สังคมชาวอโศกจบกิจเศรษฐกิจได้ คือมันดูไม่หรูหรา แต่ดูรุ่งเรือง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข8 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

สังคมชาวอโศกจบกิจเศรษฐกิจได้ คือมันดูไม่หรูหรา แต่ดูรุ่งเรือง พ่อครูว่า... ทีนี้ก็มาขยายแบบรวมๆขยายแบบสรุปๆหน่อยหนึ่ง จบกิจ กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ภาษาบาลีว่า กตํ กรณียํ นารํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ กตํ แปลว่าจบ กรณียัง แปลว่า กิจ อาตมาเอามาใช้กับทางเศรษฐกิจอย่างชาวโศก อาตมาถือว่าจบกิจทางเศรษฐกิจมีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ดี สามารถที่จะสร้างสิ่งที่อาศัยใช้กิน จากที่เราเป็นเรามีกันเราสร้างขึ้นมาอีกก็ตาม เพียงพอ กินใช้จนเหลือ จนอุดมสมบูรณ์ ทุกวันนี้ นอกจากสิ่งฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยของคนข้างนอกก็เรื่องของเขา เราไม่ไปเดือดร้อนวุ่นวาย แต่ละคนก็ตรวจสอบตัวเอง เรายังมีความเกี่ยวข้องกับโลกแบบนั้นๆขนาดนั้นขนาดนี้กับเขาเท่าไหร่ เข้ามาอยู่ในหมู่กลุ่มชาวอโศกแล้วก็มีกินมีใช้อาศัยประมาณ เราก็ใจพอพอแล้วนี่มันก็มากพอแล้วสบาย จะทำงานทำการจะทำกินทำใช้มันก็พอ มันพอเพียง ที่ในหลวงท่านตรัสว่า พอเพียง มันก็พอเพียงจริงๆ มันน้อยเราก็เห็นจริงว่าเราไม่ได้ตะกละตะกลามโดยเฉพาะส่วนตัว น้อยจนกระทั่งชีวิตอยู่ปัจจัย 4 มีบริขารที่ใช้นิดๆหน่อยๆ ตามงานของเราตามหน้าที่ของเรา คนชาวกสิกรคนที่ชอบกสิกรก็มีเครื่องมือมีอาวุธมีเสียมหรือว่ามีอะไรที่จะทำ เครื่องมือเครื่องไม้ประกอบ คนจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ก็มีเครื่องมือประมาณนั้นประมาณนี้ แล้วก็ดูใช้งานกันไป สังคมชาวอโศกเรานี้ อาตมาว่า “สังคมชาวอโศก มันดูไม่หรูหรา แต่ดูรุ่งเรือง” โดยเฉพาะอาตมาเจตนาสร้างสิ่งที่เป็นธรรมชาติ สิ่งนี้แหละ อาตมา เกิดมาตั้งแต่เป็นฆราวาสก็พยายามสร้างธรรมชาติ มีที่อยู่นิดหน่อย ไม่ถึง 100 ตารางวา มีสนามสำหรับทำต้นไม้ทำไปตามประสา มีรถยนต์ขนหินมาผ่านหน้าบ้านก็บอกว่าซื้อไหมครับ อาตมาก็เห็นว่าดีซื้อเอาเ

อ่านต่อ

ท่าไหร่ จำได้ตอนนั้นเขาขาย 1,500 บาท ซึ่งตอนนั้นชั้นโทเงินเดือนก็ยังไม่ได้นะ เงินเดือนชั้นตรี 750 บาท เงินเดือนชั้นโทก็ 1,250 ตอนนี้ 1,500 แนะ เงินเดือนหมดเดือนเลยนะ ก็บอกว่าเทลงเลย คนข้างบ้านก็บอกว่าซื้ออะไรให้เห็นตั้ง 1,500 บาท ในยุคโน้นเงินมันแพงขนาดนั้น แล้วอาตมาก็มาสร้างสนาม ตกแต่งทำน้ำตกน้อยๆ ทำสระรูปหัวใจ ทำสระรูปเท้า มีน้ำพุ มีน้ำตก ตามประสาไป พอออกมาจากทางโลกแล้ว ก็มาสร้างภูเขา สร้างน้ำตก สร้างลำธารอะไรอีก ตั้งแต่หมู่บ้านแรกปฐมอโศกไป สร้างน้ำตก สร้างภูเขา สร้างอะไรไปคือสร้างธรรมชาติสิ่งแวดล้อมให้มันมีการสะพัด ให้มันอยู่กันอย่างมีการหมุนเวียนไอน้ำมีลม เป็นอยู่อย่างสมบูรณ์ แทนที่จะไปสร้างแบบเมืองคอ-นก-รีต มันไม่ไหวเลยเมืองคอ-นก-รีต ฝนตกมานี้หลงทางหมดเลย น้ำไม่รู้ทางออกเลย เป็นภาระให้แก่ผู้ว่าฯ น้ำท่วมน้ำขังน้ำเน่าไป ลมพัดมาก็ไม่มีทางไป หลงทางหมด นี่แหละพูดเป็นสัจจะเป็นสิ่งที่เขาไม่รู้ตัวเลย เขาว่าเขาเจริญ เจริญขี้หมาอะไร มันเสื่อมหนัก นี่คือความไม่รู้ความไม่เข้าใจ ความอวิชชาเห็นสิ่งที่มันเสื่อมเป็นความเจริญ เรามาทำอะไรพวกนี้ จริงๆแล้วอาตมาว่า คนมาสัมผัสพวกเรานี้ แม้แต่สัมผัส ภูมิประเทศ สัมผัสธรรมชาติที่พวกเราทำ สัมผัสกับคนพวกเรา เขาจะว่าพวกเรานี้เป็นพวกที่เสื่อมไหม ...นั่นน่ะ ให้พวกคนกรุงมาสัมผัสพวกเรา จะว่าพวกเราเสื่อมไหม โง่ไหมตึกรามบ้านช่องมีดีๆก็หนีมาหมด เขาจะว่าพวกเราเป็นคนเสื่อมไหม ... อาตมาว่า เขาก็จะไม่ว่าหรอก คนพวกนั้นจะรู้สึกเหมือนกันว่าเขาอยู่อย่างนี้รู้สึกว่ามันได้สัมผัสสิ่งที่ มันยิ่งกว่า รีสอร์ท มาได้เลยนี่ เป็นรีสอร์ท มีที่พัก มีเรือนเรือ เรือนเอาแบบไหน เอาเรือนอยู่ธรรมดาก็พออาศัยได้ นี่เรือนเรือ เรือเรือน มีอยู่ตั้งหลายลำ อาตมาว่าคนข้างนอกก็คงจะมาบอกว่าไอ้นี่มันอะไรวะคงจะไม่หรอก เอาเถอะพิสูจน์กันไป _สู่แดนธรรม... เมื่อตะกี้นี้พ่อท่านพูดคำที่ดีคำหนึ่ง... คือ สังคมชาวอโศกดูหรูหราแต่ไม่รุ่งเรือง พ่อครูว่า... อย่างน้อยที่สุดราชธานีอโศกก็มีต้น บักรุ่ง(บักหุ่ง) ต้นมะละกอเยอะจะไม่รุ่งเรืองได้อย่างไร ถ้าปล่อยให้มันสุกก็เหลืองไปหมดเลยสุกคาต้น ตอนนี้ก็ปลูกดะไปริมถนน ปลุกไปเลยพริกมะเขือข่าตะไคร้ปลูกไปจะได้เก็บกินกัน ของเราก็เหลือเฟือกินกันไม่หวาดไม่ไหวท้องจะแตกตาย มันสำเร็จทางเศรษฐกิจ มันสำเร็จทางการบริหารกันอยู่ไม่ว่าการเมืองก็ตาม อาตมาช่วยประเทศชาติอยู่ก็คือช่วยพลเมือง ช่วยการบริหารช่วยการทำให้เกิดเศรษฐกิจดี ในสังคมประเทศ โดยเขาไม่เข้าใจคนเขาไม่เชื่อว่า เป็นคนจนนี่คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ และก็เป็นคนที่สร้างสิ่งที่เหมาะที่ควร เป็นกัมมัญญตา ให้แก่สังคมโลกเขา แม้แต่การเมืองก็สบาย นี่ทุกคนสำเร็จบรรลุประชาธิปไตยจบกิจแล้ว มีอิสระขึ้นมาทุกคนอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล ใจที่คุณยังไม่เกื้อกูลก็มาเกิดใจเกื้อกูล แล้วก็เพิ่มพูนการเสียสละซึ่งเป็นปลายเปิด ก็เป็นชีวิตที่มีเหลือ ทำกินทำใช้เหลือ เรามีแต่จะเสียสละให้แก่ผู้อื่นได้ยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น ทุกวันนี้รู้สึกไหมว่า เราแจกจ่ายหรือว่าเราเองจะสละจะทำอะไรที่แบ่งปันให้คนอื่น มันรู้สึกว่าธรรมดาๆ มันรู้สึกว่าไม่มีความฝืน ไม่มีความลำบากอะไรเลยที่จะสละ เป็นแต่เพียงว่า คือเราเองเป็นสังคมซับซ้อน สังคมจน สังคมไม่ร่ำรวยอะไร แล้วก็ไม่ใช้วัตถุคือเงินทองสะสมไปเพื่อซื้ออะไรมาเพื่ออวดอ้าง แต่ด้วยน้ำพักน้ำแรง แล้วเราก็มีสิ่งที่เป็นน้ำพักน้ำแรงของเรา ถึงคราวบ้างแล้วก็ไปซื้อเอามาทำอย่างเช่นที่ตลาดอาริยะ คนอื่นเขาทำ เราก็ไปสั่งซื้อ สิ่งที่จำเป็น สิ่งที่จะมาหาความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยหรือจะเป็นสิ่งที่ไฮโซนี้ไม่มี มีแต่โลโซทั้งนั้น มีแต่คนชั้นพื้นฐานของสังคมมนุษยชาติที่เป็นส่วนนี้ เป็นของจำเป็น เป็นของที่สมเหมาะสมควรที่มนุษย์จะอาศัยใช้สอย ไม่ใช่เป็นสิ่งมอมเมาฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยครอบงำ ไม่มี นี่คือพวกเราพวกที่มีแก่นสาร สุดยอดแห่งแก่นสาร ไม่ใช่แค่เปลือก ไม่ใช่แค่สะเก็ด หรือกระพี้ แต่นี่คือแก่นสารเนื้อแท้แก่นแกนเลย สังคมโลกอาตมาอธิบายตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าโลกเขาหลงแต่ใบดอกผลงาม คือท่านเปรียบเหมือน ลาภสักการะสรรเสริญ นั่นแหละคือความโง่ความยึดติดด้วยความหลงจะอยู่อย่างนั้น แม้แค่ศีลที่เป็นสะเก็ดเขาก็ยังไม่ได้ สมาธิแค่เปลือกเขาก็ยังไม่ได้ มิจฉาทิฏฐิหมด เพราะฉะนั้นปัญญาที่จะเป็นกระพี้เขาก็ไม่ได้ วิมุติที่เป็นแก่น No way ไม่มีทางที่เขาจะได้เลย … 660408 พ่อครูเทศน์ภาคค่ำ เรื่อง กาย งานปลุกเสกฯ#45 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน