6 บทที่ 1.pdf

โฟลเดอร์PDF แยกบท
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์367 KB
วันที่แก้ไข18 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ ยารักษาโรค หนึ่งในปัจจัยสี่ ที่มีความจ าเป็นต่อการด ารงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในอดีตการรักษาโรคเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่สั่งสมมาจากการแสวงหา การสังเกต การลองผิดลองถูก การทดลอง การจดบันทึกสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของหมอพื้นบ้าน ซึ่งองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมีทั้งศาสตร์ประเภทเภสัชวัตถุ คือ พืช สัตว์ และธาตุต่าง ๆ ที่สามารถใช้รักษาโรคได้ และศิลป์เป็นการปรับประยุกต์สอดคล้องกับความเชื่อ วัฒนธรรมของชุมชนนั้น ๆ เภสัชวัตถุเป็นผลงานทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ผู้คนแต่ละรุ่นทั้งค้นหา วิจัย ทดลองและสืบทอดจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ท าให้คนส่วนใหญ่มีความรู้ที่จะป้องกัน ส่งเสริม รักษา และฟื้นฟูสุขภาพด้วยตนเองและรวมกันทั้งครอบครัว จึงถือว่าเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง แต่ปัจจุบันองค์ความรู้เหล่านี้จ านวนมากถูกละเลย และสูญหายไปตามสภาพป่าไม้ ล าน้ า และภูเขาที่ถูกถากถางและท าลายรวมทั้งอายุขัยของหมอพื้นบ้านด้วยการขาดผู้สืบทอดองค์ความรู้ รวมถึงสูญหายไปเนื่องจากการสูญหายไปของเภสัชวัตถุ สถานการณ์ยารักษาโรคในปัจจุบัน พบว่ามีโรคหรืออาการหลายโรคที่รักษาไม่หาย โดยเฉพาะโรค ไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคหลายโรคมีวิธีการรักษา แต่อาจได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงของยาเคมี และมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เนื่องจากจ านวนผู้สูงอายุที่มากขึ้น กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ และความเสื่อมของร่างกายตามวัย การใช้เภสัชวัตถุในการรักษาโรค ช่วยให้ทั้งภาครัฐและประชาชนมีความสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้มากขึ้น การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน และความดันโลหิตสูงและ

อ่านต่อ

โรคเรื้อรังต่าง ๆ ร่วมกับภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพตามแนวทางของการแพทย์กระแสหลักที่สูง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุซึ่งประชาชนกลุ่มนี้มีความเสื่อมของสังขารร่างกายตามวัย เป็นกลุ่มที่มีต้องการความใส่ใจเรื่องสุขภาพสูง องค์การอนามัยโลกมีนโยบายส่งเสริมการใช้การแพทย์ดั้งเดิมหรือการแพทย์พื้นบ้านของแต่ละประเทศเพื่อตอบสนองต่อการแก้ปัญหาสุขภาพและงานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ สนับสนุนให้มีงานวิจัยเพื่อแสดงความปลอดภัย ประสิทธิผลคุณภาพ นอกจากการใช้เภสัชวัตถุเป็นยารักษาโรคแบบดั้งเดิมแล้ว เภสัชวัตถุยังเป็นแหล่งก าเนิดของการพัฒนายาใหม่ที่มีคุณค่ามาก ปัจจุบันงานวิจัยเกี่ยวกับการค้นคว้าการพัฒนาตัวยาจากพืชสมุนไพรเป็นเป้าหมายทางเภสัชวิทยา เพื่อการรักษาโรคมะเร็ง โรคเอดส์ โรคอัลไซเมอร์ มาลาเรียและอาการปวด ผลิตภัณฑ์ยาจากพืชหลายชนิดที่เพิ่งได้รับการ 2 แนะน าให้รู้จักหรือมีส่วนร่วมในการทดลองทางคลินิกระยะปลายในตลาดสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ยา Arteether Galantamine Nitisinone และ Tiotropium ในยุโรปมีการใช้เภสัชวัตถุมากกว่า 1300 ชนิด โดยร้อยละ 90 เก็บจากแหล่งทรัพยากรป่า ในสหรัฐอเมริกาประมาณ 118 จาก 150 อันดับแรกของใบสั่งยาอยู่บนพื้นฐานของยาที่มาจากแหล่งธรรมชาติ (Balunas and Kinghorn. 2005 : 431) จะเห็นได้ว่ากระแสการใช้เภสัชวัตถุในการรักษาโรคมีความนิยมสูง เนื่องจากเป็นวิธีการดูแลสุขภาพใกล้บ้าน เข้าถึงได้ง่าย และมีราคาถูก เป็นที่ยอมรับในทางวัฒนธรรม และได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนจ านวนมาก และช่วยให้ทั้งภาครัฐและประชาชนมีความสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้มากขึ้น จากการศึกษาส ารวจเบื้องต้น ผู้วิจัยเห็นว่า “เภสัชวัตถุ” โดยส่วนใหญ่มาจากพืช แหล่งผลิตพืชแยกตามลักษณะการปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา รวมไปถึงการใช้ประโยชน์ ได้เป็น 3 แหล่ง คือ ป่า ไร่นา และสวน ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวส่วนใหญ่ท าอาชีพกสิกร โดยท านาปลูกข้าวเป็นหลัก ดังนั้นแหล่งที่มาของเภสัชวัตถุของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวจึงมาจากสวน ป่า นา ดังนี้ 1. วัตถุดิบจากสวน ได้แก่ ผักนานาชนิดที่แต่ละครอบครัวเป็นผู้ปลูกและท าการเกษตร เช่นสวนผักบนพื้นที่ลาดเอียงริมล าน้ าทุกสาย โดยเฉพาะส่วนผักที่ปลูกบนพื้นที่ลาด (Slop) เอียง 45 องศา ริมล าแม่น้ าโขงตั้งแต่จังหวัดเลยลงไปจรดจังหวัดอุบลราชธานี ในเขตประเทศไทย ส่วนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวก็ท าสวนเช่นเดียวกันตั้งแต่แนวแขวงบ่อแก้วไปจรดจ าปาสัก แต่ปัจจุบันบางพื้นที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้ให้ประเทศจีนและเกาหลีสัมปทานท าลายพื้นที่ดังกล่าวเพื่อสร้างสถานที่อุตสาหกรรม บริการการท่องเที่ยว เป็นต้น 2. วัตถุดิบจากป่า ได้แก่ ป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพในเขตแดนไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวทั้ง 2 ประเทศ มีภาษารากฐานเดียวกัน นิสัยและการท ามาหากินคล้ายคลึงกัน ชนกลุ่มนี้ถือว่าป่าคือตลาดวัตถุดิบที่ส่งต่องานอาหารและเภสัชวัตถุซึ่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวรักษาป่าไม้ไว้ได้ดีกว่าประเทศไทย นอกจากนี้ป่าในภาคอีสานคือป่าเต็งรัง ภูมิปัญญาการใช้เภสัชวัตถุของอีสาน คือใช้เนื้อไม้จากป่าเต็งรัง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถน าต้นไม้เหล่านี้ไปปลูกเองได้ ต้องหาในป่า และการเติบโตของต้นไม้เหล่านี้ใช้เวลาเป็น 10 ปี 3. วัตถุดิบจากนา ทั้งไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีชาวนาค่อนประเทศ กลุ่มชาติพันธุ์ไทลาว ใช้นาเป็นแหล่งอาหารกล่าวคือนอกจากข้าวซึ่งบางครั้งใช้แทนยาแล้ว ยังมีพืชผักเล็ก ๆ ที่เกิดตามท้องทุ่งนาด้วย อาทิ หญ้าไม้กวาด ผักปราบนา หญ้าตีนนก ถั่วลิสงนา กะเม็ง ผักงวงช้าง โสนหางไก่ นอกจากนี้ยังมีกุ้ง หอย ปู ปลา กบ ฯลฯ ในนา ใช้เป็นยารับประทาน บางพื้นที่ใช้เป็นทั้งอาหารและน ามาประดิษฐ์เป็นเภสัชวัตถุท า “น้ าปูหยอดหู” ใช้รักษาอาการอักเสบได้ (อัจฉรา ภาณุรัตน์. 2549 : 12) 3 ในปี พ.ศ. 2557 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) มีสัดส่วนของพื้นที่ป่าต่อพื้นที่ประเทศ ร้อยละ 81.3 สูงเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนฯ ที่ร้อยละ 32.1 อยู่ในล าดับที่เก้าของกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะที่ประเทศที่มีระดับการพัฒนาคล้ายประเทศไทยคือประเทศมาเลเซีย และบรูไน มีสัดส่วนดังกล่าวประมาณร้อยละ 60 - 70 ของพื้นที่ประเทศ ประเทศไทยประสบปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่ามาตลอด 41 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าในประเทศไทยในปี 2516 มีประมาณ 139 ล้านไร่ ขณะที่ปี 2557 มีประมาณ 102 ล้านไร่ หายไปกว่า 37 ล้านไร่ (พื้นที่ป่าไทยรั้งท้ายกลุ่มอาเซียน. 2559) ขณะที่ประเทศไทยมีจ านวนประชากรต่อตารางกิโลเมตรน้อยกว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในปี 2560 ประเทศไทยมีจ านวนประชากร 393 คนต่อตารางกิโลเมตร ขณะที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีจ านวนประชากร 459 คนต่อตารางกิโลเมตร ส่วนอัตราการเสียชีวิตของประชากรไทยอยู่ที่ 8 คนต่อหนึ่งพันประชากร ส่วนอัตราการเสียชีวิตของประชากรสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอยู่ที่ 7 คนต่อหนึ่งพันประชากร ส่วนอัตราส่วนพึ่งพิงทางอายุของผู้มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปต่อ 100 ประชากรของประเทศไทยอยู่ที่ ร้อยละ 14.6 คน ส่วนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอยู่ที่ร้อยละ 6.2 (กองยุทธศาสตร์และแผนงาน ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. 2560 : 20 - 29) กล่าวคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีความมั่งคั่งด้วยสวน ป่า และนา มากกว่าประเทศไทย คงการด ารงวิถีชีวิตและภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้มาก โดยเฉพาะการน าเภสัชวัตถุจากวัตถุดิบในสวน ป่า นา รวมถึงภูมิปัญญาดั้งเดิมมาใช้ประโยชน์ได้มาก ส่งผลให้ประชากรในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวไม่ค่อยเจ็บป่วย มีอัตราการเสียชีวิต และอัตราส่วนพึ่งพิงทางอายุของผู้มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปน้อยกว่าประเทศไทย ทั้งที่สัดส่วนประชากรต่อตารางกิโลเมตรของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวสูงกว่า องค์การสหประชาชาติ น าเสนอวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก ค.ศ. 2030 เป็นทิศทางหลักในการพัฒนาของโลกหลัง ค.ศ. 2015 โดยมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ประกอบด้วย 17 เป้าหมายและ 169 เป้าประสงค์ ซึ่งจะมีส่วนส าคัญในการก าหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต ส าหรับประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การมีรูปแบบการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสีย การปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้อย่างยั่งยืน และหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืนลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม และการด าเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น ท าให้ประเทศไทยก าหนดยุทธศาสตร์ที่ 4 การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่สิบสอง พ.ศ. 2560 - 2564 เป้าหมายและแนวทางการพัฒนาเพื่อรักษาฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กับแนวทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่าง 4 ยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ซึ่งยุทธศาสตร์ที่ 4 นี้มีสาระส าคัญส่วนหนึ่งคือ อนุรักษ์ ฟื้นฟู และปรับปรุงพื้นที่ป่าไม้ ส่งเสริมบทบาทของชุมชนและประชาชนในการเพิ่มพื้นที่ป่าและดูแลรักษาป่า การค้นหาและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ (ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2560 : 107) สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย ด าเนินการวิจัยแบบผสม เพื่อจัดท าข้อเสนอเชิงนโยบายต่อทิศทางและการวิจัยทางด้านการแพทย์แผนไทยที่เหมาะสม โดยศึกษาสถานการณ์งานวิจัยด้วยการวิจัยเชิงปริมาณโดยวิเคราะห์จากบทคัดย่อของงานวิจัยที่ค้นจากค าส าคัญคือ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก ย้อนหลังจากปี พ.ศ. 2550 ถึง 2558 จ านวน 998 เรื่อง และใช้การวิจัยเชิงคุณภาพในกระบวนการสังเคราะห์กรอบขั้นตอนการวิจัยด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกและการอภิปรายกลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิจ านวน 15 ท่าน พบว่าสาระของขั้นตอนการวิจัยการแพทย์แผนไทยสอดคล้องกับรายงานการวิจัยต่างประเทศเกี่ยวกับขั้นตอนการวิจัยการแพทย์ดั้งเดิม ดั้งนี้ การแพทย์แผนไทยเป็นการแพทย์องค์รวมที่มีการวิเคราะห์ผู้ป่วยแบบเฉพาะรายการ จ่ายยาสมุนไพรในรูปของต ารับ เป็นการสั่งจ่ายรายบุคคลจึงจะมีประสิทธิผล ดั้งนั้นกระบวนการวิจัยจึงไม่ควรวัดแค่ผลจากยาต ารับยา แต่ควรต้องมีกระบวนการทางเวชกรรมไทยประกอบอยู่ในหลักการด้วย ผลจากการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทยไม่ควรวัดแค่ตัวชี้วัดที่เป็นวัตถุวิสัย ตามมาตรวัดของการแพทย์แผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว ควรต้องมีมาตรวัดที่เป็นอัตวิสัยด้วย และการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านเป็นการแพทย์ที่มีอยู่หรือคงอยู่ในสังคมมาและถูกน ามาใช้ประโยชน์เป็นระยะเวลานานแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ดั้งนั้นกระบวนการวิจัยที่มุ่งเน้นการอธิบาย เพื่อสื่อสารให้เกิดความเช้าใจทางการแพทย์ดั้งเดิมนั้น ๆ ความเป็นอยู่ของชุมชน และวัฒนธรรมที่อิงอาศัยประโยชน์จากการรักษาดังกล่าวยังเป็นสิ่งจ าเป็น และขั้นตอนแรกจาก 4 ขั้นตอนของการวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ที่ทีมวิจัยน าเสนอคือ การวิจัยเชิงพรรณนาที่อธิบายถึงที่มาและที่ไปของการรักษา อาทิเช่นทฤษฎีการรักษา ตัวยาต ารับที่จะศึกษา ประวัติของการน าไปใช้ประโยชน์ เป็นต้น โดยควรบรรยายให้เห็นความส าคัญทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการแพทย์ดั้งเดิมนั้น โดยอาจใช้แนวทางและวิธีการศึกษาทางด้านชาติพันธุ์การแพทย์เป็นกรอบทฤษฎี (สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย. 2560 : 3 - 24) ผู้วิจัยเชื่อว่าการรักษาโรคของชาวไทลาวในอดีตที่มีประสิทธิภาพเป็นผลมาจากการใช้เภสัชวัตถุ ร่วมกับการท าบุญที่เป็นวิถีชีวิตของคนไทลาว ชาวไทลาวคือผู้ใช้ภาษาตระกูลไท หรือค าไต ปัจจุบันอาศัยอยู่มากในภาคตะวันออกเยงเหนือของประเทศไทย (ไทยอีสาน) และในพื้นที่ราบลุ่มในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ลาวลุ่ม) ในอดีตชาวไทลาวมีการปกครองท้องถิ่นด้วยระบบเทศาภิบาลใช้ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ ฮีตสิบสอง หรือบุญประเพณี 12 เดือน ก่อให้เกิดกิจกรรมบุญทุก 5 เดือน เป็นช่องทางให้ฝ่ายปกครอง ฝ่ายพระสงฆ์ และฝ่ายประชาชนทั่วไปได้มาพบกัน เกิดการสื่อสารในเรื่องต่าง ๆ เดือนละครั้ง เป็นช่องทางการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตัวอย่างพฤติกรรมที่ชุมชนต้องการ ต่อลูกหลานคองสิบสี่เป็นข้อปฏิบัติ มี 14 ของฝ่ายปกครอง 14 ข้อของฝ่ายพระสงฆ์ และ 14 ข้อของฝ่ายประชาชน ซึ่งการปฏิบัติศีล 5 อยู่ในคองสิบสี่ของฝ่ายประชาชนด้วย การที่ทุกคนปฏิบัติตาม คอง 14 ตามฐานะของตนจะท าให้ชุมชนสงบสุข กล่าวคือในอดีตขาวไทลาว มีวิถีชีวิตอยู่กับการท าบุญ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แฝงอยู่ในฮีตสิบสอง คองสิบสี่ แต่ในปัจจุบันพระครูอาทรวชิรกิจ (2560 : 103) พบว่าประเพณีฮีตสิบสอง คองสิบสี่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามหลักประเพณีอย่างมั่นคงตามรูปแบบที่เคยปฏิบัติมาอย่างช้านาน ขณะที่ประเพณี ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ในประเทศไทย มีความเข้มข้นของพิธีการนั้น ๆ จะน้อยกว่า เช่นบุญเดือนเก้า บุญข้าวประดับดินของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวยังคงยึดปฏิบัติอยู่ในทุกชุมชนเกษตรกรชาวนา แต่ของประเทศไทยเริ่มจางหายไป วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพในสภาวะเจ็บป่วย ผู้ป่วยจะได้รับค าแนะน าจากหมอพื้นบ้านถึงข้อห้ามการกระท า หรือข้อขะล า ต่าง ๆ บวกกับความรู้ ความเชื่อเดิมของผู้ป่วย และคนรอบข้างในการปฏิบัติตัวระหว่างการเจ็บป่วย ซึ่งข้อห้ามต่าง ๆ คือสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากการปฏิบัติตัวตามปกติ คือมากกว่าการท าบุญในวิถีชีวิต เมื่อการปฏิบัติตามฮีตสิบสองลดความเคร่งครัดลง การศึกษาความสัมพันธ์ของเภสัชวัตถุกับบุญอาจท าให้ถอดรหัสการใช้เภสัชวัตถุอย่างมีประสิทธิผล ความสัมพันธ์ของเภสัชวัตถุกับบุญนั้น ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์การใช้เภสัชวัตถุและบุญ ในการรักษาโรคอยู่กับวัฒนธรรม ภูมิปัญญาดั้งเดิม เป็นผู้เคยได้รับประสบการณ์ตรงและหรือเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับประโยชน์ของเภสัชวัตถุ และบุญในการรักษาโรค เป็นกลุ่มคนที่เห็นคุณค่าในเภสัชวัตถุ และบุญในการรักษาโรคมากที่สุด ผู้สูงอายุจึงเป็นผู้รักษามรดกทางปัญญาเภสัชวัตถุไว้มาก การรวบรวมองค์ความรู้ด้านเภสัชวัตถุและบุญในการรักษาโรคจากผู้สูงอายุ จะท าให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุม ครบถ้วน เท่าที่เป็นไปได้ ความรู้เรื่องเภสัชวัตถุและบุญในการรักษาโรค เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุในการพึ่งตนเองด้านสุขภาพ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้สูงอายุได้ ในฐานะครู และหมอที่สามารถให้ค าปรึกษาลูกหลานในเรื่องสุขภาพแบบพึ่งตน และเมื่อมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ นั่นคือ เมื่อองค์ความรู้นี้ถูกน าไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง มีผู้ได้ผลดีจากองค์ความรู้นี้ย่อมท าให้การกระจายองค์ความรู้นี้เผยแพร่ต่อสู่คนกลุ่มอื่น น าสู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้าง และสู่การอนุรักษ์เภสัชวัตถุ และภูมิปัญญาการรักษาโรคไว้อย่างยั่งยืน จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ท าให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาในเรื่องเภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า และนา ของผู้สูงอายุในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงประจักษ์ถึงคุณค่าของเภสัชวัตถุและภูมิปัญญาในการรักษาโรคด้วยเภสัชวัตถุ จะก่อให้เกิดการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเภสัชวัตถุและภูมิปัญญานี้ จนการเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพทางเลือก 6 ให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความเชื่อในบุญและเภสัชวัตถุอยู่ก่อน เป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ าแม่โขงที่เข้ากับวิถีชีวิต มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ก่อเกิดผู้มีอายุยืนอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งตนเองด้านสุขภาพได้ในแต่ละช่วงชีวิต ค ำถำมกำรวิจัย 1. เภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในจังหวัดมุกดาหารกับอุบลราชธานี ประเทศไทย และแขวงสะหวันนะเขตกับจ าปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีลักษณะอย่างไร 2. องค์ประกอบเภสัชวัตถุในสวน ป่า นาที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย มีกี่องค์ประกอบ อะไรบ้าง 3. บทเรียนการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ าโขง ด้วยเภสัชวัตถุในสวน ป่า นาที่สัมพันธ์กับบุญ ประกอบด้วยอะไรบ้าง วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. ศึกษาเภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในจังหวัดมุกดาหารกับอุบลราชธานี ประเทศไทย และแขวงสะหวันนะเขตกับจ าปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2. วิเคราะห์องค์ประกอบเภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นาที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย 3. พัฒนาบทเรียนการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ าโขง ด้วยเภสัชวัตถุในสวน ป่า นาที่สัมพันธ์กับบุญ ขอบเขตของกำรวิจัย การวิจัยเรื่องเภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขอบเขตการวิจัยมี 3 ขอบเขตตามลักษณะกระบวนการวิจัยและพัฒนาซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ระยะที่ 1 เป็นกำรวิจัยเชิงคุณภำพ เพื่อศึกษำเภสัชวัตถุพรรณนำในสวน ป่ำ นำ ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอำยุในจังหวัดมุกดำหำรกับอุบลรำชธำนี ประเทศไทย และแขวงสะหวันนะเขตกับจ ำปำสัก สำธำรณรัฐประชำธิปไตยประชำชนลำว 7 ขอบเขตด้ำนพื้นที่ การศึกษาในระยะที่ 1 นี้ ใช้การวิจัยคุณภาพเชิงมานุษยวิทยา และใช้วิธีการวิจัยทางชาติพันธุ์วรรณนาเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้การวิจัยข้ามวัฒนธรรมเพื่อตรวจสอบ ยืนยันข้อมูลกัน จึงเลือกพื้นที่ในการศึกษาโดยสัมพันธ์กับการเลือกตัวอย่าง เพื่อให้ได้ตัวอย่างที่เหมาะสมกับแนวคิด จุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ของศึกษาเภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในจังหวัดมุกดาหารกับอุบลราชธานี ประเทศไทย และแขวงสะหวันนะเขตกับจ าปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้วิจัยก าหนดพื้นที่เป้าหมายแบบเจาะจงคือ จังหวัดมุกดาหาร ประเทศไทย ที่อยู่ของอาจารย์หมอเขียว ใจเพชร กล้าจน ผู้ค้นพบการแพทย์วิถีพุทธ ท่านเป็นหมอชาวไทลาวที่มีความโดดเด่นเรื่องการใช้เภสัชวัตถุและบุญในการรักษาโรค และตามทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม ที่มีแนวคิดว่า วัฒนธรรมจะแพร่กระจายจากจุดศูนย์กลาง หรือจุดก าเนิด ไปตามพื้นที่เท่าที่จะไปได้ในเขตภูมิศาสตร์เดียวกันและยุคสมัยใกล้เคียงกัน ผู้วิจัยจึงเลือกพื้นที่แขวงสะหวันนะเขต ใน สปป.ลาว ที่อยู่ตรงข้ามกับจังหวัดมุกดาหาร โดยมีแม่น้ าโขงกั้นอยู่ ต่อมาผู้วิจัยพบว่า องค์ความรู้เรื่องบุญ ของอาจารย์ใจเพชร ได้รับอิทธิพลจากพ่อครูสมณโพธิรักษ์ สมณะชาวไทลาว ผู้น าชาวอโศก ที่ตั้งชุมชนหมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก อยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี จึงเลือกพื้นที่นี้และแขวงจ าปาสัก ที่อยู่อีกฝั่งแม่น้ าเป็นพื้นที่ศึกษาเพิ่มเติม ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ การศึกษาเรื่องเภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในจังหวัดมุกดาหารกับอุบลราชธานี ประเทศไทย และแขวงสะหวันนะเขตกับจ าปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ก าหนดขอบเขตเนื้อหาของการวิจัยตามข้อก าหนด ในวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ของการศึกษา โดยใช้การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาบริบทกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2. ศึกษาบริบทภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 3. วิเคราะห์แยกสาระองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทย โดยแยกเป็นกลุ่มประเด็น ดังนี้ 3.1 ภูมิความรู้เกี่ยวกับเภสัชวัตถุ 3.2 ความส าคัญของสวน ป่า นาแหล่งที่มาของเภสัชวัตถุ 3.3 ภูมิความรู้เกี่ยวกับบุญในการสร้างและฟื้นฟูสุขภาพ 3.4 ความสัมพันธ์ของเภสัชวัตถุและบุญในการสร้างและฟื้นฟูสุขภาพ 8 ขอบเขตด้ำนบุคคลที่ศึกษำ บุคคลที่ศึกษาของการวิจัยเชิงคุณภาพตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เลือกแบบเจาะจงโดยผู้ให้ข้อมูลหลักคือผู้มีความรู้ ความเชื่อ การปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญ ในชุมชนที่ศึกษา เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกร่วมกับการสังเกตและการจดบันทึก จนกว่าจะได้ข้อมูลที่อิ่มตัว พบกลุ่มเป้าหมายในประเทศไทย -35 คน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 25 คน ประกอบด้วยตัวแทนของบุคคลที่มีคุณสมบัติ ดังนี้ 1. หมอพื้นบ้าน ผู้มีความรู้เรื่องเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุ 2. ผู้น าชุมชน 3. พระสงฆ์ 4. ผู้สูงอายุและผู้ที่เป็นสมาชิกในครอบครัวของผู้สูงอายุ ในพื้นที่เดียวกัน ระยะที่ 2 เป็นกำรวิจัยเชิงปริมำณ เพื่อวิเครำะห์องค์ประกอบเภสัชวัตถุพรรณนำในสวน ป่ำ นำที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอำยุในประเทศไทย ขอบเขตด้ำนพื้นที่ ประชำกร และกลุ่มตัวอย่ำง การศึกษาในระยะที่ 2 นี้ ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างจากประชากรในพื้นที่วิจัยในประเทศไทย เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้าร่วมกิจกรรมบุญของชุมชนสวนป่านาบุญ หรือชุมชนชาวอโศกในระหว่างปี พ.ศ. 2561 โดยก าหนดตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามจ านวน 500 คน ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ ผู้วิจัยน าสาระองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เก็บข้อมูลจากการศึกษาในระยะที่ 1 มาสรุปประเด็นสร้างข้อกระทงค าถามและจัดท าแบบสอบถาม ระยะที่ 3 พัฒนำบทเรียนกำรพัฒนำสุขภำพของผู้สูงอำยุกลุ่มชำติพันธุ์ไทลำวใน อนุภูมิภำคลุ่มแม่น้ ำโขง ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ ผู้วิจัยน าผลที่ได้จากการศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณมาถอดรหัสภูมิปัญญาและแปลความหมายเพื่อมาจัดท าเป็นบทเรียนการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ าโขง ด้วยเภสัชวัตถุในสวนป่านาที่สัมพันธ์กับบุญที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และบริบทในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ าโขง 9 ข้อจ ำกัดกำรวิจัย งานวิจัยนี้ศึกษาในพื้นที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เภสัชวัตถุที่พบในงานวิจัยนี้บางชนิดไม่มีภาษาไทย หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ก ากับไว้เพื่อประโยชน์ในการสืบค้นต่อ เนื่องจากเป็นเภสัชวัตถุที่เกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่น หรือผู้ให้ข้อมูลหลักทราบเพียงชื่อที่เรียกด้วยภาษาท้องถิ่นของตนเอง นิยำมศัพท์เฉพำะที่ใช้ในกำรวิจัย เภสัชวัตถุ หมายถึง พืช และหรือแร่ธาตุต่าง ๆ จากสวน ป่า นา ที่น ามาปรุงเป็นอาหารและยา เพื่อสร้างหรือฟื้นฟูสุขภาพ เภสัชวัตถุพรรณนา หมายถึง การพรรณนาถึงเภสัชวัตถุ ในด้านการใช้ประโยชน์เป็นอาหารและยา เพื่อสร้างหรือฟื้นฟู โดยมุ่งอธิบายเฉพาะเรื่องรสยา และฤทธิ์ร้อน-เย็นของเภสัชวัตถุ สวนป่านาไร่ หมายถึง แหล่งที่มาของเภสัชวัตถุ เป็นค ากลาง ๆ ในการกล่าวถึง สวน ป่า นา หรือไร่ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน สวน หมายถึง พื้นที่ปลูกพืชสวนต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการปลูกพืชที่เป็นเภสัชวัตถุฤทธิ์ร้อน - เย็น และเภสัชวัตถุที่มีรสยาหลากหลาย ขนาดของพื้นที่อาจมีขนาดเล็กเพียงแค่ระเบียงบ้าน หรือมีพื้นที่หลายไร่ก็ได้ ป่า หมายถึง พื้นที่ที่ปลูกพืชที่มีวัตถุประสงค์ในการรักษาระบบนิเวศ ดินและน้ าร่วมด้วย เป็นไปตามแนวคิดป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นา หมายถึง พื้นที่ที่มีการปลูกข้าวเป็นหลัก บุญ หมายถึง การกระท าการช าระจิตให้สะอาดจากอกุศล โลภะ โทสะ โมหะ และให้ผลเป็นความสุข ภพที่น่าชื่นชมซึ่งแตกต่างกันตามเงื่อนไขของแต่ละบุคคล ซึ่งบุญจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการกระท าเหตุคือการท าบุญ คือบุญกิริยาวัตถุ อันประกอบด้วย ทาน ศีล และภาวนา ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถพึ่งตนเองได้ และเข้าร่วมกิจกรรมบุญของชุมชนสวนป่านาบุญ หรือชุมชนชาวอโศกในระหว่างปี พ.ศ. 2561 ประโยชน์ที่ได้รับจำกกำรวิจัย 1. ได้เภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในจังหวัดมุกดาหารกับอุบลราชธานี ประเทศไทย และแขวงสะหวันนะเขตกับจ าปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2. ได้องค์ประกอบเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย 10 3. ได้บทเรียนการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน