12 บทที่ 7.pdf

โฟลเดอร์PDF แยกบท
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์560 KB
วันที่แก้ไข18 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 7 รหัสเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้วิจัยได้ด ำเนินกำรถอดรหัสภูมิปัญญำที่ส ำคัญเกี่ยวกับกำรพัฒนำสุขภำพของผู้สูงอำยุที่ได้จำกกำรศึกษำวิเครำะห์ควำมสัมพันธ์เภสัชวัตถุในสวน ป่ำ นำ ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทย และสำธำรณรัฐประชำธิปไตยประชำชนลำว ที่น ำเสนอไว้แล้วในบทที่ 4 , 5 และ 6 น ำมำพิจำรณำร่วมกับค่ำน ำหนักองค์ประกอบจำกข้อค ำถำมที่ได้จำกกำรใช้วิธีกำรทำงสถิติวิเครำะห์องค์ประกอบเชิงส ำรวจ จำกข้อมูลควำมคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่ำงที่เป็นผู้สูงอำยุ จ ำนวน 500 คน ที่น ำเสนอไว้แล้วในบทที่ 7 ผู้วิจัยถอดรหัสภูมิปัญญำเป็นค ำหรือวลีส ำคัญ เพื่อง่ำยและสะดวกในกำรสื่อสำร และน ำไปปฏิบัติต่อไป ได้รหัสภูมิปัญญำจ ำนวน 8 รหัสหลัก รหัสภูมิปัญญำย่อย 12 รหัส รวม 20 รหัสภูมิปัญญำและจัดท ำเป็นสัญลักษณ์ภำพเภสัชวัตถุในสวน ป่ำ นำที่สัมพันธ์กับบุญสร้ำงสุขภำพดี เพื่อควำมง่ำยในกำรสื่อสำร โดยผู้วิจัยแบ่งกำรน ำเสนอ ดังนี ตอนที่ 1 รหัสภูมิปัญญำ รูปแบบยุทธศำสตร์กำรพัฒนำสุขภำพของผู้สูงอำยุ ด้วยเภสัชวัตถุในสวน ป่ำ นำ ตอนที่ 2 สัญลักษณ์ภำพเภสัชวัตถุในสวน ป่ำ นำ ที่สัมพันธ์กับบุญ สร้ำงสุขภำพดี ตอนที่ 1 รหัสภูมิปัญญาการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุ ด้วยเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา รหัสภูมิปัญญำ กำรพัฒนำสุขภำพของผู้สูงอำยุ ด้วยเภสัชวัตถุในสวน ป่ำ นำ สรุปได้ รหัสหลัก และรหัสภูมิปัญญำย่อย รวม 20 รหัสภูมิปัญญำ น ำเสนอในรูปแบบภำษำอักขระกึ่งสำรำนุกรม มีรำยละเอียด ดังต่อไปนี ภูมิรู้เภสัชวัตถุ ภูมิรู้เภสัชวัตถุ คือควำมรู้ในเรื่องเภสัชวัตถุพืช 9 รส และฤทธิ์พืชทั งร้อนและเย็น เป็นภูมิรู้ที่น ำมำคัดสรรเภสัชวัตถุต่ำง ๆ มำรับประทำนเป็นอำหำรและยำได้ เมื่อร่วมกับกำรเป็นหมอดูแลตนเองด

อ่านต่อ

้วยกำรสังเกตควำมสบำย เบำกำย มีก ำลัง จะท ำให้เลือกสรรเภสัชวัตถุได้ตรงกับอำกำรของร่ำงกำยด้วยตนเอง ท ำให้พึ่งตนเองด้ำนสุขภำพได้มำกขึ น ภูมิรู้เภสัชวัตถุ ที่ส ำคัญ มีดังนี เภสัชวัตถุ 9 รส เภสัชวัตถุ 9 รส คือ รสของเภสัชวัตถุ ซึ่งกำรแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น 9 รส แต่ละรสมีสรรพคุณในกำรปรับธำตุในร่ำงกำยที่แตกต่ำงกัน กำรปรุงเภสัชวัตถุให้เหมำะสมเพื่อปรับสมดุลธำตุในร่ำงกำย จะเป็นยำรักษำควำมไม่สมดุลของธำตุ เมื่อธำตุสมดุลกำรเจ็บป่วยก็จะหำย ควำมรู้เรื่อง 214 รสยำ ร่วมกับกำรเป็นหมอดูแลตนเองโดยสังเกตอำกำรต่ำง ๆ ของร่ำงกำยตนเอง จะช่วยให้ผู้นั นปรับสมดุลธำตุในร่ำงกำยของตนเองผ่ำนกำรใช้พืชผักในสวน ป่ำ นำได้ทันทีเมื่อสังเกตพบควำมไม่สมดุลของธำตุ ท ำให้ชีวิตแข็งแรง เจ็บป่วยน้อย เมื่อเจ็บป่วยก็ฟื้นเร็ว รสยำแบ่งแบบละเอียดเป็น 9 รส ประกอบด้วย 1) รสฝำด ส ำหรับสมำน 2) รสหวำน ส ำหรับซึมซำบไปตำมเนื อ 3) รสเบื่อเมำ ส ำหรับแก้พิษ 4) รสขม ส ำหรับแก้ทำงโลหิต 5) รสเผ็ดร้อน ส ำหรับแก้ลม 6) รสมัน ส ำหรับแก้เส้น 7) รสหอมเย็น ส ำหรับบ ำรุงหัวใจ 8) รสเค็ม ส ำหรับซึมซำบไปตำมผิวหนัง และ 9) รสเปรี ยว ส ำหรับกัดเสมหะ แม้ว่ำรสยำมีเพียง 9 รส แต่เภสัชวัตถุ พืช สัตว์ แร่ธำตุต่ำง ๆ มีมำกมำยในโลก รวมทั งกำรไม่สมดุลของธำตุต่ำง ๆ ในร่ำงกำยของคนมีส่วนผสมที่หลำกหลำย จึงมีสูตรยำหรือต ำรับยำที่เป็นกำรปรุงเฉพำะส ำหรับธำตุของแต่ละคน เกิดขึ นมำกมำย กำรเข้ำใจหลักส ำคัญที่ว่ำสรรพคุณของยำขึ นกับรสยำ จะท ำให้ควำมกังวลกับกำรตำมหำเภสัชวัตถุตำมต ำรับยำลดน้อยลง และเห็นคุณค่ำของพืชในท้องถิ่นมำกขึ น ดังค ำให้สัมภำษณ์ของหมอได้ คิด ดวงวงษำ (2561, เมษำยน 16) ที่ว่ำ “กรณีที่ต้นไม้ที่อยู่ในต ำรับยำไม่มีแล้วท ำอย่ำงไร แพทย์แผนไทยนะมันมีอยู่ 9 รสในโลกนี ถ้ำต้นที่ว่ำนี มันชิมดูว่ำมันเป็นรสอะไรสมมุติว่ำเป็นฤทธิ์ร้อนปุ๊บได้หมดเลยพริก กระเทียม ขิงแทนกันได้หมดเลย หรือไม่ก็รวมกันทั งหมดแล้วเอำมำท ำเป็นยำลงในต ำรับเดียวได้เลยหรืออย่ำงที่ท ำ หรือเนี่ยเอำทั งหมดเลยที่อยู่ในนี มำรวมกันแล้วไปลงในหม้อมำกินได้เหมือนกัน” วลี เภสัชวัตถุ 9 รส ปรำกฏในข้อค ำถำมที่ 1 มีค่ำน ำหนักองค์ประกอบเท่ำกับ 0.75 เภสัชวัตถุ ฤทธิ์ร้อน - เย็น เภสัชวัตถุ ฤทธิ์ร้อน - เย็น คือ ฤทธิ์ของเภสัชวัตถุ ซึ่งกำรแพทย์วิถีพุทธแบ่งออกเป็น 2 ฤทธิ์คือ ฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็น กำรแพทย์วิถีพุทธเชื่อว่ำหนึ่งในสำเหตุหลักของควำมเจ็บป่วยคือ ร้อนเย็นไม่สมดุล ควำมรู้เรื่องฤทธิ์ของเภสัชวัตถุ ร่วมกับกำรเป็นหมอดูแลตนเองโดยสังเกตอำกำรต่ำง ๆ ของร่ำงกำยตนเอง จะช่วยให้ผู้นั นปรับสมดุลร้อนเย็นในร่ำงกำยของตนเอง ผ่ำนกำรใช้พืชผักในสวน ป่ำ นำได้ทันทีเมื่อสังเกตพบควำมไม่สมดุลของร่ำงกำย ท ำให้ชีวิตแข็งแรง เจ็บป่วยน้อย เมื่อเจ็บป่วยก็ฟื้นเร็ว กำรแยกเภสัชวัตถุเป็นฤทธิ์ร้อนหรือฤทธิ์เย็นใช้กำรสังเกตจำกกำรกิน เภสัชวัตถุฤทธิ์ร้อน เมื่อกินเข้ำไปแล้วจะรู้สึกปำกคอแห้ง กระหำยน ำ และเมื่อดื่มน ำตำมแล้ว รู้สึกสดชื่น อร่อย เช่นกินพริกเผ็ด ๆ พอดื่มน ำจะรู้สึกสบำยขึ น ส ำหรับเภสัชวัตถุฤทธิ์เย็น เมื่อกินเข้ำไปแล้วจะรู้สึกชุ่มปำกชุ่มคอ เมื่อดื่มน ำตำมแล้วรู้สึกไม่อร่อย กำรแพทย์วิถีพุทธแบ่งอำกำรเจ็บป่วยเป็น 3 อำกำรหลัก คือ อำกำรเด่นร้อนเกิน อำกำรเด่นเย็นเกิน และอำกำรเด่นร้อนเย็นพันกัน ซึ่งกำรแก้ไขเน้นกำรใช้เภสัชวัตถุฤทธิ์ตรงข้ำมเข้ำไปปรับสมดุลร่ำงกำย เมื่อร่ำงกำยสมดุล อำกำรเจ็บป่วยก็จะหำย เช่นเดียวกับรสยำ อำกำรเจ็บป่วยของแต่ละคน มีหลำกหลำยอำกำรร่วม ส่วนผสมของอำกำรร้อนและเย็น ท ำให้กำรแพทย์วิถีพุทธแบ่งอำกำรเจ็บป่วยแบบละเอียดเป็น 9 อำกำร เมื่อผสมผสำนกับเภสัชวัตถุ 2 ฤทธิ์ 215 จึงมีต ำรับยำมำกมำยเกิดขึ นและสำมำรถปรับเปลี่ยนชนิดของเภสัชวัตถุตำมท้องถิ่นที่มีได้ วลี เภสัชวัตถุฤทธิ์ร้อน - เย็น ปรำกฏในข้อค ำถำมที่ 5 มีค่ำน ำหนักองค์ประกอบเท่ำกับ 0.684 หมอดูแลตนเอง หมอดูแลตนเอง หมำยถึง กำรสังเกตอำกำรสบำย เบำกำย มีก ำลังของตนเอง เนื่องจำกร่ำงกำยต้องเผชิญกับกำรเปลี่ยนแปลงของอำกำศ สิ่งแวดล้อมภำยนอก ภำวะอำรมณ์ควำมเครียดในจิตใจ ฯลฯ เมื่อสังเครำะห์ร่วมกับควำมหลำกหลำยของเภสัชวัตถุที่เป็นส่วนประกอบในอำหำรแต่ละมื อ ร่ำงกำยจึงมีกำรปรับสมดุลของธำตุ และร้อนเย็นอยู่ตลอดเวลำ กำรแพทย์วิถีพุทธใช้ตัวชี วัดควำมสมดุลของร่ำงกำย 3 อย่ำงคือ สบำย เบำกำย มีก ำลังของตนเอง เมื่อใดที่ร่ำงกำยรับรู้ถึงควำมผิดปกติของตัวชี วัดตัวใดตัวหนึ่ง ผู้เป็นเจ้ำของร่ำงกำย ก็สำมำรถน ำเภสัชวัตถุที่อยู่ในสวน ป่ำ นำมำปรุงเป็นอำหำรหรือยำ เพื่อรักษำอำกำรไม่สมดุลได้ทันที กำรฟื้นคืนสู่ควำมสมดุลก็จะใช้เวลำไม่นำน วลี “หมอดูแลตนเอง” ปรำกฏในข้อค ำถำมที่ 48 มีค่ำน ำหนักองค์ประกอบเท่ำกับ 0.708 ภูมิรู้สวนป่านาไร่ ภูมิรู้สวนป่ำนำไร่ ก่อให้เกิดชีวิตที่พอเพียง และสร้ำงสุขภำพกำยใจที่ดี ด้วยกำรใช้ธรรมชำติสร้ำงธรรมชำติ เกิดจำกกำรอิงอำศัยกันและกันของพืช สัตว์ และมนุษย์ ก่อให้เกิดสิ่งแวดล้อมดิน น ำ อำกำศที่ดี อุดมสมบูรณ์ ขั นตอนกำรสร้ำงสวนป่ำนำไร่ที่พบในงำนวิจัยนี ที่ส ำคัญคือ จัดสรรพื นที่ สวนป่ำนำไร่, กำรปลูกข้ำว ถั่ว งำ ให้เป็นวัฒนธรรม และกำรใช้ธรรมชำติสร้ำงธรรมชำติ ด้วยวงจรกสิกรรมธรรมชำติ ปุ๋ยสะอำด และขยะวิทยำ โดยมีรำยละเอียดสรุปได้ดังนี ภูมิรู้สวนป่านาไร่ ให้ชีวิตพอเพียง สวนป่ำนำไร่ ท ำให้แต่ละครอบครัวมีพืชที่หลำกหลำย พออยู่ พอกิน พอใช้ ลดรำยจ่ำยให้กำรซื ออำหำรและซื อปุ๋ยบ ำรุงดินลง เพิ่มรำยได้จำกกำรมีน ำที่มำกขึ นเพื่อท ำกำรเกษตร ก่อเกิดกำรมีพืชหลำกหลำย แม้ในยำมหน้ำแล้ง หำกคนในครอบครัวถือศีล 5 ละ อบำยมุข องค์ประกอบของสวนป่ำนำไร่นี จะเป็นแหล่งท ำมำหำกินที่เพียงพอส ำหรับครอบครัว ท ำให้ครอบครัวปลอดหนี วลี ภูมิรู้สวนป่ำนำไร่ ให้ชีวิตพอเพียง ปรำกฏในข้อค ำถำมที่ 32 มีค่ำน ำหนักองค์ประกอบเท่ำกับ 0.772 สวนป่านาไร่ สร้างสุขภาพกายใจที่ดี กำรท ำสวนป่ำนำไร่ ท ำให้ได้รับประทำนพืชผักสดใหม่ ไม่ต้องเสียเวลำกับกระบวนกำรบรรจุ และขนส่ง ท ำให้ได้รับประทำนพืชผักที่เก็บมำสด ๆ ได้รับน ำตำมธรรมชำติ ซึ่งมีสำระส ำคัญ ต่ำง ๆ ส่วนใหญ่เป็นสำรต้ำนอนุมูลอิสระละลำยอยู่ด้วยเป็นจ ำนวนมำก มีผลเพิ่มภูมิต้ำนทำน ลดควำมเสื่อมสภำพของร่ำงกำย สอดคล้องกับค ำกล่ำวของ ดำวเย็น นำวำบุญนิยม (2561, เมษำยน 11) ที่ว่ำ “คนท ำกสิกรรมเป็นคนโชคดี ได้กินผักผลไม้ไร้สำรพิษสด ๆ จำกต้นมีพลังชีวิต ไม่ต้องข้ำมวันข้ำมคืน ไปซื อเขำก็เลยแข็งแรง” และปรำกฏในข้อค ำถำมที่ 17 216 กิจกรรมสวนป่ำนำไร่ สร้ำงควำมพอเพียงกับกำรเลี ยงชีพ ท ำให้ลูกหลำนไม่ต้องไปแสวงหำงำนท ำต่ำงถิ่น เมื่อเศรษฐกิจดี ลูกหลำนได้อยู่พร้อมหน้ำพร้อมตำกัน น ำมำซึ่งควำมสุขควำมอบอุ่นให้กับครอบครัว จะเห็นได้ว่ำสวนป่ำนำไร่ ท ำให้ได้รับประทำนอำหำรที่อุดมด้วยสำรที่ส ำคัญ ได้ออกก ำลังกำยที่ดีจำกกำรเดิน กำรยืดเหยียดกล้ำมเนื อที่แทรกอยู่ในกิจกรรม นอกจำกนี กิจกรรมสวนป่ำนำไร่ เป็นกำรอยู่ท่ำมกลำงธรรมชำติสีเขียว ได้สูดไอระเหยของเภสัชวัตถุที่มีกลิ่นหอมระเหยที่เลือกปลูกไว้ เป็นกำรใช้สีและกลิ่นบ ำบัดเพื่อสุขภำพ ก่อให้เกิดควำมรู้สึกสบำย ผ่อนคลำย บรรเทำอำกำรเครียด และไอระเหยของพืชบำงชนิดช่วยให้โรคทุเลำด้วย ปรำกฏในข้อค ำถำมที่ มีค่ำน ำหนักองค์ประกอบ 16 มีค่ำน ำหนักองค์ประกอบ 0.651 จำกข้ำงต้น กิจกรรมสวนป่ำนำไร่ สร้ำงสุขภำพกำยผ่ำนกำรได้รับประทำนอำหำรเก็บ สด ๆ กำรออกก ำลังกำย และสร้ำงสุขภำพทำงใจจำกกำรอยู่กับครอบครัวลูกหลำนพร้อมหน้ำ และสร้ำงสุขภำพทั งกำยและใจจำกกำรอยู่ท่ำมกลำงธรรมชำติ ไอระเหยของเภสัชวัตถุ จึงสรุปเป็นวลีได้ว่ำ สวนป่ำนำไร่ สร้ำงสุขภำพกำยใจที่ดี จัดสรรพื้นที่ สวนป่านาไร่ กำรสร้ำงสวนป่ำนำไร่ เริ่มจำกกำรรู้คุณค่ำของป่ำที่เป็นแหล่งให้น ำและควำมชื นแก่ดิน กำรมีอยู่ของพืชและสัตว์ในป่ำจ ำนวนมำก ก่อให้เกิดกำรหมุนเวียนของอินทรีย์วัตถุและธำตุอำหำรที่จ ำเป็นต่อกำรเติบโตของพืชตำมธรรมชำติ เมื่อป่ำถูกชำวบ้ำนน ำมำจัดสรรเป็นนำไร่ที่ท ำมำหำกินทั งหมด ไม่นำนดินก็จะขำดควำมอุดมสมบูรณ์ ปลูกอะไรก็ไม่เติบโต ดังเช่นนำงถนอม มีทรัพย์ เล่ำถึงควำมแห้งแล้งของที่ดินของตนและกำรสร้ำงป่ำเพื่อฟื้นฟูควำมอุดมสมบูรณ์ของที่ดิน ที่ว่ำ “แม่ต้องอำศัยควำมเพียรในกำรปรับปรุงดินที่เสียไปให้ดีขึ น เริ่มจำกมำปลูกป่ำเพิ่มขึ นจำกที่ท ำลำยป่ำมำเป็นแปลงนำ” (ถนอม มีทรัพย์. 2561, พฤษภำคม 27) วลี จัดสรรพื นที่ สวนป่ำนำไร่ ปรำกฏในข้อค ำถำมที่ 31 มีค่ำน ำหนักองค์ประกอบเท่ำกับ 0.762 กำรสร้ำงสวนป่ำนำไร่ เริ่มจำกกำรจัดสรรพื นที่เป็นส่วนของสวน ของป่ำ ของนำไร่ รวมถึงกำรขุดบ่อน ำ ดินที่ได้จำกกำรขุดบ่อน ำ ก่อให้เกิดโคก หรือเนินท ำให้ระดับที่ดินมีควำมสูงแตกต่ำงกัน จึงปลูกพืชได้หลำกหลำยขึ น กำรสร้ำงโคกหรือเนินนี สำมำรถใช้เทคนิคเพอร์มำคัลเจอร์ (ดูรำยละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 8) มำใช้เพื่อปรับปรุงดินที่ขุดเพื่อสร้ำงบ่อ ให้มีธำตุอำหำรเพียงพอกับควำมต้องกำรของพืช ท ำกำรคัดสรรพืชมำปลูกในสวนป่ำนำไร่ เป็นสิ่งที่ผู้เป็นเจ้ำของเลือกสรรได้ เพื่อควำมสะดวกในกำรใช้สอย เป็นเภสัชวัตถุปรับสมดุล ควรมีกำรปลูกเภสัชวัตถุฤทธิ์ร้อน-เย็นที่ปลูกง่ำยดูแลง่ำย เช่น ย่ำนำง ใบเตย หญ้ำม้ำ อ่อมแซบ เป็นต้น รวมถึงกล้วยน ำว้ำ และมะละกอส ำหรับท ำส้มต ำไว้ด้วย ควำมหลำยหลำยของพืชที่จะเลือกปลูกขึ นกับกำรคัดสรรของผู้เป็นเจ้ำของ เช่นค ำให้สัมภำษณ์ของ นำงขัน (2561, เมษำยน 4) ที่ว่ำ “เฮ็ดนำ ปลูกเผือกขำยที่นำมีผักทุกอย่ำง ที่กินได้ มี 217 ผักแขยง ผักแว่น ผักกระโดน ผักติ วมีหลำย ต้นไม้ใหญ่ในนำ มีแต่ต้นสมอเตี ย เป็นยำแก้ร้อนใน เป็นยำเย็น” ปลูกข้าว ถั่ว งา ให้เป็นวัฒนธรรม ข้ำว ถั่ว งำ เป็นอำหำรหลักของคนไทยมำแต่อดีต ในพิธีพืชมงคล จะมีกำรท ำขวัญเมล็ดพันธุ์พืชต่ำง ๆ โดยเฉพำะเมล็ดข้ำว ถั่ว งำ เพื่อให้มีควำมอุดมสมบูรณ์ พิธีจรดพระนังคัลแรกนำขวัญอำหำรที่น ำมำให้พระโคเสี่ยงทำย 7 อย่ำงคือ ข้ำวเปลือก ถั่ว งำ ข้ำวโพด เหล้ำ น ำ และหญ้ำ ในกำรท ำบุญข้ำวสำกของชำวอีสำน ชำวบ้ำนจะเตรียมข้ำวสำก จำกข้ำวเม่ำ ข้ำวพอง ข้ำวตอก คลุกเข้ำกันกับ ถั่ว งำ น ำอ้อย น ำตำล และมะพร้ำว กล่ำวคือ กำรปลูกข้ำว ถั่ว งำ เป็นวัฒนธรรมของไทยมำช้ำนำน รหัสภูมิปัญญำที่ซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมกำรปลูกข้ำว ถั่ว งำ คือกำรใช้พื นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในภำคอีสำนส่วนใหญ่ฤดูแล้งน ำจะน้อยไม่เพียงพอส ำหรับปลูกข้ำว ชำวบ้ำนจึงปลูกข้ำวนำปี นำน ำฝน ปีละ 1 ครั ง หลังเก็บเกี่ยวข้ำว ชำวบ้ำนเลือกปลูกถั่วโดยเฉพำะถั่วลิสง และงำ พืชที่ใช้เป็นอำหำร เก็บไว้กินทั งปีได้ ถั่วและงำใช้น ำน้อย สำมำรถปลูกในฤดูแล้งมีระยะเวลำกำรเก็บเกี่ยวสั น จึงปลูกสลับกับกำรปลูกข้ำวได้ ทั งข้ำว ถั่ว งำ เป็นพืชที่เก็บเมล็ดไว้รับประทำนได้นำน เมื่อปลูกครบรอบ ชำวบ้ำนจะมีข้ำว ถั่ว งำ ไว้กินใช้ตลอดทั งปี วลี “ปลูกข้ำว ถั่ว งำ ให้เป็นวัฒนธรรม” เป็นค ำที่ปรำกฏในหัวใจของกำรท ำกสิกรรมไร้สำรพิษของชำวอโศก ที่ว่ำ “ชำวอโศกจะต้องปลูกข้ำว ถั่ว งำ ให้เป็นวัฒนธรรม” (กลุ่มสุดฝั่งฝัน. 2556 : 34) สอดคล้องกับค ำให้สัมภำษณ์ของ นำงสำววิจิตรำ มีทรัพย์ (2561, พฤษภำคม 27) ที่ว่ำ “จริง ๆ แล้วหลักของกำรหมุนปลูกพืชหมุนเวียนไม่ใช่ปลูกอะไรก็ได้แต่มันจะต้องมีหลักว่ำข้ำวเป็นพืชตระกูลหญ้ำ สำมำรถจัดกำรกับธำตุอำหำรได้แทบทุกชนิด พอ ๆ กันกับข้ำวโพด แล้วถั่วเนี่ยพืชตระกูลถั่วก็จะให้ไนโตรเจน เพรำะฉะนั นมันจะต้องมีกำรเปลี่ยนวัตถุพืช ปลูกพืชพวกนี เสร็จ ก็ต้องมีข้ำว ถั่ว งำ งำก็จะเป็นพวกโพแทสเซียม ไม่ก็กล้วย” และปรำกฏในข้อค ำถำมที่ 13 มีค่ำน ำหนักองค์ประกอบเท่ำกับ 0.669 วงจรสวนป่านาไร่ ใช้ธรรมชาติสร้างธรรมชาติ สวนป่ำนำไร่ ใช้ธรรมชำติสร้ำงธรรมชำติ วงจรของสวนป่ำนำไร่ เกิดจำกกำรอิงอำศัยกันและกันของพืช สัตว์ และมนุษย์ สวนป่ำนำไร่ ให้อำหำรแก่คน สัตว์ และสิ่งมีชีวิตต่ำง ๆ ขยะจำกสิ่งมีชีวิต เช่น เศษอำหำร มูลสัตว์ กิ่งไม้ ใบไม้แห้งต่ำง ๆ น ำมำหมักและย่อยสลำยด้วยจุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ จะได้ปุ๋ยสะอำดอำหำรของพืชในสวนป่ำนำไร่ ผู้วิจัยคัดสรร วงจรสวนป่ำนำไร่ ใช้ธรรมชำติสร้ำงธรรมชำติ เป็นค ำส ำคัญจำกกำรศึกษำแนวคิดของสมณะโพธิรักษ์เรื่อง สำมอำชีพเพื่อมวลมนุษยชำติ ที่ว่ำ “กสิกรรมธรรมชำติ ปุ๋ยสะอำด ขยะวิทยำ สำมอำชีพนี เป็นเนื อหำสำระส ำคัญของกำรประกอบสัมมำอำชีวะที่จะกู้ตัวเองแล้วกู้ชำติได้จริง ๆ” ซึ่งสมณะถักบุญ อำจิตปุญโญ (2561, เมษำยน 10) สรุปใจควำมไว้ว่ำ “ปุ๋ย ได้มำจำกขยะ กสิกรรมนี่ก็รับประทำนอำหำรจำกปุ๋ย รับประทำนอำหำรจำกปุ๋ยเสร็จก็เป็นต้นพืช ต้นพืชเอำไปกินเอำไปใช้เอำไปขำย ก็กลำยเป็นกสิกรรม 218 ไร้สำรพิษ พอมันเหลือมันก็กลำยมำเป็นขยะ ก็กลำยมำเป็นปุ๋ย แบบนี เป็น 3 เส้ำ ที่สัมพันธ์กัน คนคิดคือพ่อครูเป็นควำมคิดที่ฉลำดมำก” รวมถึงปรำกฏในข้อค ำถำมที่ 26 มีค่ำน ำหนักองค์ประกอบเท่ำกับ 0.749 วงจรสวนปำนำไร่ ใช้ธรรมชำติสร้ำงธรรมชำติ ในทำงปฏิบัติเป็นกำรบูรณำกำรภูมิรู้สวนป่ำนำไร่ ภูมิรู้เภสัชวัตถุ และบุญกิริยำวัตถุ ท ำให้ได้ปุ๋ยสะอำดลดกำรเบียดเบียนสัตว์ ได้สำรไล่แมลงจำกธรรมชำติไม่ก่อสำรพิษสะสมในร่ำงกำย ใช้ประโยชน์จำกขยะและวัชพืช ลดแรงงำนกำรจัดกำรกิ่งไม้ใบไม้แห้งลดแรงงำนกำรขนปุ๋ย ได้ดินอุดมสมบูรณ์เหมำะแก่กำรท ำสวนป่ำนำไร่ไร้สำรพิษ ซึ่งหลักกำรใช้ธรรมชำติสร้ำงธรรมชำติ ที่พบในงำนวิจัยนี ดังนี ธำตุอำหำรพืช หมุนเวียนกลับมำใช้ใหม่ จำกตัวอย่ำงของวงจรข้ำว ถั่ว งำ จะเห็นธำตุอำหำรพืชที่ส ำคัญ มีกำรหมุนเวียนกลับมำใช้ใหม่ ผ่ำนซำกพืช ซำกสัตว์ ของเสียต่ำง ๆ ที่ออกจำกคนและสัตว์ เศษอำหำร ขยะต่ำง ๆ ด้วยวิธีกำรฝังลงดิน หรือสร้ำงเนินดินขึ นมำใหม่ และปล่อยให้จุลินทรีย์ท ำกำรย่อยสลำยจนธำตุอำหำรที่พืชต้องกำรอยู่ในรูปที่พืชสำมำรถดูดซึมได้ ธำตุอำหำรพืชเหล่ำนี ไม่ใช่สิ่งที่เกิดใหม่ ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่หมุนวนผ่ำนกระบวนกำรห่วงโซ่อำหำร กล่ำวคือ ธำตุอำหำรที่จ ำเป็นต่อกำรเจริญเติบโตของพืชที่เรำปลูกส่วนใหญ่ คือ ธำตุ N - ไนโตรเจน P - ฟอสฟอรัส และ K - โพแทสเซียม หรือ NPK มีอยู่ในธรรมชำติน้อยมำก และเกิดขึ นจำกกำรเปลี่ยนแปลงทำงธรณีวิทยำ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขำไฟระเบิด ด้วยเหตุนี ธำตุเหล่ำนี จึงถูกใช้หมุนเวียนอยู่ระหว่ำงพืชและสัตว์ โดยถ่ำยทอดผ่ำนห่วงโซ่อำหำร เมื่อคนหรือสัตว์กินพืช ธำตุต่ำง ๆ ก็มำสะสมไว้ในที่คนและสัตว์ ธำตุใดเกินก็ขับออกเป็นอุจจำระ ปัสสำวะ และเมื่อสิ่งมีชีวิต คน สัตว์ พืชตำยไปธำตุต่ำง ๆ ก็คืนสู่ธรรมชำติ อยู่ในดิน ในน ำ เมื่อสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ จุลินทรีย์เช่นเชื อรำ แบตทีเรียย่อยสลำยอุจจำระ ปัสสำวะ ซำกสิ่งมีชีวิต ธำตุ NPK และธำตุอื่น ๆ ก็เหมำะสมให้พืชดูดซึมเป็นอำหำร เมื่อเข้ำใจวงจรธรรมชำติข้ำงต้น กำรท ำปุ๋ยโดยใช้ซำกพืชซำกสัตว์ รวมถึงมูลสัตว์ และปัสสำวะสัตว์ซึ่งเป็นแหล่งของ NPK มำหมักไว้ปล่อยให้จุลินทรีย์ย่อยสลำย ก็จะได้ธำตุอำหำร NPK ที่พืชสำมำรถดูดซึมไปใช้ได้ วัชพืชมีคุณค่ำ เติบโตเร็ว มีประโยชน์ วัชพืช คือพืชที่ขึ นเอง ส่วนใหญ่จะไม่เป็นที่ต้องกำรของเจ้ำของ ด้วยเกรงว่ำจะมำแย่งอำหำรของพืชหลักที่ตั งใจปลูก ควำมไม่พอใจที่วัชพืชขึ นอำจสร้ำงควำมทุกข์ใจให้เจ้ำของมำกกว่ำควำมเสียหำยทำงกำยภำพที่เกิดขึ นจริง จึงควรหำวิธีคิดที่ไม่ทุกข์ ด้วยกำรมองประโยชน์ของวัชพืช วัชพืชป้องกันกำรชะล้ำงหน้ำดินยำมฝนตกหนัก เป็นกำรห่มดินให้อุณหภูมิไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป ท ำให้เหมำะกับกำรเจริญเติบโตของพืชหลัก ควำมคุมควำมชื นและน ำไม่ให้ระเหยเร็วเกินไป แมลงบำงชนิดจะเลือกกินวัชพืชมำกกว่ำกินผัก ขณะเดียวกันพืชที่แมลงไม่กิน เช่น สำบเสือ สำบแร้งสำบกำ ก็คือวัชพืชที่ไล่แมลงได้ ที่ส ำคัญซำกของวัชพืชคืออินทรียวัตถุ เป็นธำตุอำหำรให้กับพืชหลักอีกด้วย วัชพืชหลำยชนิดมีคุณสมบัติเป็นยำ เช่น ต้นสำบเสือ ช่วยให้เลือดหยุดไหล วัชพืชหลำยชนิดมีกลิ่นหอมระเหยไล่แมลงซึ่งคุณสมบัติของวัชพืชเหล่ำนี จึงเหมำะที่จะมำ 219 ท ำปุ๋ย และหรือน ำหมักเพื่อบ ำรุงดินและไล่แมลง วลี “วัชพืชมีคุณค่ำ เติบโตเร็ว มีประโยชน์” ปรำกฏในข้อค ำถำมที่ 42 มีค่ำน ำหนักองค์ประกอบเท่ำกับ 0.733 กำรใช้ภูมิรู้เภสัชวัตถุ และบุญกิริยำวัตถุคัดสรรพืชไล่แมลง หมำยถึง กำรใช้เภสัชวัตถุในกำรไล่แมลงและลดจ ำนวนวัชพืชต่ำง ๆ เพื่อลดควำมสูญเสียของผลผลิตในสวนป่ำนำไร่ และไม่ก่อให้เกิดสำรเคมีตกค้ำง อันอำจสะสมในร่ำงกำยคนและสัตว์มำกจนท ำให้เกิดโรคหรือเสียชีวิตได้ โดยคัดสรรเภสัชวัตถุที่สร้ำงควำมเบียดเบียนให้สัตว์น้อยเท่ำที่เป็นไปได้ แม้ว่ำสวนป่ำนำไร่ จะท ำให้พื นที่อุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชได้หลำกหลำย และเกิดกำรควบคุมจ ำนวนของหญ้ำ แมลง และสัตว์อื่น ๆ ตำมธรรมชำติไม่ให้มำกเกินไป ผ่ำนระบบห่วงโซ่อำหำร คือกำรกินกันเป็นทอด ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บริเวณนั น แต่วัชพืชและแมลงศัตรูพืชที่เหลือท ำให้ผลผลิตที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย สูญเสียไปเนื่องจำกผลผลิตโตไม่เต็มที่เนื่องจำกมีวัชพืชมำแบ่งน ำ แสงแดด และธำตุอำหำรไป หรือมีแมลง และสัตว์อื่น ๆ มำกัดกินผลผลิต ภูมิรู้เภสัชวัตถุเรื่องรสยำ ช่วยให้คัดสรรพืชที่มีฤทธิ์ไล่แมลง มำปลูกและท ำเป็นน ำหมักชีวภำพไล่แมลงได้ โดยส่วนของพืชที่มีรสฝำด ช่วยในกำรฆ่ำเชื อรำในโรคพืชทุกชนิด รสขม สำมำรถฆ่ำเชื อแบคทีเรียเพื่อสร้ำงภูมิคุ้มกัน ให้กับพืช รสเผ็ดร้อน ช่วยในกำรไล่แมลงและท ำให้แมลงแสบร้อน รสเปรี ยว ช่วยในกำรไล่แมลง ฆ่ำเชื อรำในโรคพืชทุกชนิดและบ ำรุงพืช และรสเบื่อเมำ ช่วยในกำรฆ่ำเพลี ย หนอน และแมลง ในพืชผักทุกชนิด ส ำหรับรสเบื่อเมำ ซึ่งเป็นรสยำที่ต้องระวังในกำรใช้เพรำะอำจมีพิษกับคนและสัตว์ได้ ผู้ท ำสวนป่ำนำไร่ที่มีศีล จะพิจำรณำไม่เลือกใช้ นอกจำกนี กลุ่มเภสัชวัตถุที่มีกลิ่นหอมระเหย เช่น โหระพำ สำบแร้งสำบกำ สำบเสือ ก็เป็นกลุ่มเภสัชวัตถุที่ช่วยในกำรไล่แมลงและฆ่ำเชื อรำได้เช่นกัน จำกกำรบูรณำกำรควำมรู้ข้ำงต้น อำจำรย์ใจเพชร กล้ำจน ได้แนะน ำกำรท ำจุลินทรีย์พลังศีล และปุ๋ยพลังศีลซึ่งมีสูตรที่ไม่ตำยตัว มีเป้ำหมำยคือใช้ทรัพยำกรขยะที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประหยัดสุด และเบียดเบียนสัตว์น้อยเท่ำที่เป็นไปได้ ปุ๋ยพลังศีล คือปุ๋ยที่เกิดจำกกำรน ำกิ่งไม้ ใบไม้ต่ำง ๆ ที่ไม่ต้องกำรมำหมัก ร่วมกับพืชที่มีฤทธิ์ไล่แมลงต่ำง ๆ และจุลินทรีย์พลังศีล เป็นปุ๋ยที่ลดกำรเบียดเบียนสัตว์ ส ำหรับจุลินทรีย์พลังศีล คือกำรหมักเศษอำหำร ข้ำวที่เหลือซึ่งสำมำรถกลำยเป็นน ำตำล เป็นอำหำรของจุลินทรีย์ ท ำให้จุลินทรีย์เพิ่มขึ น เพิ่มอัตรำกำรย่อยสลำยซำกพืชให้เร็วขึ น ซึ่งกำรหมักปุ๋ยนั น ไม่จ ำเป็นต้องเป็นกำรฝังดิน อำจใช้กำรท ำเนินดินเพื่อหมักก็ได้ ที่รำชธำนีอโศก จัดกำรกับวัชพืชไมยรำบยักษ์ด้วยกำรท ำไถกลบ และหมัก นอกจำกเป็นปุ๋ยบ ำรุงดินแล้ว ยังเป็นกำรถมดินให้สูงขึ นอีกด้วย โดยสรุปภูมิรู้สวนป่ำนำไร่ คือควำมรู้ด้ำนกำรเกษตรที่ควรศึกษำและน ำไปประยุกต์ใช้ เป็นทักษะที่จ ำเป็นต่อกำรด ำรงชีวิตอย่ำงมีสุขภำพดี จึงควรจัดให้มีกำรเรียนรู้เรื่องนี ในทุกช่วงวัย 220 ควำมรู้นี ท ำให้เกิดกำรพึ่งตนเองได้ โดยใช้ธรรมชำติสร้ำงธรรมชำติ เกิดชีวิตที่มีควำมพอเพียง มีสุขภำพกำยใจที่ดี และมีแหล่งอำหำรและเภสัชวัตถุ เป็นที่พึ่งของตนเองและผู้อื่น เพิ่มศีล ลดโรค กำรเพิ่มศีล คือสร้ำงควำมประพฤติทำงกำย ทำงวำจำ รวมถึงใจให้ดีต่อสุขภำพ เพรำะโรคหลำยโรคมีสำเหตุเกิดจำกกรรม กำรกระท ำที่หลำยคนทรำบว่ำพฤติกรรมใดท ำให้ก่อโรค หลำยคนไม่ทรำบแต่เชื่อในค ำตรัสของพระพุทธเจ้ำในพระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 584 ที่ว่ำ “...ปฏิปทำเป็นไปเพื่อมีโรคมำกนี คือ เป็นผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์...” กล่ำวคือเหตุของกำรมีโรคมำก เกิดจำกกำรผิดศีลข้อที่ 1 กำรเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น สัตว์อื่น กำรแก้กรรมเก่ำ ในทำงพระพุทธศำสนำนั นไม่มี ทุกคนมีกรรมเป็นของตน ท ำกรรมใดไว้ย่อมรับผลกรรมนั น แต่เพื่อลดควำมรุนแรงของผลกรรมเรื่องควำมเจ็บป่วย จึงสร้ำงเหตุใหม่ด้วยกำรรักษำศีลข้อที่ 1 กำรไม่เบียดเบียนสัตว์ให้ยิ่งขึ น เพื่อกลำยเป็นคนที่มีโรคน้อย ตำมที่พระพุทธเจ้ำตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 585 ที่ว่ำ “...ปฏิปทำเป็นไปเพื่อมีโรคน้อยนี คือ เป็นผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์...” วลี “เพิ่มศีล ลดโรค” ปรำกฏในค ำให้สัมภำษณ์ของ อำจำรย์ใจเพชร กล้ำจน (2561,พฤษภำคม 6) ที่ว่ำ “วิธีกำรดูแลสุขภำพใด ๆ เช่นกำรใช้โภชนำบ ำบัด เภสัชวัตถุ ฯลฯ ถ้ำท ำควบคู่กับกำรเพิ่มศีล (อธิศีล) ให้เหมำะสมกับฐำนจิตของตน เช่นท ำศีล 5 ให้บริสุทธิ์ขึ น เช่นลดกำรรับประทำนเนื อสัตว์ ลดกำรกินสิ่งที่เป็นพิษต่อร่ำงกำย เพิ่มเป็นศีล 8 ด้วยกำรลดมื ออำหำรลง ฯลฯ จะเกิดประโยชน์สูงสุด” และปรำกฏในข้อค ำถำมที่ 52 มีค่ำน ำหนักองค์ประกอบ เท่ำกับ 0.704 กำรเพิ่มศีล ลดโรค ที่ค้นพบในงำนวิจัยนี ที่ส ำคัญมี 7 ข้อ คือกำรไม่ท ำทุกข์ทับถมตน กำรงดเว้นพฤติกรรมก่อโรค กำรลดกำรรับประทำนเนื อสัตว์ กำรปลูกพืชผักสวนครัวไร้สำรพิษ กำรฟังธรรม ไม่เพิ่มทุกข์ใจ กำรแบ่งปัน สร้ำงสุข และหมอมีศีล เพิ่มฤทธิ์รักษำโรค มีรำยละเอียด ดังนี การไม่ท าทุกข์ทับถมตน กำรไม่ท ำทุกข์ทับถมตน คือ กำรไม่คิดสิ่งที่จะสร้ำงควำมทุกข์ใจให้กับตนเอง เช่นควำมกลัวตำย กลัวโรค เร่งผล กังวล ในเรื่องต่ำง ๆ ฯลฯ รวมถึงกำรปล่อยวำงควำมยึดมั่นในควำมแข็งแรงของร่ำงกำยที่ไม่เหมือนในอดีต กำรยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เป็นอดีตที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเรำอยู่ในภำวะเจ็บป่วย เพรำะกำรคิดที่เป็นทุกข์ กำรคร่ ำครวญถึงสิ่งที่เป็นอดีต มีแต่จะสร้ำงทุกข์ทำงใจเพิ่มขึ น นอกจำกได้ทุกข์ทำงใจที่เพิ่มแล้ว บำงครั งพลังของควำมทุกข์ทำงใจยังดึงให้ทุกข์ทำงกำยที่เป็นอยู่มีควำมรุนแรงเพิ่มขึ นอีกด้วย วลี “กำรไม่ท ำทุกข์ทับถมตน” ปรำกฏในค ำให้สัมภำษณ์ของ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ โพธิรักขิโต (2561, เมษำยน 13) ที่ว่ำ “...ซึ่งก็เป็นธรรมดำของกำรเจ็บป่วยเป็นทุกข์ทรมำน ถ้ำจิตเรำยิ่งช่วยไม่ให้ไปติดยึดมันมำก พยำยำมปล่อยวำงเป็น พยำยำมที่จะไม่เอำทุกข์ไปทับถมตน เพรำะทุกข์ที่มันเป็นพยำธิมีควำมไม่สมดุลของชีวะสรีระเรำอยู่แล้วก็เป็นทุกข์แล้ว แล้วก็ยังจะไปเศร้ำ 221 หมอง แม้แต่อยำกให้หำยเร็ว ๆ มันก็ไม่ควรจะไปมีจิตที่ไปบังคับ มีกิเลสไปผสมอะไร ก็รู้ควำมจริงตำมควำมเป็นจริงว่ำทุกข์ของเรำ ควรจะท ำอย่ำงไร เป็นกำรรู้ควำมจริงตำมควำมเป็นจริงว่ำเรำไม่สบำย เป็นเหตุทำงร่ำงกำยอย่ำงนั นอย่ำงนี รู้จักเหตุ” และปรำกฏในข้อค ำถำมที่ 55 มีค่ำน ำหนักองค์ประกอบเท่ำกับ 0.746 เรื่องควำมเจ็บป่วย ในทำงพุทธศำสนำมองว่ำเป็นกำรแสดงออกของผลของกรรม เป็นสิ่งที่ไม่อำจเข้ำใจได้ด้วยตรรกะสำมัญของปุถุชน กำรหำสำเหตุของควำมเจ็บป่วยด้วยกำร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน