สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน วิปัสสนาอาหาร 4 นี้ให้ถึงนิพพาน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข24 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน วิปัสสนาอาหาร 4 นี้ให้ถึงนิพพาน มาเข้าสู่อาหาร 4 อาตมาว่าครบแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสการปฏิบัติที่ไม่ผิด มี 3 อย่างนี้หากปฏิบัตินอกจากนี้ แล้วไม่มี 3 อย่างนี้ก็เป็นการผิดธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่มี 3 อย่างนี้อยู่ในการปฏิบัติธรรม 1. อินทรีย์สังวรคือต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ทวาร 6 เปิดรับสัมผัสทั้งนอก ให้สํารวมอินทรีย์ อยู่ในสัมมัปปธาน 4 สัววรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน สัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กายเกิดกิเลส ก็จัดการฆ่ากิเลส สำเร็จเป็น ภาวนาปธาน สำเร็จแล้วรักษาผล เป็นอนุรักขณาปธาน คือสัมมัปปธาน 4 ใน โพธิปักขิยธรรม 37 เราจะต้องเรียนรู้อาหาร อย่างใน อปัณกปฏิปทาคือ ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด คือต้องมีการสํารวมอินทรีย์ 6 ตลอดเวลา ถ้าไม่มีทวาร 6 นี้ผิดไปจากการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีทวาร 6 เมื่อไหร่ เมื่อนั้นไม่ใช่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ไม่มีสัมผัส นั่งหลับตาสมาธิเป็นเรื่องนอกรีต ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าเลย พูดไปแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเกรงใจก็เกรงใจ แต่เขายึดติดกัน ก็ต้องตีแรง ขนาดนั้นยังไม่ค่อยสะเทือน ดีไม่ดีด่ากลับด้วย อาตมายกอ้างคำสอนพระพุทธเจ้าทุกอย่าง ถ้าไม่มีสามอย่างนี้ ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมของพุทธเจ้า เป็นปัณกปฏิปทา คือการปฏิบัติที่ผิด 1.สํารวมอินทรีย์ 2.โภชเนมัตตัญญุตา หรือมัตตัญญุตาจ ภัตสมิง ต้องมีอาหารในการปฏิบัติ ภัตตะ แปลว่าอาหาร จงพยายามประมาณหรือสังวร เรียนรู้เรื่องอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค ให้มัตตัญญุตา จ ภัตสมิง คือให้เรียนรู้ระมัดระวัง กิเลสมันอยู่กับอาหาร บริโภคพวกนี้แหละ 2 สิ่งที่คุณมีผัสสะอาศัยเป็นอาหาร 1.ตั้งแต่ อาหารคือคำข้าว กวฬีการาหาร 2.ผัสสาหาร คือ ทางทวาร 6 แล้วเกิด มโนสัญเจตนาหาร ซึ่ง

อ่านต่อ

อยู่ในนาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติกับ รูป 28 กับนาม 5 ในปฏิจจสมุปบาท ก็สอนไว้ อาตมาอ้างอิงหลักฐาน ไม่อย่างนั้นเขาก็หาว่าพูดเอาเอง ไม่มีในตำราไหน อาตมาเป็นสยังอภิญญาในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ในอาหาร 4 กวฬีการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร รวมแล้วมโนสัญเจตนาหาร เครื่องอาศัย 4 อย่างนี้แหละจะศึกษาให้สูงสุดได้ ทำให้ดี โภชเนมัตตัญญุตาคือกวฬีการาหารแล้วมีผัสสะทางทวาร 6 จิตสงบเป็นมโนสัญเจตนาที่มีสามประการ มโนสัญเจตนาคือ กาม ภวตัณหา วิภวตัณหา หากผัสสะแล้วเกิดกามตัณหาก็กำจัดกาม หมดแล้วเหลือภวตัณหาก็ดับต่อ โดยไม่ต้องไปหลับตาเลย ก็จะเกิดกามราคะ ปฏิฆะ เป็นอุทธัมภาคิยสังโยขน์ ก็ทำต่อ โดยไม่ต้องหลับตาปฏิบัติเลย หากหลับตาปฏิบัติก็เป็นการปฏิบัติผิดหลักการของศาสนาพุทธอปัณกปฏิปทา ไม่มีโภชเนมัตตัญญุตา ไม่มีการตื่นคือชาคริยานุโยคะ คือตื่นทั้งนอกและใน เขาปฏิบัติกันผิดก็น่าสงสาร อาตมาพยายามให้คนเข้าใจ ให้คนเชื่อยอมรับฟังอาตมาก็ไม่เก่งกว่านี้ ยืนยันหลักฐาน หรืออวดตัวตนก็แล้วก็ยิ่งหมั่นไส้อีกก็หมดท่าแล้ว อาตมาไม่ได้มาหาบริวาร เป็นแต่เพียงแสดงสัจธรรม ไม่ได้หาบริวาร ไม่ได้บรรยายธรรมเพื่อหาบริวาร หรือเพื่อให้คนยกย่องได้ลาภสักการะ หรือให้คนยกย่องว่าเป็นผู้วิเศษไม่ใช่ ไม่ได้มาสร้างลัทธิใหม่แต่อย่างใด หรือเป็นเจ้าลัทธิเพื่อค้านลัทธิอื่นๆ แต่พูดความจริงเท่านั้น พูดสิ่งถูกก็เข้าตัว พูดสิ่งผิดก็เข้าเขา แต่พูดเพื่อให้เกิดความละหน่ายคลายดับสนิทของกิเลส อาหาร 4 นี้ไม่ได้แยกกันเลย เป็นเครื่องอาศัยทั้งสี่อย่าง คุณกินข้าวอาหาร สัมผัสบริโภค ภายนอก ปัจจัย 4 ทุกอย่าง แม้แต่โทรศัพท์มือถืออุปกรณ์ เครื่องใช้ต่างๆกับเครื่องกินคือบริโภค ก็สามารถมีผัสสะ อาหารเป็นเรื่องใหญ่ ปฏิบัติอาหารอย่างเดียวนี่รับรองเป็นพระอรหันต์ได้ ปฏิบัติธรรมต้องมีผัสสะ การปฏิบัตินั่งหลับตาเป็นหลักเป็นการทำลายศาสนาพุทธ เป็นบาป ศาสนาพุทธทุกวันนี้ มีแต่ใบดอกผลคือ ลาภยศสรรเสริญสักการะ ไม่มีแก่นกระพี้หรือเปลือกเลย อาหาร 4 อย่างนี้ที่ถามมา เรื่องทำไมต้องกินเนื้อลูก…

ล.16 ข้อ [241] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กวฬีการาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า ภรรยาสามี 2 คน ถือเอาสะเบียงเดินทางเล็กน้อย แล้วออกเดินไปสู่ทางกันดารเขาทั้งสองมีบุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจอยู่คนหนึ่ง เมื่อขณะทั้งสองคนกำลังเดินไปในทางกันดารอยู่ สะเบียงเดินทางที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้นได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองยังข้ามพ้นไปไม่ได้ ครั้งนั้น เขาทั้งสองคนคิดตกลงกันอย่างนี้ว่า สะเบียงเดินทางของเราทั้งสองอันใดแลมีอยู่เล็กน้อย สะเบียงเดินทางอันนั้นก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ทางกันดารนี้ยังเหลืออยู่ เรายังข้ามพ้นไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย เราสองคนมาช่วยกันฆ่าบุตรน้อยๆคนเดียว ผู้น่ารัก น่าพอใจคนนี้เสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง เมื่อได้บริโภคเนื้อบุตรจะได้พากันเดินข้ามพ้นทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสามคนต้องพากันพินาศหมดแน่ ครั้งนั้น ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจนั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้ามทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคนรับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่า ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ดังนี้ เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นอย่างไร คือว่าเขาได้บริโภคเนื้อบุตรที่เป็นอาหารเพื่อความคะนองหรือเพื่อความมัวเมา หรือเพื่อความตบแต่ง หรือเพื่อความประดับประดาร่างกายใช่ไหม ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า จึงตรัสต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น เขาพากันรับประทานเนื้อบุตรเป็นอาหารเพียงเพื่อข้ามพ้นทางกันดารใช่ไหม ใช่ พระเจ้าข้า พระองค์จึงตรัสว่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า บุคคลควรเห็นกวฬีการาหารว่า [เปรียบด้วยเนื้อบุตร] ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬีการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณเมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ

พ่อครูว่า...ก็ให้เข้าใจเช่นนั้นว่า กินเพื่อรักษาร่างกายหรือเพื่อให้เดินทางได้พ้นทางกันดาร ถ้าเผื่อว่าคุณจะเดินทางไปสู่นิพพานก็ต้องพิจารณาถึงการได้อาหารเลี้ยงชีพเพื่อจะไปหานิพพาน ต้องพิจารณา 1.เราหลงในเบญจกามคุณหรือไม่? เรายินดีในกามแค่ไหนก็ต้องเอาออกให้หมด 2. กำหนดรู้เวทนาทั้ง 3 คือสุข ทุกข์ อทุกขมสุข 3. คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา 4.คือ รู้รูปนาม คือรู้วิญญาณ ที่ถามว่า ทำไมเทียบกับการกินเนื้อลูก คือมันอวิชชาทั้งโง่ทั้งบ้า ก็กินเนื้ออยู่หยกๆ แล้วถามว่า ลูกหายไปไหน มันยิ่งกว่าคนโง่และบ้า ทั้งขี้ลืมเป็นโทษภัยมาก พระพุทธเจ้าสุดยอดเปรียบเทียบ มนุษย์อะไรเลวร้ายถึงขนาดนี้ เห็นแก่สิ่งที่เราจะทำ ว่าทางนี้ยิ่งใหญ่กันดารมาก ต้องปฏิบัติ แต่เสร็จแล้วคุณก็ทำลาย สิ่งที่จะเป็นเครื่องช่วยเดินทาง ไปสู่จุดหมายนี้ ทั้งโง่ บ้า ขี้ลืมหมดเลย ไม่สมควรอย่างยิ่งเลย คนเรานี้ลูกก็แสนรัก ลูกน่ารักนะ แล้วทำไมมันลืมโง่ จนเห็นแก่ตัว จัดขนาดนี้ นี่คือ ความหลง โมหะว่าต้องไปนิพพาน เริ่มต้นตั้งแต่แค่นี้ ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลย กวฬีการาหาร มีตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัส จะมีกิเลสทางกาม เป็นอันกำหนดรู้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬีการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณเมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ แต่นี่ไม่รู้เลยว่าได้ฆ่าลูกกิน ไม่รู้ตั้งแต่ต้นเลย ในโภชเนมัตตัญญุตา ข้อแรกเริ่มต้นไม่รู้เลย ยิ่งไม่เรียนรู้ผัสสาหาร อันนี้ยิ่งหนักเลย ชาวพุทธทั้งหลาย คุณปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ คุณไม่ได้เรียนรู้ภายนอกที่มีการสัมผัสเป็นปัจจัย มีทวาร 5 กามคุณ 5 ได้เรียนรู้แต่เบื้องต้นคุณไม่รู้เลย ก็ไปนั่งหลับตา การหลับตาก็เหมือนกับคุณเองเหมือนโคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม สัมผัสกับอะไรคุณก็แสบไปหมด เพราะคุณไม่เรียนรู้เรื่องการสัมผัสภายนอกเลย คุณยังลอกหนังออกหมด นี่ข้อ 2 ข้อ1เทียบกับกินเนื้อลูก เหมือนกับข้อ 2นี้ผัสสาหารไม่มี เหมือนปฏิบัติธรรมเป็นวัวแม่ลูกอ่อน ลอกหนังออกหมดแสบไปหมด ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยนี่ชัดเจนที่สุด พระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด แต่อ่านไม่แตก กินเนื้อลูกก็ไม่รู้กาม ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อจะรู้กาม แล้วดันไปปฏิบัติธรรมแบบไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัย สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ปฏิบัติธรรมเหมือนโคแม่ลูกอ่อนไม่มีหนังหุ้ม [242] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า แม่โคนม ที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ก็จะถูกพวกตัวสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน หากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและ กัดกิน ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดและจิกกิน เป็นอันว่าแม่โคนมตัวนั้นที่ไร้หนังหุ้มจะไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใดๆ ก็ถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ กัดกินอยู่ร่ำไปข้อนี้ฉันใดเรากล่าวว่าพึงเห็นผัสสาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ เรียนรู้อันนี้แล้วก็ล้างเวทนาให้หมดสุขทุกข์เป็นเนกขัมมสิตเวทนา เป็นอุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นอเนญชาที่สมบูรณ์ ก็จบ ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าแค่นี้ก็จบแล้ว เอ้าเก็บ …

ฟังธรรมะแล้วได้อานิสงส์ 5 ประการ คือ ได้ฟังสิ่งใหม่ เข้าใจสิ่งเก่า ได้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น

มาต่อที่ ผัสสาหาร เหมือนวัวแม่ลูกอ่อน ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ก็จะถูกพวกตัวสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน หากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและ กัดกิน ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดและจิกกิน สู่แดนธรรมว่า... การปฏิบัติกับผัสสาหารคือให้รู้สึกเหมือนแสบ แต่เขาปฏิบัติเหมือนไม่รับรู้สึกอะไร ผมเคยปฏิบัติกับพระสายวัดป่า เขาบอกว่าหลวงปู่ที่ปฏิบัติได้สุดยอดคือจะไม่เสวยเวทนา พ่อครูว่า..ถ้ารับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็จะมีเวทนา ก็เลยไปอยู่แต่ในจิตดับไม่รับรู้ก็จะไม่เสวยเวทนาคือ ทำตามความรู้ของตัวเองผิดๆ แล้วเอามาสอนกันจนถึงทุกวันนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตีทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป แต่นี่ได้หลงผิดอย่างงมงาย อาตมาพูดอย่างไรก็เฉย เหมือนคนกินเนื้อลูกทั้งโง่บ้า ขี้ลืม เขาก็ว่าปฏิบัติธรรมต้องนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่เสวยเวทนาสิ เป็นเรื่องที่น่าสงสารจริงๆ พาซื่อหลงคำสอนผิด ใครจะพูดอย่างไรก็ไม่มี ปรโตโฆษะ ไม่ฟังอีกแล้ว กูว่าอย่างนี้ถูกแล้ว อาจารย์ที่สอนมาก็จบปริญ 9 เป็นด็อกเตอร์ ได้รับการยกย่องเป็นอาจารย์ทางโลก แล้วโพธิรักษ์เป็นใครมาจากไหน นี่เป็นคำพูดของพระ ที่เป็นเจ้าคุณ ชื่อเจ้าคุณ ตอนนี้เป็นเจ้าคุณ ขั้นต้น เจ้าคุณโสภณคณาภรณ์ ชื่อจริงคือระแบบ นามสกุลเดียวกันกับจตุพร พรหมพันธุ์ ตอนนี้ตายแล้ว เขาก็ว่า เป็นหัวเรือใหญ่จัดการอาตมา จะเอาอาตมาติดคุกเลย เป็นคนนำเรื่องไปให้พระสังฆราชเซ็นสั่งให้อาตมาสึก ตามกฎหมายที่บัญญัติเอง ซึ่งไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ที่ว่าผู้จะสึกนั้นก็มี ปาราชิกไม่ต้องสึกแต่ขาดจากพระธรรมวินัยแล้ว แม้สังฆาทิเสสก็สั่งสึกไม่ได้หรือว่า มีผู้ที่ผิดปกติ 11 ข้อ รู้ภายหลังก็สั่งสึกได้ อาตมาไม่ได้อยู่ในข่ายทั้งหมดนี้ เขาก็ออกกฎหมายให้สังฆราชสั่งให้สึกได้ใน 7 วัน เก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก กฎหมายนี้โมฆะนะ ในกฎหมายนี้ มีบอกไว้ว่า ถ้ากฎหมายขัดแย้งกับพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าก็เป็นโมฆะ

สู่แดนธรรมว่า เขาก็เลยเลือกกฎหมายที่บอกว่าไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งมาจัดการกับพ่อท่าน พ่อครูว่า...ทั้งที่พระพุทธเจ้าให้เป็นอนาคาริก ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีบ้านช่องเรือนชาน เขาก็บัญญัติกฎหมายค้านแย้งกับพระธรรมวินัย ซึ่งพระก็เลยสะสมทรัพย์สมบัติ ในบ้านในกุฏิ มีคนเคยไปเปิดห้องของพระรูปหนึ่ง ปรากฏว่าธนบัตรไหลออกมาเต็มเลย เป็นห้องเก็บเงินเลย มีผู้บอกว่าอาตมาไปทำลายสวรรค์นรกของเขาที่เอาสวรรค์ 6 ชั้นนี้มาล่อก็โกหกทั้งนั้น เป็นของศาสนาเก่าที่ผิดเพี้ยนไป แล้วก็เอามาใส่ในศาสนาพุทธ มีนรกสวรรค์วนเวียน พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติ ดูอาการ ภพชาติ สวรรค์นรก อย่าไปวนเวียนกับมัน แต่เขาก็สร้างมาหลอกกันเต็มไปหมด สววรค์กับนรกเป็นธรรมะคู่ มีอะไรมันก็มีอีกอัน ผู้ที่ไม่มีสุขก็ไม่มีทุกข์ก็ไม่มีทุกข์ก็ไม่มีสุขเป็นอุเบกขาเป็น เนกขัมมสิตอุเบกขา ให้เรียนรู้ตั้งแต่มีสัมผัสเป็นปัจจัย เบญจกามคุณเป็นอันแรก เป็นเบื้องต้นหยาบ กามตัณหา ไปเรียกเป็นอบายคือ ไปยินดีในกามที่หยาบมากเลย รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ไปหลงของหยาบ ติดหนักหนา จนไม่รู้จะทำอย่างไร เป็นโลกอบายทั้งนั้น พอมาบวชแล้วเราก็จะต้องได้ตำแหน่งยศศักดิ์ ได้รับการยอมรับนับถือ ได้สรรเสริญ พระปฏิบัติไม่พยายามที่จะมีสิ่งเหล่านี้ รู้ก็เลยไปสะกดจิตหลับตา ก็ออกนอกรีต เพราะไม่มีการเริ่มต้นเลย นั่งหลับตาคือปฏิบัติทิ้งทั้งยวงของศาสนาพุทธ ไม่มี เบื้องต้นท่ามกลาง บั้นปลาย ปฏิบัติของศาสนาพุทธนั้นมีตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสแล้วล้างกามคุณ แล้วเหลือภายในเป็นรูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชา โดยไม่ต้องไปปฏิบัตินั่งหลับตา โดยที่กามคุณมีอยู่ที่ไหน คุณก็เหนือมาแล้ว อุตระ เหนือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ มันเหลือแต่ภายในคุณก็ล้างต่อ ไม่มีตรงไหนในศาสนาพุทธที่พาไปนั่งหลับตา ต้องมีสัมผัส 6 ต้องมีสัมผัสภายนอก มีกวฬีการาหาร ต้องมีผัสสะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจและจะมี มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร หากไม่ผัสสะก็ไม่มีเวทนาเป็นปัจจัย ก็ไม่มีตัวปฏิบัติ ตามพรหมชาลสูตร และในมูลสูตร มีผัสสะเป็นเหตุแห่งการปฏิบัติ มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง เมื่อไม่มีเวทนาให้ปฏิบัติ ถึงจะเกิดสมาธิเป็นประมุข เอาสูตรไหนมาปฏิบัติก็ผิดหมดเลยที่ปฏิบัติธรรมกันทุกวันนี้ โดยคำว่าไม่มีผัสสะอย่างเดียว ตั้งแต่พรหมชาลสูตร ในพระสูตรอื่นๆก็ได้ยืนยันว่า ปฏิบัติธรรมหลับตามันไม่ใช่ อาตมาเสียเวลามากที่ต้องยืนยันล้มล้างการนั่งหลับตา มหาจัตตารีสกสูตร ...ล.14 [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ พูดอยู่นี่แหละ มีอาการกายกรรม วจีกรรมครบนี่แหละ แล้วงานอาชีพเลี้ยงชีพ ทั้งหมดนี้ มิจฉาชีพ 5 เขาก็ไม่รู้เรื่อง มิจฉากัมมันตะ 3 ก็ไม่รู้ มิจฉาวาจา 4 ก็ไม่รู้ มิจฉาสังกัปปะก็ไม่รู้ เริ่มต้นให้พ้นมิจฉาชีพ 5 ระดับ กุหนา หยาบที่สุด นักโกงบ้านโกงเมือง 5 แสนล้าน พวกนี้เป็นมิจฉาชีพหนัก เดี๋ยวนี้ก็ยังโกงกันอยู่ ลปนาคือหลอกลวง อย่างธัมมชโย ทั้งกุหนาและลปนานี้รวมกันเลย ตอนนี้ก็หาไม่เจอ สงสัยไปเรียนวิชาฤาษีหายตัว สมณะเดินดินว่า...DSI แอบไปค้นก็ไม่เจอ พ่อครูว่า…อาตมามองข้างหน้านี้ หัวบีทรูท...ทำไมหัวใหญ่ขนาดนี้

[254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ

อาหารคือเครื่องอาศัยในการปฏิบัติธรรม โภชเนมัตตัญญุตา มัตตัญญุตาจภัตสมิงคือการปฏิบัติกับอาหาร กิเลสอยู่กับอาหารนี่แหละ รูป รส กลิ่น เสียง ตั้งแต่เขาทอดฉ่า ต้มเดือดปุดๆ กลิ่นฉุยแตะจมูกเลย เอามาแตะลิ้น หรือบางทีสัมผัสทั้งตัว มันเป็นกิเลสอยู่ในอาหาร จึงเรียกว่ากามคุณ 5 สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ผัสสาหาร มันต้องรู้จักกิเลสด้วยการผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยไม่มีฐานปฏิบัติไม่มีกรรมฐานไม่มีเวทนา ที่เป็นที่ประชุมลง ไม่มีฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ แล้วก็ไปเพี้ยนบอกกรรมฐาน 40 ดินน้ำไฟลม อะไร ไปเอาจิตจดจ่อ มันไม่มีในคำสอนพระพุทธเจ้า มีอยู่ไหนอรรถกถาจารย์ ก็เลยถือกันแบบนั้น เมื่อไม่มีผัสสะก็ไม่รู้มโนสัญเจตนา ในนี้มีธรรมะสองจะมีจิตในจิตในเวทนามีเจตสิกพิจารณาเข้าไปจะเจอกิเลส อารมณ์สุขทุกข์มันมีเหตุที่เกิดสุขกับทุกข์ มันก็คือความอยากก็คือตัณหาอุปทาน ก็ต้องอ่านอาการตรงนี้ให้ออก แล้วตัวพวกนี้เป็นสมุทัยเป็นเหตุ คือตัณหา 3 กามตัณหา ภวตัณหาวิภวตัณหา ต้องอ่านอาการพวกนี้ออกและมีวิธีการกำจัด ด้วยการลืมตา มีโพธิปักขิยธรรม 37 ด้วยการพิจารณาว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์มันไม่ใช่ตัวใช่ตน เป็นอนัตตา ด้วยความเป็นไตรลักษณ์จริงๆ จนมันปหานได้ เห็นว่ามันไม่เที่ยงจริงๆ เพราะมันจางคลายได้ ลดได้นะกิเลส ไม่ใช่ว่ามันมีอยู่ตลอดไป ทำอะไรมันไม่ได้หรอก มันไม่จริง ลดได้ พิจารณาได้ก็มีปัญญา เมื่อมีธาตุรู้ที่มีพลังรู้ชัดเจน ว่ามันเป็นไตรลักษณ์ ไม่มีตัวตน มันไม่เที่ยง มันพาให้เราทุกข์ เจอตัวเหตุมัน มันพาทุกข์ตลอดกาลนาน ก็ทำตัวเหตุให้เบาบางลง ทำให้มันลดลงด้วยปัญญา ว่าเราไปยึดถือมันในเรื่องที่ไม่จริง เวทนามีสอง 1.เวทนาแท้ 2.เวทนาเทียม ตาคุณสัมผัสรูป อื่นๆ ก็เช่นกันในกามคุณ 5 เกิดตากระทบรูปแล้วก็เกิดความสุข น่ากินจัง คุณก็อ่านออกว่าจริงๆแล้วคุณสัมผัสอันนั้นคือรูป คือสี มันไม่ได้น่ากินอะไรหรอก อาการน่ากินนี้ มันเป็นเวทนาเทียม รูปนี่ก็สีเหลืองสีแสดแดง รูปกลมเบี้ยวของมัน เสียงก็มีแค่นี้ ของจริงก็คือเวทนาจริง แต่คุณเองกลับพอใจไม่พอใจ ชอบใจไม่ชอบใจ เป็นทุกข์เป็นสุข ตัวนั้นเป็นตัวเวทนาเก๊ ก็ต้องจัดการเวทนาเก๊ ต้องทำ การอ่านเวทนาสองให้ออก แยกเป็นภาวะสอง อิตถีภาวะ ทำให้เกิด ปุริสภาวะ รู้ว่ามันไม่เที่ยง รู้ว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์จนมันไม่เหลือตัวตน มันไม่เหลืออาการของกิเลสเลย หยาบกลางละเอียดไม่มีตัวตนของกิเลส คำว่าตัวตนคือตัวตนของกิเลส กิเลสตั้งแต่ตัวนี้ ผัสสะใด ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หมดทางภายนอก แล้วเหลือแต่ภายในก็รูปราคะ อรูปราคะ ก็กิเลส ก็ต้องรู้สภาวะ ลดมันลงไป จนไม่เป็นราคะ แต่ถือดีอยู่ ก็ลดกามทั้งภายนอกภายใน ลดภวราคะก็เหลือถือดี มานะอุทธัจจะ อวิชชาก็ล้างตัวถือดีถือตัวอวดดี หมดมานะ เหลือเศษธุลีละอองอุธัจจะก็ล้าง จนไม่เหลือเศษธุลีละออง รู้จนจบจนหมดทั้งอวิชชาสวะ ก็หลักธรรมมีอย่างนั้น วิธีปฏิบัติถ้าเป็นอย่างนั้น ทำได้ก็เป็นอรหันต์ได้ คําสอนพระพุทธเจ้าคงที่อยู่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ต่างไปเลย

วิญญาณาหารก็อ่านนามรูป คุณจะต้องมีปัญญา มีธาตุรู้ที่เป็นตัวนำไปรู้ผัสสะ หยาบ กลาง ละเอียด ข้างนอกข้างในมีการวิจัยมีสติสัมโพขฌงค์ มีโพชฌงค์คู่กับมรรคมีองค์ 8 มีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ แล้วก็ทำสัมมัปปธาน ปหานกิเลสไป นั่นคือวิธีปฏิบัตินั่นคือธรรมะพระพุทธเจ้า แต่มันได้ผิดเพี้ยนกลายกลับเป็นอย่างเก่า เป็นนั่งหลับตาสะกดจิตเป็นฤาษีอย่างเก่า อาตมาพูดไว้นี้ เอาพระสูตรมาพูดเต็มไปหมด ทักว่านั่งหลับตาสะกดจิตแล้ว พระสายนั่งหลับตาสะกดจิต อาจารย์เขาจะบอกเลยว่าอย่าไปมัวอ่านตำราอยู่ ให้ปิดตำรามานั่งอย่างเดียวอย่าไปเสียเวลา แหมน่าสงสารอาจารย์ครับพวกนี้ ถ้าไปนั่งสมาธิแล้วบรรลุอรหันต์ พระพุทธเจ้าจะตัดให้มันเมื่อยทำไมตั้งเยอะแยะ ก็พานั่งหลับตาก็เป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านตรัสไว้จน 45 พรรษา แล้วบันทึกเป็นพระไตรปิฎกถึง 45 เล่ม จะตรัสทำไมเสียเวลาเสียน้ำลาย พ่อครูว่า...คุณไปนั่งหลับตาแล้วก็เสพภพ ในขณะเป็นๆ จิตมันจะวิ่งออกไปทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ แต่เขาเก่งสะกดไว้ แต่ถ้าตายแล้ว ไม่ต้องไปหลับหูหลับตาปฏิบัติเพราะว่าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กายแล้ว ก็อยู่แต่ในจิตสบายเลยก็เลยนึกว่าเป็นนิโรธ ก็นึกว่าทำได้ตายแล้วก็ทำได้ นั่นแหละ อาฬารดาบส อุทกดาบสทำได้ เป็นฌานที่ 7 ฌานที่ 8 ฉิบหายแล้วหนอ ทั้งสองคน ก็ฉิบหาย แล้วจะไปงมงายอยู่ทำไม พระพุทธเจ้าออกไปในป่าไปหาอาจารย์ ก็มี 2 อาจารย์นี้ ก็ได้อรูปฌาน ท่านก็ไปนั่งแบบเขาด้วย มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าการนั่งหลับตา รูปฌาน อรูปฌาน มันไม่ใช่ พระพุทธเจ้าก็ทิ้งมาแล้ว แต่เขายังกลับมายึดถือว่าเป็นยอดของการปฏิบัติ จะไม่ให้พูดว่างมงาย ก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว มันโง่งมงายกันจริงๆ อาตมาพูดตรง จริงใจ ว่าโง่งมงาย ให้เลิกเถิด เอาของเน่ามาใส่ศาสนาพระพุทธเจ้าทำไม พระพุทธเจ้าตีทิ้งแล้ว แล้วไปหลงอีกว่าเป็นหัวใจศาสนาพุทธ มันยิ่งกว่าฆ่าลูกกิน แล้วบอกว่าลูกอันน่ารักของเราอยู่ไหน ทั้งบ้าเมาโง่และขี้ลืม สมณะเดินดินว่า...พระพุทธเจ้าสอนอานาปานสติ พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าสอนสติปัฏฐาน 4 และอานาปานสติ ในสติปัฏฐาน๔ก็มีอานาปานสติอยู่ในนั้น สติลืมตา แม้ว่าคุณจะมีลมหายใจเข้าออกก็ต้องมีกาย กายคือมีภายนอกด้วย ปฏิบัติธรรมรู้ลมหายใจเข้าออก จะขาดกายไม่ได้ ต้องรู้ภายนอกด้วย แต่ถ้าดับไม่รู้ลมหายใจเลย เขาว่าสุดยอดเลย เข้าใจผิดหลงแปลกๆเยอะเลย คือมันมีอยู่แล้วพระพุทธเจ้าก็เลยอนุโลม แต่ให้รู้ตัวทั่วพร้อม อยู่ในอิริยาบถต่างๆ เป็นพระภิกษุไม่ได้ไปทำอาชีพอะไรก็ให้อยู่ในอิริยาบถให้รู้ตัว ยืนเดินนั่งนอน เป็นต้น แต่เขาก็เข้าใจผิดไป อาตมามาบรรยายเหมือนถล่มเขาว่าผิดหมด ไม่ได้พูดดีๆเลย พูดดีๆ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้านั้นปฏิบัติตามศีลแล้วเกิดสมาธิ แล้วก็จะมีปัญญาประกอบไปด้วยในการบรรลุศีล เกิดอธิจิต อธิจิตคือ รู้กาย เวทนา จิต ธรรม มีองค์ประกอบรูปนาม เมื่อมันปรุงแต่งก็ต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์จับตัวกิเลสให้ออก ว่าเห็นตัวกิเลส แล้วกิเลสมันเคยเที่ยงไหม มันเกิดแล้วก็อยู่ไปตลอดกาลนานไม่ไปเลยไม่หายไป มันก็ไม่เคยเที่ยงแท้ แล้วมันก็เป็นเหตุแห่งความทุกข์ เป็นทุกข์อริยสัจ แต่คุณไปบอกว่าถ้าได้สมกิเลสก็สุข ก็เลยหลงอยู่ตลอด จริงๆแล้วอนิจจัง ทุกขังอนัตตา ดับได้ก็อนัตตา พระอรหันต์ก็มีอนัตตาอยู่ตลอด นี่คือแก่นแท้ศาสนาพระพุทธเจ้า แต่เสร็จแล้วเขาเข้าใจผิด มิจฉาทิฏฐิ ออกนอกรีตกัน ก็เลยมีพวกที่สัมมาทิฏฐิมาปฏิบัติก็คือชาวอโศก ก็มาเข้าใจสัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่ สัมมาทิฏฐิ 10 ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติก็เข้าใจ แล้วก็เลยพากันปฏิบัติ ก็เลยเกิดสังคมพุทธอยู่ในแผ่นดินพุทธ มีตัวหนังสือขึ้นตัวเบ้อเร่อ ก็ได้มรรคผลของศาสนา มาเป็นคนจน ผู้ที่สุขสำราญเบิกบานใจ จนกระทั่งสำเร็จผลของศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นสังคมสาธารณโภคี ในยุคของพระพุทธเจ้าทำได้แต่ในวงการของพระภิกษุสงฆ์ ในฆราวาสธรรมไม่ได้ เพราะว่าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นยุคของทาสสังคมทาส มีนายทาสมีลูกทาส เป็นสังคมที่ไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน สิทธิอะไรต่างๆเขาไม่รู้จัก สิทธิในการแสดงออก เขาไม่รู้จัก จึงไม่สามารถทำในฆราวาสได้ นายทาสไม่ยอมหรอก หรือเป็นคนของพระเจ้าแผ่นดินหมด สมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระพุทธเจ้าไม่ประสงค์จะทำด้วย แต่ท่านสามารถนำเอาลัทธิระบบของท่าน ไปในแคว้นไหนๆ พระเจ้าแผ่นดินแต่ละแคว้นยอมรับให้เผยแพร่ลัทธิของท่าน แม้แต่คนในแคว้นของกษัตริย์แต่ละแคว้น จะมาเข้ารีตศาสนาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าแผ่นดินในทุกแคว้นก็ยอม พระพุทธเจ้ายิ่งใหญ่ขนาดนี้ ท่านไปที่แคว้นไหน กษัตริย์ทุกที่ยอมหมดทุกแห่ง สอนลัทธิแล้วคนเข้ารีตก็อนุโมทนาสาธ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน