ ก็รู้จักทั้งสมมุติและปรมัตถ์ว่าควรเคารพกันอย่างไร จุดกลางจุดที่ 4 นี่แหละสำคัญ สังคหะ คือ มีใจเกื้อกูล อย่างที่อาตมาสรุปเอาไว้ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ เพราะฉะนั้นชีวิตของอรหันต์อยู่ ท่านไม่สงสัยการเป็นอยู่ แล้วท่านไม่ต้องห่วงตนเองอะไรหรอก ท่านทำงาน แล้วจะมีคนมาเลี้ยงดูไว้ ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา เพราะจะมีคนมีดวงตา มีคนที่เห็นดีเห็นงามว่า คนคนนี้ต้องเลี้ยงไว้ อย่าให้ตายง่ายๆนะ เลี้ยงไว้ใช้ เลี้ยงไว้ใช้ มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติเยอะเชียวคนนี้ ยังไงๆต้องช่วยรักษาชีวิตเอาไว้ อาตมาเห็นผล ทุกวันนี้ อาตมาได้อันนี้อยู่นะ เขาไม่อยากให้ตาย แต่คงจะมีคนอยากให้ตายเหมือนกันนะ แต่ไม่เป็นไรหรอกเขาอยู่นอกๆ อยู่ในๆนี้ไม่อยากให้ตายก็ช่วยอาตมาอยู่แล้ว เพียงพอแล้ว เพราะฉะนั้น คนที่มีการเกื้อกูลผู้อื่นนี่แหละ เป็นจิตใจที่ประเสริฐมีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลไม่แย่งไม่ชิง ไม่ทะเลาะวิวาท อวิวาทะ ใครจะแย่งชิงไปก็ให้ด้วย แต่มันจะมีบารมีซ้อนที่จะมีคนมาแย่งชิงน้อย อันนี้เป็นเรื่อง อจินไตย เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก คนจะมาแย่งชิงน้อย เพราะเราให้อย่างมาก และ คนที่เขาอยู่ในแวดวงใกล้ๆ คนจะมาขโมยของชาวอโศกนั้น เป็นคนนอกกับคนที่กิเลสหนักแรงหรือจำนนจำเป็นต้องขโมย ไม่เช่นนั้นเขาจะไม่ขโมยอะไรเลยชาวอโศกเลย เพราะชาวอโศกเป็นผู้ให้ ให้เขาจริงๆ เพราะท่านให้ขนาดนี้แล้วเรายังจะไปทำชั่วกับท่านอีกทำไม อันนี้แหละทำให้คนสำนึก พวกเราไม่ค่อยจะมีเหตุการณ์พูดอย่างนี้เท่าไหร่ นอกจากพวกกิเลสมากจริงๆหรือข้างในขโมยนิดๆหน่อยๆ จะเป็นเรื่องใหญ่ๆไม่มี ก็ไม่เกิดการแย่งชิง ไม่เกิดการทะเลาะวิวาท อยู่กันอย่างสามัคคี พร้อมเพรียงกัน พร้อมเพรียงกันทำ พร้อมเพรียงกันอยู่ พร้อมเพรียงกันกิน พร้อมเพรียงกันสร้างสรร พร้อมเพรียงกันเสียสละ เป็นความพร้อมเพรียง ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่ขัดไม่แย้งไม่เกิดปัญหา มันสงบอบอุ่นจริงๆ ถึงขั้นเรียกสรุปได้ว่าเป็น เอกีภาวะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นปึกแผ่น นี่เป็นคุณสมบัติ 7 ประการที่เกิดในมวลมนุษย์ มาวิจัยได้ความจริง 7 ประการนี้จะเป็นคุณสมบัติ คุณธรรมคุณวิเศษทีเดียวของมนุษย์ ที่จะได้อย่างมีเนื้อหาอย่างมีความสมบูรณ์แบบใน 7 ประการนี้ 7 ลักษณะนี้ คุณธรรม 7 ลักษณะนี้ ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ เกิดความรู้แล้วเอามาสอนแก่มวลมนุษยชาติ จึงเป็นความรู้ที่หมดปัญหา มีแต่ปัญญาอันยิ่ง เป็นความรู้รอบที่จะแก้ไขทั้งปัญหาในตนและปัญหาในสิ่งที่เราสัมพันธ์เกี่ยวข้องอยู่ด้วย จากโลกที่เราสัมพันธ์เกี่ยวข้องอยู่เรียกว่าโลก โลกน้อยๆ จากจักรวาลน้อย จนกระทั่งถึงจักรวาลกว้างขึ้นกว้างขึ้น เราก็สามารถที่จะช่วยกัน นำพากันช่วยสังคม ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าจึงเป็นศาสนาของคนกับศาสนาของสังคม เมื่อแก้ปัญหาคน แก้ปัญหาสังคมสำเร็จ จะต้องการอะไรอีกในโลก นอกจากคนโง่จะต้องการอำนาจบาตรใหญ่ จะต้องการทรัพย์ศฤงคาร จะต้องการเกียรติยศ จะต้องการสรรเสริญเยินยอ แม้ในที่สุดพระพุทธเจ้าท่านรู้ว่าสุข ซึ่งเป็นอารมณ์มายา อารมณ์เสพ ก็ล้างได้หมดสิ้น ไม่ต้องมีอารมณ์สุขหรืออารมณ์เสพ ที่เรียกว่า สุข พระพุทธเจ้าตรัสรู้สุดยอดว่าสุขกับทุกข์เป็นกระดาษแผ่นเดียวกัน เป็นคู่ที่แยกกันไม่ได้ มันหลอกคุณว่าสุข แต่แท้จริงมันคือตัวทุกข์ ตัวแท้ คุณเป็นอาริยะ คุณเป็นผู้ประเสริฐ คุณเป็นผู้ฉลาดจริง คุณจึงจะรู้จัก ปัดโธ่เอ๋ย…ไอ้นี้เอาสุขมาหลอก สุขกับทุกข์ พยัญชนะเรียกสภาวะเป็นสภาวะ 2 ที่หลอกเป็นนักเล่นกล เป็นมายากลที่ไวเหลือเกินมันหลอกกัน จนคนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าสุขกับทุกข์มันเป็นตัวปลอมทั้งคู่เลย มันมี 2 ด้านมันก็หลอกต้องฆ่ามันทั้งหมดเลย จนเป็นคนไม่สุขไม่ทุกข์ ทีนี้พวกเดียรถีย์ พวกอวิชชาที่ไม่เข้าใจสภาวะธรรมจริงที่เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นโลกุตระ ก็ไปเข้าใจความไม่สุขไม่ทุกข์แบบ เดียรถีย์ แบบมิจฉาทิฏฐิ คือไปทำสัญญาไม่ให้มันมีความรู้สึก ไม่ให้มันรับรู้ทุกข์รู้สุข มันก็ไม่มีสิ ความทุกข์ความสุขเพราะไปดับจิต ดับเวทนา ดับสัญญาบื้อๆ ไม่ให้มันทำหน้าที่มันก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ก็เป็น อทุกขมสุข แบบ เดียรถีย์ แบบ อสัญญีสัตว์ แบบไม่รู้เรื่องไม่รู้สัจจะที่แท้จริง ไม่รู้จิตเจตสิกรูปนิพพานไม่รู้เรื่อง เวทนาในเวทนาไม่รู้เรื่อง ยิ่งแยกเป็นจิตในจิตถึงตัวเหตุใหญ่เลย เจโตปริยญาณ 16 ก็ยิ่งไม่รู้ใหญ่เลย ต้องแจกไปถึงเวทนา 108 ยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่เลย แม้แต่ชาวพุทธ ที่ไม่ได้เรียนดีๆไม่ได้เรียนอย่างสัมมาทิฏฐิ ก็จะไม่เข้าใจ แม้พวกคุณจะมาไล่เวทนา 108 ไม่ออก มาเรียงพยัญชนะที่อาตมาอธิบายแจกไว้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วเอามาแจก คุณแจกไม่ได้อย่างอาตมาพูด แต่คุณก็มีสภาวะ เพราะคุณมีตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ 6 แล้วคุณก็รู้จักสภาพสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ นี่ก็เป็น 18 แล้ว ทั้ง 6 ทวาร ตากระทบรูป มันสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ หู จมูก ลิ้น กาย ใจมันทำให้เกิดเวทนาสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ทั้งหมดทั้งนั้น เป็น 18 อย่างเช่นคนอวิชชาคนโง่ๆโลกียะอยู่มันก็สุขก็ทุกข์ไปตามเหตุปัจจัยที่ตัวเองอุปาทาน มีตัณหา มันก็เกิดสุขเกิดทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์อย่างนั้น แย่งกัน แล้วก็บำเรอตน บำเรอกิเลส มันก็ยิ่งโง่หนักไปทุกวัน ได้เสพสุขเสพทุกอย่างโลกียะ เห็นแล้วน่าสงสารจริงๆเมื่อไหร่จะรู้ตัวหนอ เพราะฉะนั้นคนในโลกโลกียะยิ่งเห็นแล้วโอ้โห มันมีแต่กระหน่ำย่ำยีตนเองหลงสุขแต่ได้ทุกข์ หลงทุกข์แต่ได้สุข เป็นความวิปลาสเห็นทุกข์เป็นสุข เห็นที่เห็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนเป็นตัวตน เห็นสิ่งที่ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น อย่างนี้เป็นต้น ได้เห็นความไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง มันก็จะชัดเจนไปหมดเลยพระพุทธเจ้าตรัสเอา แต่ก่อนก็เคยเป็นอย่างนี้มาทั้งนั้นไม่เว้นว่าใครเลย จนกว่าจะรู้ตัวว่าเดี๋ยวนี้เราไม่เอาแล้ว เป็นคนวิปลาสเดี๋ยวเขาเอาไปเข้าโรงพยาบาลนะ เห็นความไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ว่าเป็นสุขเห็นความไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตนเห็นความไม่น่าได้ไม่น่ามีไม่น่าเป็น(งาม) เห็นความไม่งามว่างาม ซึ่งแปลว่างาม มันไกลมันยากไป แต่เขาบอกว่าง่าย อาตมาว่ายาก เห็นความไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น อสุภะ ความไม่น่าได้ก็อสุภะ ไปเห็นว่าเป็นความน่าได้ ก็สุภะ ก็เลยเป็นสิ่งอย่างนั้นจริง ทุกคนเข้าใจสภาวะแล้วก็รู้ว่าเราก็เคยวิปลาสอย่างนี้มา เดี๋ยวนี้เข้าใจถูกต้องแล้ว อ๋อ…เข้าใจว่าสิ่งที่ไม่เที่ยง ก็จะไปทำให้มันเที่ยง ให้มันเป็นความยาวนานยามา ให้มันสิงสถิตอยู่ที่ดุสิตเลยแล้วก็สร้างเนรมิตเป็น ปรินิมมิตวสวัตตี สวรรค์วิมาน เพ้อๆ เป็นสวรรค์หลอกสวรรค์เพ้อ เป็นคนไม่วิปลาสแม้แต่สวรรค์ก็ไม่มี นรกก็ไม่มี คุณยังไปติดสวรรค์ คุณก็มีนรกเป็นภาวะคู่ ไม่แยกกันหรอก มันยังอวิชชา ถ้าคุณมีวิชชาแล้วคุณก็จะรู้สภาวะคู่คือดับไปทีละคู่ ๆๆๆ เดี๋ยวก็หมดเลยสภาวะคู่ เราอยู่เหนือมันหมด แล้วเรารู้จักสภาวะคู่ที่มันมีอยู่ตามสัจจะ ตามธรรมะที่มันเป็น มันมี 660408 พ่อครูเทศน์ภาคค่ำ เรื่อง กาย งานปลุกเสกฯ#45 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน