16 บทที่ 9 ใจเพชร น 639-738.docx

โฟลเดอร์Word จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์410 KB
วันที่แก้ไข27 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 9 ก ร ะบวนการสร้างจิตอาสา แพทย์วิถีพุทธ เพื่อมวลมนุษยชาติ โลกจะมีสันติสุขอยู่ได้ด้วยความเสียสละ ในโลกถ้ามีคนเสียสละมีน้ำใจเอื่อเฟื้อเกื้อกูลกัน มากเท่าไหร่ ความอยู่เย็นเป็นสุขก็จะมีต่อมวลมนุษยชาติมากเท่านั้น ๆ ดังที่ พระพุทธเจ้าตรัสความสำคัญ ของการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันว่า “ ที่พึ่งของสัตว์ทั้งปวงยิ่งไปกว่าทานไม่มี ” ( ขุ.ชา. 28 / 1 , 073 ) ทานคือการให้ หรือ การแบ่งปันนั้น มีหลากหลายลักษณะ เช่น ให้วัตถุข้าวของ ให้แรงกาย ให้แรงใจ ให้แรงปัญญา เป็นต้น การให้ หรือ การแบ่งปันนั้น นอกจากจะทำให้ผู้รับได้รับความผาสุกแล้ว ยังมีผลย้อนกลับมาทำให้ผู้ให้ หรือ ผู้แบ่งปันนั้นได้รับความผาสุกด้วย ดังใน “ มนาปทายีสูตร ” พระผู้มีพระภาคได้ ตรัสกะอุคคเทพบุตร ด้วยพระคาถาความว่า ผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ให้ของที่เลิศย ่อมได้ ของที่เลิศ ผู้ให้ของที่ดี ย่อมได้ของที่ดีและผู้ให้ของที่ประเสริฐย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ นรชนใด ให้ของที่เลิศให้ของที่ดีและให้ของที่ประเสริฐ นรชนนั้นจะบังเกิด ณ ที่ใด ๆ ย่อมมีอายุยืนมียศดังนี้ ฯ ( องฺ.ปญฺจก. 22 / 44 ) จิตอาสา คือผู้ที่เห็นคุณค่าของการให้ หรือ การแบ่งปัน สิ่งที่มีคุณค่าประโยชน์ และพยายาม ฝึกฝนตนให้เป็นผู้ให้ หรือ ผู้แบ่งปัน สิ่งที่มีคุณค่าประโยชน์ให้กับมวลมนุษยชาติ โดยไม่คิดค่าตอบแทนใด ๆ จิตอาสาจึงเป็นบุคคลสำคัญที่ สุดในการ นำสันติภาพ หรือ ความอยู่เย็นเป็นสุขมาสู่มวลมนุษยชาติ ซึ่งสุดยอด แห่งต้นแบบของจิตอาสาที่มีคุณค่าประเสริฐที่สุดในโลก คือ พระพุทธเจ้า พระองค์ เป็น บุคคล ที่สามารถ ทำคุณสมบัติแห่ง ความผาสุกที่แท้จริง ในตนได้ ดำรงชีวิตด้วยการ บริโภค อุปโภค ของกินของใช้ เพื่อ ดำรงชีพ ส่วนตัวน้อยที่สุด เท่าที่จะไม่ทรมานตนเอง แต่

อ่านต่อ

พากเพียรอุตสาหะ ทำประโยชน์สุขให้กับ มวลมนุษยชาติ และสัตว์โลกทั้งปวงให้ มากที่สุด เท่าที่ พระองค์ จะ พึง ทำได้ เสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ให้กับมวลมนุษยชาติ และสัตว์โลกทั้งปวง ด้วยความเต็มใจสุขใจและ บริสุทธิ์ ใจ จากความโลภโกรธหลง หรือ ความเห็นแก่ตัวทั้งปวง เป็นผู้ที่ค้นพบองค์ความรู้หรือ กระบวนการสร้างจิตอาสาแนวพุทธ อย่างไม่มีใครเทียมเท่า สัมพันธ์กับที่พร ะพุทธเจ้าตรัสใน ที . สี .9 / 235 “ ... ดูกรพราหมณ์ พระตถาคตเสด็จ อุบัติในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้ง โลกเป็น สารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่าเป็นศาสดา ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้นทรงทำโลกนี้พร้อมทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณ พราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมงามใน เบื้องต้นงามในท่ามกลางงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ...” สอดคล้อง กับเนื้อหาใน ขุ . วิ . 26 / 385 เถรคาถาวีสตินิบาต 1 . อธิมุตตเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระอธิมุตตเถระ “ พระอธิมุตตเถระถูกพวกโจรจับไว้ มิได้มีความกลัวหวาดเสียว มีหน้าผ่องใ ส เมื่อหัวหน้าโจรเห็นดังนั้น เกิดความอัศจรรย์ใจจึงได้กล่าวคาถาสรรเสริญ 2 . คาถาว่า เมื่อก่อนเราจะฆ่าสัตว์เหล่าใดเพื่อ บูชายัญหรือเพื่อทรัพย์ ความกลัวก็ย่อมเกิดแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งสิ้น สัตว์เหล่านั้นย่อมพากันหวาดหวั่น และบ่นเพ้อ แต่ความกลัวมิได้มีแก่ท่านเลย สีหน้าของท่านผ่องใสยิ่งนัก เมื่อภัยใหญ่เห็นปานนี้ปรากฏ แล้วเหตุไรท่านจึงไม่คร่ำครวญเล่า พระเถระเมื่อจะแสดงธรรม โดยมุ่งการตอบคำถามของนายโจรนั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า ดูกรนายโจรทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใยในชีวิต ความกลัวทั้งปวงอันเราผู้สิ้นสังโยชน์ล่วงพ้นได้แล้ว เมื่อตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว ความกลัวตาย ในปัจจุบัน มิได้มีด้วยประการใดประการหนึ่งเลย ดุจบุรุษไม่กลัวความหนัก เพราะวางภาระแล้ว ฉะนั้น พรหมจรรย์ เราประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว เราไม่มีความกลัวตายเหมือนบุคคล ไม่กลัวโรค เพราะโรคสิ้นไปแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว ภพทั้งหลายอันไม่น่ายินดีเราได้เห็นแล้ว เหมือนบุคคลดื่มยาพิษแล้วคายทิ้งฉะนั้น บุคคลผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ไม่มีความถือมั่นเสร็จกิจแล้ว หมดอาสวะ ย่อมยินดีต่อ ความสิ้นอายุ เหมือนบุคคลพ้นแล้วจากการ ถูกประหารฉะนั้น บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว ไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งหมด ย่อมไม่เศร้าโศกในเวลาตาย ดุจบุคคลออกจาก เรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ ก็ดี ภพที่สัตว์ย่อมได้ในโลกนี้ก็ดี พระพุทธเจ้าแสวงหาคุณอันใหญ่ยิ่งได้ตรัสไว้ว่าสิ่งทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้น เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพอะไร ดังบุคคลผู้ ไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชนฉะนั้น เราไม่มีความคิดว่า ได้เป็นมาแล้วจักเป็นต่อไป จะไม่เป็น หรือสังขารจักฉิบหายไป จะคร่ำครวญไป ทำไมในเพราะสังขารนั้นเล่า ดูกรนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันบริสุทธิ์ และความสืบต่อแห่งสังขารอันบริสุทธิ์เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็น โลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อนั้น บุคคลนั้นย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเรา ไม่มีเรากลัดกลุ้มด้วยสรีระ ไม่ต้องการด้วยภพ ร่างกายนี้จักแตกไปและจักไม่มีร่างกายอื่น ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาจะทำกิจใดด้วยร่างกายของเรา ก็จงทำกิจนั้นเถิด ความขัดเคือง และความรักใคร่ในสรีระนั้น จักไม่มีแก่เรา เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลายทำกิจตามปรารถนาด้วยร่างกาย ของเรานั้น โจรทั้งหลายได้ฟังคำของท่านอันอัศจรรย์อันทำให้ขนลุกชูชันดังนั้นแล้ว จึงพากันวาง ศาตราวุธแล้วกล่าวดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความไม่เศร้าโศกที่ท่านได้นี้เพราะท่านได้ทำกรรมอะไร ไว้ หรือใครเป็นอาจารย์ของท่านหรือ เพราะอาศัยคำสั่งสอนของใคร ? พระเถระได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวตอบว่า พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญู รู้เห็นธรรมทั้งปวง ชนะหมู่มาร มีพระกรุณาใหญ่ ผู้รักษา พยาบาลชาวโลกทั้งปวงเป็นอาจารย์ของเรา ธรรมเครื่อง ให้ถึงความสิ้นอาสวะอันยอดเยี่ยมนี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ความไม่เศร้าโศกเราได้เพราะอาศัย คำสั่งสอน ของพระองค์ พวกโจรฟังถ้อยคำอันเป็น สุภาษิตของพระเถระผู้เป็นฤาษี แล้วพากันวางศาตราและอาวุธ บางพวกก็งดเว้นจากโจรกรรม บางพวกก็ขอบรรพชา โจรเหล่านั้นครั้นได้บรรพ ช า ในศาสนาของพระสุคตแล้ว ได้เจริญโพชฌงค์และพลธรรม เป็นบัณฑิตมีจิตเฟื่องฟูเบิกบาน มีอินทรีย์ อันอบรมดีแล้ว ได้บรรลุสันตบท คือนิพพานอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้ . ” จิต อาสา แพทย์วิถีพุทธ เป็น ผู้ที่ อาสา ช่วยเหลือ เกื้อกูลมนุษยชาติให้มีสุขภาวะที่ดี โดย ไม่คิดค่าตอบแทนใด ๆ ซึ่ง กระทำไปพร้อม ๆ กับการ เรียนรู้ฝึกฝน ตนให้มีสภาพ แห่ง ความเป็น พุทธะ ตามลำดับ โดยใช้กระบวนการสร้าง จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ ซึ่งผู้ วิจัย จะได้ นำเสนอ รายละเอียด ดังต่อไปนี้ การปฏิบัติสู่ความเป็นพุทธะต้องเรียนรู้ฝึกฝนจากผู้รู้แท้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสข้อปฏิบัติและสภาพแห่งความเป็นพุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยธรรม ใ น ที . ปา . 11 / 146 ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษ ย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน เป็นผู้เข้าหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วซักถามว่า ข้าแต่ท่านผ ู้เจริญ กรรมส่วนกุศลเป็น อย่างไร กรรมส่วนอกุศลเป็นอย่างไร กรรมส่วนที่มีโทษเป็นอย่างไร ก รรมส่วนที่ไม่มีโทษเป็นอย่างไร กรรมที่ควรเสพเป็นอย่างไร กรรมที่ไม่ควรเสพเป็นอย่างไร กรรมอะไรข้าพเจ้าทำอยู่พึงเป็นไปเพื่อ ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน อนึ่ง กรรมอะไรข้าพเจ้าทำอยู่ พึงเป็นไปเพื่อเป็นประโยชน์ เพื่อ สุข ตลอดกาลนาน ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้คือ มีพระฉวีสุขุมละเอียดเพราะพระฉวีสุขุมและละเอียดธุลีละอองมิติดพระกายได้ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้คือ มีปัญญามาก ไม่มีบรรดากามโภคี ชนผู้ใดผู้หนึ่ง มีปัญญาเสมอหรือมีปัญญาประเสริฐกว่าพระองค์ ถ้าพระมหา บุรุษนั้น ออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลส อันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รั บผลข้อนี้ คือ มีพระปรีชามาก มีพระปรีชากว้างขวาง มีพระปรีชาร่าเริง มีพระปรีชาว่องไว มีพระปรีชาเฉียบแหลม มีพระปรีชาทำลายกิเลส ไม่มีบรรดาสรรพสัตว์ผู้ใ ด ผู้หนึ่งมีปัญญาเสมอ หรือมีปัญญาประเสริฐกว่าพระองค์ ...” จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้านั้น พระองค์ได้ปฏิบัติบำเพ็ญอย่างต่อเนื่องหลายชาติ จนถึงชาติที่เป็นพระพุทธเจ้า จึงมีสภาพแห่งพุทธะมากที่สุดในโลก อย่างไม่มีใครเทียมเท่า สำหรับบุคคล ใด ก็ตาม ที่บำเพ็ญ อย่างถูกตรง ตาม ที่ พระพุทธเจ้า ตรัส นั้น ก็จะ สะสมความเป็นพุทธะมากขึ้นเป็นลำดับ คือ มีความสามารถมากขึ้น มีความสามารถที่มีความกว้างขวางหลากหลายมากขึ้น มีความสามารถในการสร้างความร่าเริงเบิกบานมากขึ้น มีความสามารถที่ว่องไวมากขึ้น ในหลากหลายมิติ รวมทั้ง การรับรู้ผลดีในการทำสิ่งที่ดี และผลเสียในการทำสิ่งที่ไม่ดี มีความสามารถที่เฉียบแหลมมากขึ้น มีความสามารถในการทำลายทุกข์ได้มากขึ้น และมีปัญญามากขึ้น ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า จะต้องเรียนรู้ และปฏิบัติตามสมณะหรือพราหมณ์ได้บอกกล่าวเอาไว้ ซึ่งสมณะหรือพราหมณ์นั้นหมายถึง พระพุทธเจ้าหรือผู้รู้วิธีในการดับทุกข์ และสามารถ ปฏิบัติ ดับทุกข์ได้จริง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสใน ขุ . ขุ . 25 / 29 ว่า “... บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเพราะ ศีรษะโล้น บุคคลผู้ไม่มีวัตรพูดเหลาะแหละมากด้วยความอิจฉาและความโลภจักเป็นสมณะอย่างไรได้ ส่วนผู้ใดสงบบาป ( กิเลสเหตุแห่งทุกข์ ) น้อยใหญ่ได้โดยประการทั้งปวงผู้นั้นเรากล่าวว่าเป็นสมณะ เพราะสงบบาปได้แล้ว บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุเพียงที่ขอคนอื่น บุคคลสมาทานธรรมอันเป็นพิษ ไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุนั้น ผู้ใดในโลกนี้ลอยบุญและบาปแล้ว ( ผู้สามารถทำลาย บาปคือกิเลส เหตุ แห่งทุกข์ ในตนจนหมดเกลี้ยงแล้ว โดยใช้บุญ คือธรรมะที่ใช้ทำลายกิเลส เมื่อทำลายกิเลสได้แล้ว จึงไม่ต้องใช้บุญทำลายบาปอีกต่อไป จึงเป็นผู้ลอยบุญและบาปแล้ว ชีวิตที่เหลือของท่านจึงไม่ทำบาป ( กิเลส ) ทั้งปวง แต่ทำกุศล ( ความดีงามช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น และ ทำให้คนในโลกได้ประโยชน์ ) ให้ถึงพร้อม ซึ่งสั่งสมเป็นวิบากดีให้ท่านได้อาศัยตราบปรินิพพาน จิตใจท่านจึงบริสุทธิ์ผ่องใส ) ประพฤติ พรหมจรรย์รู้ธรรมทั้งปวงแล้ว เที่ยวไปในโลกผู้นั้นแล เราเรียกว่าเป็นภิกษุ บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะความนิ่ง บุคคลผู้หลงลืม ไม่รู้แจ้ง ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตถือธรรมอันประเสริฐ เป็นดุจบุคคลประคองตราชั่ง เว้นบาปทั้งหลาย ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี เพราะเหตุนั้นผู้นั้นชื่อว่ามุนี ผู้ใดรู้จักโลกทั้งสอง ( โลกโลกียะและโลกโลกุตตระ ) ผู้นั้นเราเรียกว่าเป็นมุนีเพราะเหตุนั้น บุคคลไม่ชื่อ ว่าเป็นอริยะเพราะเหตุที่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง บุคคลที่เราเรียกว่าเป็นอริยะ เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ ทั้งปวง ...” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ทำบาป ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ ละไปแล้วก็เศร้าโศก ชื่อว่าเศร้าโศกใน โลกทั้งสอง เขาเห็นกรรมอันเศร้าหมองของตน จึงเศร้าโศกและเดือดร้อน” ( ขุ.ธ. 25/1 1 ) , “ความสั่งสมบาป นำทุกข์มาให้” ( ขุ.ธ.25/ 19 ) และ “การไม่ทำบาป นำสุขมาให้” ( ขุ.ธ.25/ 25 ) ดังนั้น สมณะหรือพราหมณ์จึงหมายถึงผู้ที่รู้วิธี ดับบาป คือ อุปกิเลส 16 ซึ่งเป็น เหตุแห่งทุกข์ อัน เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต 16 ประการ ได้แก่ อภิชฌาวิสมโลภะ ( ละโมบไม่สม่ำเสมอ คือความเพ่งเล็ง ) พยาบาท ( ปองร้ายเขา ) โกธะ ( โกรธ ) อุปนาหะ ( ผูกโกรธไว้ ) มักขะ ( ลบหลู่คุณท่าน ) ปลาสะ ( ยกตนเทียบเท่า ) อิสสา ( ริษยา ) มัจฉริยะ ( ตระหนี่ ) มายา ( มารยา ) สาเฐยยะ ( โ อ้อวด ) ถัม ภ ะ ( หัวดื้อ ) สารัมภะ ( แข่งดี ) มานะ ( ถือตัว ) อติมานะ ( ดูหมิ่นท่าน ) มทะ ( มัวเมา ) ปมาทะ ( เลินเล่อ ) ( ม.มู.12/93 ) และสามารถทำลาย บา ป ( กิเลส ) เหตุแห่ง ความทุกข์ ความเดือดร้อน ความเศร้าหมองทั้งปวง ในตน ได้จริง จึงจะสามารถบอกวิธีการดับเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งจะทำให้ทุกข์ดับได้จริง ดังที่ พระพุทธเจ้ายืนยันว่า การปฏิบัติสู่ความดับทุกข์ที่แท้จริงอย่างยั่งยืนนั้น คาดคะเนด้นเดาเอาไม่ได้ ( อตักกาวจรา ) ( ที . สี . 9 / 26 ) ต้องเรียนรู้จากผู้ที่รู้จริงและปฏิบัติได้จริงเท่านั้น จึงจะปฏิบัติได้ถูกต้องจนพ้นทุกข์ได้จริง ( องฺ.ทสก. 24 / 61 ) พระพุทธเจ้า สมณโคดม ได้ตรัสประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ดังต่อไปนี้ ใน “อาพาธสูตร” พระพุทธเจ้าตรัสถึงการสร้างสุขภาพ ด้วย สัญญา 10 ประการ ได้แก่ อนิจจสัญญา 1 อนัตตสัญญา 1 อสุภสัญญา 1 อาทีนวสัญญา 1 ปหานสัญญา 1 วิราคสัญญา 1 นิโรธสัญญา 1 สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 1 สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา 1 อนาปานัสสติ 1 ฯ ” ( องฺ . เอกาทสก . 24 / 60 ) พระพุทธเจ้าตรัสข้อความสำคัญที่เกี่ยวกับสาเหตุของการมีโรคน้อยว่า “ เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยเตโชธาตุ ( พลังความร้อนในร่างกาย ) อันมีวิบาก ( พลังที่สร้างผล ) เสมอกันไม่เย็นนัก ไม่ร้อน นัก เป็นอย่างกลาง ๆ ควรแก่ความเพียร ฯ ” ( ที.ปา. 11 / 293 ) “ สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขเวทนา เกิดจาก เรื่องดี ( ไฟ ) 1 เสมหะ ( น้ำ ) 1 ลม ( ลม ) 1 ดี เสมหะ ลม รวมกัน ( ดิน ) 1 ฤดู 1 รักษาตัวไม่สม่ำเสมอ 1 ถูกทำร้าย 1 ผลของกรรม 1 เป็นที่ 8 ฯ ” ( สํ.สฬา. 18/427 - 429 ) หลักปฏิบัติที่เป็นต้นเหตุให้อายุยืน 7 ประการ ในพุทธธรรมได้แก่ 1 ) เป็นผู้ทำความสบาย แก่ตนเอง 2 ) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย 3 ) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย 4 ) เที่ยวในกาละอันสมควร 5 ) ประพฤติเพียงดังพรหม ( เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ) 6 ) เป็นผู้มีศีล 7 ) มีมิตรดีงาม สำหรับเหตุให้อายุสั้น ก็ตรงกันข้าม ( องฺ.สตฺตก.22/125-126 ) พระพุทธเจ้ายัง ได้ ตรัสถึง ปัจจัยซึ่งเป็นต ัวชี้วัดของการมีสุขภาพที่ดี 5 ข้อ ดังนี้ 1 ) ความเจ็บป่วยน้อย 2 ) ความลำบากกายน้อย 3 ) เบากาย 4 ) มีกำลัง 5 ) เป็นอยู่ผาสุก ( ม.มู.12/265 ) พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึง การผิดศีลธรรมจะทำให้เกิดทุกข์ภัย ต่าง ๆ รวมทั้ง มีโรคมากและอายุสั้น การปฏิบัติศีลธรรมจะทำให้เกิดความผาสุก แข็งแรงและอายุยืน ใน “จักกวัตติสูตร” ( ที . ปา . 11 / 42 - 4 8 ) พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่อง สาเหตุของการมีอายุสั้น อายุยืน โรคมาก โรคน้อย ในพระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ “จูฬกัมมวิภังคสูตร” ว่า “... ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือดหมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต ... จะเป็นคนมีอายุสั้น ... ส่วน ผู้ ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตร า ( อาวุธหรือวิชาหรือความรู้หรือวิธีที่เบียดเบียน ) ได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู ่ ... จะเป็นคนมีอายุยืน ... ผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์ ( ทำให้ตนเอง หรือคนอื่น หรือสัตว์อื่น ได้รับความทุกข์ทรมาน เดือดร้อน ไม่สบาย บาดเจ็บ หรือ ล้มตาย ) ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา ( อาวุธหรือวิชาหรือความรู้หรือวิธีที่เบียดเบียน ) ... จะเป็นคนมีโรคมาก .. . ผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์ ( ไม่ทำให้ตนเอง หรือคนอื่น หรือสัตว์อื่น ได้รับความทุกข์ทรมาน เดือดร้อน ไม่สบาย บาดเจ็บ หรือ ล้มตาย ) ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา ( อาวุธหรือวิชาหรือความรู้หรือวิธีที่เบียดเบียน ) ... จะเป็นคนมีโรคน้อย ... ( ม.อุ. 14 / 580-585 ) ใน “คาถาธรรมบททัณฑวรรคที่ 10” พระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุที่ทำให้ได้มาซึ่งความผาสุกว่า “ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อตนย่อมไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ( การไม่ทำให้ตนเอง คนอื่น หรือสัตว์อื่น ได้รับความทุกข์ทรมาน เดือดร้อน ไม่สบาย บาดเจ็บ หรือ ล้มตาย ) ” ( ขุ . ขุ . 25 / 20 ) ใน “ลักขณสูตร” พระพุทธเจ้าตรัสเหตุที่ทำให้อายุยืน สมดุลร้อนเย็น เจ็บป่วยน้อย ไว้ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ละปาณาติบาตแล้ว เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ววางทัณฑะ วางศาตราแล้ว มีความละอาย มีความกรุณา หวังประโยชน์ แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำสั่งสมพอกพูนไพบูลย์ ... เมื่อเป็นพระราชาได้ผลข้อนี้ คือ มีพระชนมายุยืนดำรงอยู่นาน อภิบาลพระชนมายุยืนยาว ไม่มีใคร ๆ ที่เป็นมนุษย์ซึ่งเป็นข้าศึกศัตรู สามารถปลงพระชนม์ชีพในระหว่างได้ ... เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจึงได้ผลข้อนี้ คือ มีพระชนมายุยืนดำรงอยู่นาน ทรงอภิบาลพระชนมายุยืนยาว ไม่มีข้าศึกศัตรู จะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา พรหม มาร ใคร ๆ ในโลก สามารถปลงพระชนม ชีพในระหว่างได้” ( ที . ปา . 11/ 136 ) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เป็นผู้ ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ หรือศาตรา ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำสั่งสมพอกพูนไพบูลย์ ฯลฯ ... เมื่อเป็นพระพุทธเจ้า จึง ได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระโรคาพาธน้อย มีความลำบากน้อย สมบูรณ์ด้วย พระเตโชธาตุ อันยังอาหาร ให้ย่อยดี ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก อันควรแก่พระปธานเป็นปานกลาง” ( ที . ปา . 11 / 156 ) ในจัตตาริสูตร พระพุทธเจ้าตรัส ถึง การดำรงชีวิต ด้วย ปัจจัยน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ เป็นองค์ประกอบหลักของการปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ ( ขุ.สุ. 25/281 ) ซึ่งสอดคล้อง กับ ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงสมุนไพรที่ประหยัดเรียบง่ายในการดูแลสุขภาพใน วิ . ม . 5 / 25-44 ในธรรมบทอัตตวรรค พระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับ การพึ่งตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นไว้ว่า “หากว่าบุคคลพึงรู้ว่าตนเป็นที่รักไซร้ พึงรักษาตนนั้นไว้ ให้เป็นอัตภาพอันตนรักษาดีแล้ว บัณฑิตพึงประคับประคองตนไว้ตลอดยามทั้งสาม ยามใดยามหนึ่ง บุคคลพึงยังตนนั้นแลให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อน พึงพร่ำสอนผู้อื่นในภายหลัง บัณฑิตไม่พึงเศร้าหมอง หากว่าภิกษุพึงทำตนเหมือน อย่างที่ตนพร่ำสอนคนอื่นไซร้ ภิกษุนั้นมีตนอันฝึกดีแล้วหนอ พึงฝึก ได้ยินว่าตนแลฝึกได้ยาก ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะว่าบุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งอันได้โดยยาก ความชั่วที่ตนทำไว้เองเกิดแต่ตน มีตนเป็นแดนเกิด ย่อมย่ำยีคนมีปัญญาทรามดุจ เพชรย่ำยีแก้วมณีที่เกิดแต่หิน ฉะนั้น ความเป็นผู้ทุศีล ล่วงส่วน ย่อมรวบรัดอัตภาพของบุคคลใด ทำให้เป็นอัตภาพอันตนรัดลงแล้ว เหมือนเถาย่านทรายรวบรัดไม้สาละให้เป็นอันท่วมทับแล้ว บุคคล นั้นย่อมทำตนเหมือนโจรผู้เป็นโจกปรารถนาโจร ผู้เป็นโจก ฉะนั้น กรรมไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์ แก่ตน ทำได้ง่าย ส่วนกรรมใดแล เป็นประโยชน์ด้วย ดีด้วย กรรมนั้นแลทำได้ยากอย่างยิ่ง ผู้ใดมีปัญญาทราม อาศัยทิฐิอันลามก ย่อมคัดค้านคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผู้อรหันต์ เป็นพระอริยเจ้า มีปกติเป็นอยู่โดยธรรม การคัดค้านและทิฐิอันลามกของผู้นั้น ย่อมเผ็ดเพื่อฆ่าตน เหมือนขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ฉะนั้น ทำชั่วด้วยตนเอง ย่อมเศร้าหมองด้วยตนเอง ไม่ทำชั่วด้วยตนเอง ย่อมหมดจดด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตัว คนอื่นพึงชำระคนอื่นให้หมดจดหาได้ไม่ บุคคลไม่พึงยังประโยชน์ของตนให้เสื่อม เพราะประโยชน์ของผู้อื่นแม้มาก บุคคลรู้จักประโยชน์ของตนแล้ว พึงขวนขวายในประโยชน์ของตน ฯ ” ( ขุ.ธ.25/22 ) นอกจากสมดุลร้อนเย็นกายใจแล้ว มิตรสหาย สังคมและสิ่งแวดล้อมก็มีผลต่อสุขภาวะ ดังคำกล่าว “สัปปายะ คือสิ่งที่เหมาะควรแก่การเพิกถอนกิเลสได้แก่ อาวาสสัปปายะ ( ที่อยู่ซึ่งเหมาะควร ) โคจรสัปปายะ ( ที่ไปซึ่งเหมาะควร ) ภัสสสัปปายะ ( การพูดคุยที่เหมาะควร ) ปุคคลสัปปายะ ( บุคคลที่เหมาะควรเกี่ยวข้อง ) โภชนสัปปายะ ( อาหารที่เหมาะควร ) อุตุสัปปายะ ( สภาพแวดล้อมที่ เหมาะควร ) อิริยาปถสัปปายะ ( อิริยาบถที่เหมาะควร ) ” ( อรรถกถาแปลเล่ม 2 “ ตติยปาราชิกวรรณนา ” ข้อ 368 ) “อสัปปายะ คือสิ่งที่ไม่เหมาะควรแก่การเพิกถอนกิเลส ได้แก่ อาวาสอสัปปายะ ( ที่อยู่ซึ่งไม่เหมาะควร ) โคจรอสัปปายะ ( ที่ไปซึ่งไม่เหมาะ ควร ) ภัสสอสัปปายะ ( การพูดคุยที่ ไม่เหมาะควร ) ปุคคลอสัปปายะ ( บุคคลที่ไม่เหมาะควรเกี่ยวข้อง ) โภชนอสัปปายะ ( อาหารที่ไม่เหมาะควร ) อุตุอสัปปายะ ( สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะควร ) อิริยาปถสัปปายะ ( อิริยาบถที่ ไม่เหมาะควร ) ” ( อรรถกถาแปลเล่ม 2 “ ตติยปาราชิกวรรณนา ” ข้อ 368 ) พระพุทธเจ้าตรัสใน “ มงคลสูตร ” ถึง หนึ่งใน ข้อปฏิบัติที่จะทำให้ เกิดความ เกษมผาสุก คือ “ อยู่ในที่อันสมควรอยู่ ( ปฏิรูปเทสวาโส จ ) ” ( ขุ . ขุ . 25 / 3 1 8 ) และ พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเป็นผู้มีมิตรดี สหายดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ( ความพ้นทุกข์ ) ใน สํ . ส . 1 5 / 38 1 - 384 ดังนี้ [ 38 1 ] พระผู้มีพระภาคประทับ ... เขตพระนครสาวัตถี ... พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระโอกาสความปริวิตกแห่งใจบังเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ผู้เข้าที่ลับพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้วนั่นแหละสำหรับผู้มีมิตรดีมีสหายดีมีจิตน้อมไปในคนที่ดี ไม่ใช่สำหรับผู้มีมิตรชั่วมีสหายชั่วมีจิตน้อมไปในคนที่ชั่ว ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตรข้อนี้เป็นอย่างนั้น ดูกรมหาบพิตรธรรมที่อาตมภาพ กล่าวดีแล้วนั่นแหละสำหรับผู้มีมิตรดีมีสหายดีมีจิตน้อมไปในคนดี ไม่ใช่สำหรับผู้มีมิตรชั่ว มีสหายชั่ว มีจิตน้อมไปในคนที่ชั่ว ฯ [ 382 ] ดูกรมหาบพิตร สมัยหนึ่งอาตมภาพอยู่ที่นิคมของหมู่เจ้าศากยะ ชื่อว่านครกะในสักก ชนบท ดูกรมหาบพิตร ครั้งนั้นภิกษุอานนท์เข้าไปหาอาตมภาพถึงที่อยู่ ครั้นแล้วก็อภิวาทอาตมภาพแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ดูกรมหาบพิตรภิกษุอานนท์นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าวกะอาตมภาพว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี เป็นคุณกึ่งหนึ่งแห่งพรหมจรรย์ ดูกรมหาบพิตรเมื่อภิกษุอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้วอาตมภาพได้กล่าวกะภิกษุอานนท์ว่า ดูกรอานนท์เธออย่ากล่าวอย่างนั้น ดูกรอานนท์ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดีนี้ เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว ดูกรอานนท์นี่ภิกษุผู้มีมิตรดี พึงปรารถนาภิกษุผู้มี มิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี จักเจริญอริยมรรคมีองค์แปด จักกระทำซึ่งอริยมรรค มีองค์แปด ให้มากได้ ฯ [ 383 ] ดูกรอานนท์ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี ย่อมเจริญอริยมรรค มีองค์แปด ย่อมกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้อย่างไร ฯ ดูกรอานนท์ ภิกษุในศาสนานี้ย่อมเจริญสัมมาทิฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละคืน . .. ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ ... ย่อมเจริญสัมมาวาจา ... ย่อมเจริญ สัมมากัมมันตะ ... ย่อมเจริญสัมมาอาชีวะ ... ย่อมเจริญสัมมาวายามะ ... ย่อมเจริญสัมมาสติ ... ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละคืน ฯ ดูกรอานนท์ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด ย่อมกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้อย่างนี้แล ฯ ดูกรอานนท์โดยปริยายแม้นี้ พึงทราบว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว ฯ ดูกรอานนท์ด้วยว่าอาศัยเราเป็นมิตรดี สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจาก ความเกิดได้ สัตว์ทั้งหลายผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความแก่ได้ สัตว์ทั้งหลายผู้ มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความเจ็บป่วยได้ สัตว์ทั้งหลายผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้น จากความตายได้ สัตว์ทั้งหลายผู้มีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความเสียใจและความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความโศก ความร่ำ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน