9 บทที่ 4.pdf

โฟลเดอร์PDF แยกบท
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์2.78 MB
วันที่แก้ไข18 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 4 เภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นาที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย การศึกษาเภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย ผู้วิจัยได้น าเสนอข้อมูลจากการศึกษาภาคสนามร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวชาติพันธุ์วรรณนา โดยใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมจากสถานการณ์จริงของชุมชน ร่วมกับเน้นการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมา วัฒนธรรม ประเพณี ความคิด ความเชื่อ ความศรัทธา พิธีกรรม ข้อห้าม ในการปฏิบัติตนเกี่ยวกับเภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้น าชุมชน ผู้สูงอายุ พระภิกษุและผู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่พฤษภาคม 2558 - กรกฎาคม 2561 ผู้วิจัยน าเสนอข้อมูล 4 ประเด็นหลัก คือ 1) บริบทการใช้เภสัชวัตถุ หมู่ที่ 11 ต าบลดอนตาล อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร 2) บริบทการใช้เภสัชวัตถุ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี 3) บริบทบุญในประเทศไทย และ4) บริบทบุญในการรักษาโรค ในประเทศไทย บริบทการใช้เภสัชวัตถุ หมู่ที่ 11 ต าบลดอนตาล อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผู้วิจัยลงพื้นที่ลงเก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่หมู่ที่ 11 ต าบลดอนตาล อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ในช่วง 16 - 28 มีนาคม 2561 และ 1 - 31 พฤษภาคม 2561 เพื่อเก็บรวมรวมข้อมูลการใช้เภสัชวัตถุของหมอพื้นบ้าน รวมถึงชาวบ้านทั่วไปในพื้นที่หมู่ที่ 11 ต าบลดอนตาล ซึ่งเป็นที่อยู่ของหมอพื้นบ้านชาวไทลาว อาจารย์ใจเพชร กล้าจน ที่ค้นพบศาสตร์การแพทย์วิถีพุทธที่ใช้เภสัชวัตถุร่วมกับบุญในการฟื้นฟูสุ

อ่านต่อ

ขภาพ เพื่อให้ทราบถึงการเชื่อมโยงความรู้การใช้เภสัชวัตถุร่วมกับบุญของการแพทย์วิถีพุทธ มีรากฐานมาจากภูมิปัญญา วัฒนธรรม ความเชื่อของชาวไทลาวที่ใช้ในหมู่บ้านเดียวกันหรือไม่ ผู้วิจัยเริ่มเก็บข้อมูลจากการสอบถามแม่ค้าและชาวบ้านที่ตลาดดอนตาล พบค าตอบตรงกันคือ หมอยาพื้นบ้าน ไม่มีแล้ว คนสุดท้ายเสียชีวิตเมื่อ 5 - 6 ปีก่อน แต่เสียชีวิตแล้ว เกี่ยวกับเภสัชวัตถุ สมุนไพรที่ใช้อยู่ ส่วนใหญ่คือมีน้ ามันเขียวตรีมรกตของหมอเขียว พกไว้ใช้สูดดม แก้ไข้ แก้หวัด ปวดเข่า ปวดเมื่อย แต่ถ้าจะหาพวกยารากไม้ ที่ตลาดชานุมาน จังหวัดอ านาจเจริญ จะมีหมอยารากไม้ มาขายทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามกับพ่อแก้ว พบว่านอกจากอาจารย์หมอเขียวแล้ว ยังมีหมอกระดูกอีกท่านหนึ่ง ชื่อหมออ่ า เสนา ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า “หมอยาสมุนไพร รากไม้ที่ฝนที่ทาไปกินเนียะ หมอยาที่ดอนตาลก็หมดไป 5 - 6 ปี ได้แล้ว ท่านสุดท้ายก็คือ พ่ออาจารย์พาดี อยู่คุ้มหมู่1 เนี้ยะแหละ ส่วนหมอรักษากระดูกยังอยู่ ใครที่ 77 กระดูกหักเดี๋ยวนี้มีคนหนึ่งที่สามารถดูแลเรื่องเหล่านี้ได้ เขาก็ใช้มนต์คาถาของเขากับน้ ามันงาเขาเอาน้ ามันงาทาตรงบริเวณที่หักแล้วเป่ามนต์คาถาลงไปแล้วใส่เฝือก เฝือกก็จะเป็นเฝือกไม้ไผ่ ไม้ไผ่ที่เขาเหลาเอาไว้แล้ว เดือนหนึ่งเขาก็หายอยู่นะหลายคนเขาก็หายโดยไม่ต้องไปหาหมอก็ยังใช้ดีอยู่“ (กีรติ ปาวงศ์. 2561, พฤษภาคม 14) สรุปหมอพื้นบ้านที่หมู่ที่ 11 ต าบลดอนตาล มี 2 ท่านคือ หมออ่ า รักษากระดูก มีเภสัชวัตถุหลักคือ น้ ามันงา และอาจารย์หมอเขียว ที่ค้นพบศาสตร์การแพทย์วิถีพุทธ ที่ใช้เภสัชวัตถุหลายชนิด ร่วมกับบุญ คือการลดกิเลสในการรักษาโรค ส าหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมุ่งศึกษาองค์ความรู้เภสัชวัตถุ ของอาจารย์หมอเขียว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ประวัติศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 หมู่ที่ 11 ต าบลดอนตาล อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ1 ตั้งอยู่ที่ 114 ม. 11 ต าบลดอนตาล อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร มีผู้น าทางจิตวิญญาณชื่อใจเพชร กล้าจนหรืออาจารย์หมอเขียว สวนป่านาบุญ 1 เป็นพื้นที่ของครอบครัวมีทรัพย์ ครอบครัวของอาจารย์หมอเขียวซึ่งแต่เดิมชื่อส าเริง มีทรัพย์ ครอบครัวของอาจารย์หมอเขียวมีคุณพ่อชื่อนายเลียง มีอาชีพครูซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว คุณแม่ชื่อนางครั่ง มีชื่อทางธรรมว่าถนอม มีพี่น้อง 4 คน คือนางนภาพร อาจารย์ใจเพชร นางสาววิจิตรา และนายกิตติศักดิ์ (บินตรง) มีทรัพย์ อาชีพหลักของครอบครัวคือกสิกรปี 2549 อาจารย์หมอเขียวขอใช้พื้นที่สวนป่านาบุญกับครอบครัว เพื่อจัดท า “ธุระบุญค่ายสุขภาพ” เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากความเจ็บป่วย โดยขอท าแบบไม่เรียกร้องค่าใช้จ่ายใด ๆ กับประชาชนที่มาใช้บริการ มีแนวคิดว่าเราใช้ทรัพยากรและเรี่ยวแรงที่มีอยู่พึ่งตนเองให้ได้ เราฝึกกินน้อยใช้น้อย เท่าที่พอดีไม่เบียดเบียนไม่ทรมานตน แล้วแบ่งปันส่วนที่เหลือเกื้อกูลผู้อื่น ครอบครัวมีทรัพย์ น าโดยแม่ถนอมเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะได้บ าเพ็ญบุญกุศล จึงบริจาคพื้นที่ของสวนป่านาบุญทั้งหมด มีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่เศษ ให้ด าเนินธุระบุญดังกล่าว พร้อมทั้งอาสาท ากสิกรรมและช่วยเหลืองานทุกด้านตามความสามารถ ท างานฟรี ไม่มีค่าตอบแทน อาจารย์หมอเขียวตั้งชื่อพื้นที่นี้ว่า “ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ” อาจารย์หมอเขียวและครอบครัวได้ระดมทุนที่มีทั้งหมด มาท าธุระบุญดังกล่าว และเริ่มมีญาติธรรมที่มีจิตศรัทธาทยอยเอาแรงกายและแรงทรัพย์มาร่วมบุญ ท าให้ธุระบุญดังกล่าวขับเคลื่อนไปได้ จนเกิดการอบรมครั้งแรก ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ต่อมาจึงได้ด าเนินกิจกรรมค่ายสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียงฯ เรื่อยมา ปัจจุบันมีการจัดค่ายอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพพึ่งตนตามหลักการแพทย์วิถีพุทธให้กับประชาชนที่สนใจเป็นประจ าทุกเดือน มีผู้เข้าร่วมการอบรมโดยเฉลี่ยครั้งละประมาณ 200 - 300 คน 78 ภาพที่ 2 ผู้เข้าอบรมค่ายพระไตรปิฎก ครั้งที่ 12 วันที่ 19 - 25 ตุลาคม 2558 ที่สวนป่านาบุญ 1 ที่มา (จิรนันท์ ทับเนียม, ภาพถ่าย. 2558, ตุลาคม 24) ในเดือนตุลาคมของทุกปีที่สวนป่านาบุญ 1 จะมีค่ายพระไตรปิฎก ซึ่งรับเฉพาะผู้เคยผ่านค่ายสุขภาพฯ มาแล้ว รวมทั้งมีการจัดประชุมเครือข่ายจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธแห่งประเทศไทยด้วย เป็นค่ายที่เน้นการปฏิบัติเหตุแห่งการวิมุติ 5 ประการ คือการฟังธรรม การแสดงธรรมหรือการสนทนาธรรม การทบทวนธรรม การตรึกตรองใคร่ครวญธรรม และการปฏิบัติมรรคมีองค์แปด รวมถึงการตั้งอธิศีลรับประทานอาหารมื้อเดียว ส าหรับพืชสมุนไพรและผลไม้ที่ใช้เลี้ยงผู้เข้ารับการอบรมนั้นส่วนหนึ่งจะน ามาจากสวนป่านาบุญ1 สวนสร้างบุญ1 สวนสร้างบุญ2 และสวนป่านาบุญ4 เป็นพื้นที่ท ากสิกรรมไร้สารพิษโดยจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธร่วมกับผู้เข้าร่วมการอบรม การจัดอบรมดังกล่าวฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายศูนย์แห่งนี้จึงถูกเรียกว่า “ศูนย์บาทรักษาทุกโรค” ปัจจุบันศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ มีจ านวน 9 แห่ง ตั้งอยู่ที่มุกดาหาร นครศรีธรรมราช ปทุมธานี นครพนม ระยอง อเมริกา ประจวบคีรีขันธ์ แพร่ และสุพรรณบุรี ตามล าดับ ประวัติการค้นพบแพทย์วิถีพุทธ ใจเพชร กล้าจน หรืออาจารย์หมอเขียวมีความรู้เรื่องการแพทย์พื้นบ้านแบบไทยอีสานหรือไทลาวจากคุณพ่อซึ่งนอกจากเป็นครูแล้ว ยังเป็นหมอสมุนไพรด้วยท่านรักษาช่วยชีวิตผู้อื่นให้เห็นอยู่เสมอ และเป็นตัวอย่างของผู้มีความเอื้อเฟื้อแบ่งปันท างานฟรีให้อาจารย์หมอเขียวอีกด้วย “พ่อเป็นครูและเป็นคนใจกว้างมีน้ าใจชอบช่วยเหลือคนเพราะจึงเป็นที่เคารพศรัทธาของคนในหมู่บ้านต าบลและอ าเภอดอนตาล เวลาชาวบ้านมีปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งกัน เจ้าบ้านก็จะมา 79 ขอให้พ่อของอาจารย์ตัดสินคดีเสมอซึ่งท่านจะไกลเกลี่ยตัดสินด้วยความใจเย็นเมตตาอย่างยุติธรรม ... เคยเห็นคนถูกงูกัดซึ่งโรงพยาบาลรักษาไม่หายบางคนอาการปางตายแต่พอมาหาท่านแล้วท่านสามารถรักษาให้หายได้ด้วยสมุนไพร” (ใจเพชร กล้าจน. 2561 มีนาคม 17) นอกจากความรู้เรื่องเภสัชวัตถุที่ได้จากคุณพ่อแล้ว อาจารย์หมอเขียวได้เข้าศึกษาในระบบการแพทย์แผนไทย ส าเร็จปริญญาตรีวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาธารณสุขศาสตร์ และปริญญาตรีวิทยาศาสตร์สุขภาพ บริหารสาธารณสุข จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช ศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนไทย, แนวคิดและทฤษฎีการแพทย์แผนไทย, เวชกรรมแผนไทย, เภสัชพฤกษศาสตร์, ธรรมานามัย และสังคมวิทยาการแพทย์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช.ศึกษาและอบรมด้านการแพทย์ทางเลือกจากประเทศมาเลเซียและจีนไต้หวัน ส าเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาพัฒนาบูรณาการศาสตร์ (เศรษฐกิจพอเพียง) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ท าการศึกษาวิจัยเรื่องความเจ็บป่วยกับการดูแลสุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธของศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร และส าเร็จการศึกษาปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค (สาธารณสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ท าการศึกษาเรื่องดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ” รวมถึงศึกษาธรรมะ จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ โดยเฉพาะจากพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ผู้น าชาวอโศก จนสามารถบูรณาการองค์ความรู้ และค้นพบการแพทย์วิถีพุทธในที่สุด “สิ่งที่อาจารย์พบตั้งแต่ 3 ปีแรกที่ใช้องค์ความรู้แผนปัจจุบันอย่างเดียวดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพประชาชนเราพบว่าลดปัญหาได้ส่วนหนึ่ง เราก็เคารพนะว่าแก้ปัญหาได้ส่วนนึง แต่ก็มีปัญหาจ านวนมากที่ยังแก้ไม่ได้ ก็เลยไปเรียนแพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก แพทย์พื้นบ้านทั้งในระบบและนอกระบบ ในการศึกษาปกติ ทั้งในประเทศ ต่างประเทศก็ไปเรียนเท่าที่จะเรียนได้ และน าเอาจุดดีของการแพทย์ทุกแผนมาบูรณาการ ได้พุทธะธรรมะปรากฏว่าก็แก้ปัญหาได้มากขึ้นแต่ว่ามันยังไม่ถึงครึ่งหรอกแก้ได้ 30 - 40 เปอร์เซ็นต์ แต่จากเดิมก็ได้ประมาณ 20 - 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ได้เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นมาอยู่แต่ก็ยังมีปัญหาจ านวนมากยังแก้ไม่ได้ สุดท้ายมาพบธรรมะและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้แหละและสุดท้ายก็เอาองค์ความรู้ทั้งหมดมาบูรณาการด้วยธรรมะและเศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นการแพทย์วิธีธรรมหรือการแพทย์วิถีพุทธ” (ใจเพชร กล้าจน. 2561, มีนาคม 17) 80 ภาพที่ 3 อาจารย์ใจเพชร กล้าจน ผู้ฝ่าทางตันสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีพุทธ บนปกนิตยสาร ค. คน อาจารย์หมอเขียว อดีตเจ้าหน้าที่สาธารณสุขดีเด่น ผู้ค้นพบการแพทย์วิถีพุทธ เพื่อการ พึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการดูแลสุขภาพที่น าเอาจุดดีของวิทยาศาสตร์สุขภาพแผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือกและแผนพื้นบ้าน รวมถึงหลัก 8 อ. เพื่อสุขภาพที่ดีของสถาบันบุญนิยมมาประยุกต์ผสมผสานบูรณาการ ด้วยธรรมะ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้เหมาะสมและสามารถแก้ไขหรือลดปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุ ในสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ซึ่งน าไปสู่การปฏิบัติที่ประหยัด เรียบง่าย ปลอดภัย ได้ผลรวดเร็ว พึ่งตนเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืน ความรู้เรื่องการแพทย์วิถีพุทธ หลักการแพทย์วิถีพุทธ มี 3 เรื่องหลักคือ 1. แก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยใช้หลักอริยสัจสี่ 2. ใช้สิ่งที่ประหยัดเรียบง่ายตามหลักจัตตาริสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 3. แต่ละคนท าเองได้ อัตตาหิอัตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน หรือหมอที่ดีที่สุดในโลกคือตัวคุณเอง ถ้ามีความจ าเป็นก็จะใช้การแพทย์แผนอื่น ๆ มาเสริมเติมเต็มให้เหมาะกับแต่ละท่าน ๆ ท่านใดเหมาะแบบไหนก็เอาแบบนั้นใช้แล้วสบาย เบากาย มีก าลังก็เอา ใช้แล้วไม่สบาย ไม่เบากาย ไม่มีก าลัง อ่อนเพลีย หนักตัว ก็ไม่เอา สาเหตุของความเจ็บป่วยตามหลักแพทย์วิถีพุทธ มี 4 สาเหตุหลัก ได้แก่ 81 1. ร้อนเย็นไม่สมดุล 2. ท าบาป 3. ไม่ท าบุญ และ 4. เพิ่มพูนความวิตกกังวล การแบ่งกลุ่มอาการเจ็บป่วยตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเป็น 5 กลุ่มอาการ ได้แก่ 1) กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกิน 2) กลุ่มอาการของภาวะร่างกายเย็นเกิน 3) กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกินและเย็นเกิน เกิดขึ้นพร้อมกัน 4) กลุ่มอาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายร้อนเกินตีกลับเป็นอาการเย็นเกิน (เย็นหลอก) และ5) กลุ่มอาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายเย็นเกินตีกลับ เป็นอาการร้อนเกิน (ร้อนหลอก) การปรับสมดุลเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ มีแนวทาง “3 สูตรปรับสมดุล 4 กลวิธีหลัก 9 เทคนิค” ดังนี้ การปรับสมดุลร้อนเย็น 3 สูตรปรับสมดุล คือ 1. สูตรร้อน ใช้แก้อาการเย็นเกินและอาการร้อนหลอก 2. สูตรเย็น ใช้แก้อาการร้อนเกินและอาการเย็นหลอก 3. สูตรร้อนผสมกับสูตรเย็น ใช้แก้อาการร้อนและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกันโดยปรับสมดุลไปสู่จุดที่รู้สึกสบาย เบากาย มีก าลัง ตามหลักกกจูปมสูตรและอนายุสสสูตร การปรับสมดุลเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ 4 กลวิธีหลัก คือ 1. สมดุลร้อนเย็น 2. ละบาป 3. บ าเพ็ญบุญ 4. เพิ่มพูนใจไร้กังวล เทคนิคปรับสมดุลเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ 9 เทคนิค ดังนี้ 1. การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล 2. การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลมเพื่อระบายพิษทางผิวหนัง 3. การสวนล้างพิษออกจากล าไส้ใหญ่ด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน (ดีท็อกซ์) 4. การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ าสมุนไพร 5. การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย 6. การออกก าลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง 7. การรับประทานอาหารปรับสมดุลร่างกาย 82 8. ใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญกุศล ท าจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสหายดีและสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี 9. รู้เพียรรู้พักให้พอดี การใช้เภสัชวัตถุในการแพทย์วิถีพุทธ การแพทย์วิถีพุทธน าเภสัชวัตถุที่อยู่ในสวน ป่า นา ร่วมกับบุญ คือการลดกิเลสมาใช้ในการรักษาโรค เภสัชวัตถุของหมอใจเพชร กล้าจน จังหวัดมุกดาหาร ใช้พืชผักพื้นบ้าน มีในชีวิตประจ าวันมาใช้ในเทคนิคปรับสมดุลเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ 9 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อมีการใช้เภสัชวัตถุที่แตกต่างกัน รายละเอียดการปฏิบัติตามเทคนิคแต่ละข้อ กลไกการปรับสมดุล และเภสัชวัตถุที่ใช้แยกตามเทคนิคแต่ละข้อสรุปได้ดังนี้ การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล กลไกการท าให้สุขภาพดี คือเมื่อรับประทานสมุนไพรที่สมดุลร้อนเย็นกับชีวิต สัญญาของชีวิตจะดูดดึงสารและพลังงานของสมุนไพรดังกล่าว ไปดับพิษร้อนเย็นไม่สมดุลและหล่อเลี้ยงชีวิตท าให้ชีวิตมีพลังมากขึ้นจากการที่สารและพลังของสมุนไพรที่สมดุลร้อนเย็นไปหล่อเลี้ยงชีวิต และจากการที่ไม่ต้องเสียพลังขับพิษที่ดับได้แล้ว เมื่อชีวิตมีพลังมากขึ้น สัญญาของชีวิตจึงสามารถผลักดันพิษร้อนเย็นที่ไม่สมดุลที่ยังตกค้างอยู่ออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ท าให้โรคภัยไข้เจ็บลดน้อยลง แข็งแรง และอายุยืน กรณีที่มีภาวะร้อนเกิน ดื่มน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ วิธีท า ใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ใบย่านางเขียว 5 - 20 ใบ ใบเตย 1 - 3 ใบ บัวบก ครึ่ง - 1 ก ามือ หญ้าปักกิ่ง 1 - 5 ต้น ใบอ่อมแซบ (เบญจรงค์) ครึ่ง - 1 ก ามือ ผักบุ้ง ครึ่ง – 1 ก ามือ ใบเสลดพังพอน ครึ่ง - 1ก ามือ หยวกกล้วย ครึ่ง - 1 คืบ และว่านกาบหอย 3 - 5 ใบ เป็นต้น จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ โขลกให้ละเอียดหรือขยี้หรือปั่น ผสมกับน้ าเปล่า 1 - 3 แก้ว กรองผ่านกระชอน เอาน้ าที่ได้มาดื่ม ครั้งละประมาณ ครึ่ง - 1 แก้ว วันละ 1 - 3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือตอนท้องว่างหรือดื่มแทนน้ าตอนที่รู้สึกกระหายน้ า ปริมาณการดื่มและความเข้มข้นของสมุนไพรอาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ตามความรู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลัง กรณีมีภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกันให้กดน้ าร้อนใส่น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็น หรือน าไปต้มให้เดือดก่อนดื่ม หรืออาจน าสมุนไพรฤทธิ์ร้อนมาผสมก่อนดื่มก็ได้ เช่น น าน้ าต้มขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ กะเพรา โหระพา กระเทียม กระชาย มะตูม เป็นต้น กรณีมีภาวะเย็นเกิน ดื่มสมุนไพรฤทธิ์ร้อน ปริมาณสมุนไพรฤทธิ์ร้อนที่เหมาะสมเฉลี่ยประมาณ 1 - 3 ข้อนิ้วมือ อาจปรับปริมาณมากหรือน้อยกว่านี้ได้ตามความรู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลังของแต่ละคน วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 วันนี้ได้ติดตามกลุ่มผู้เข้าอบรม ไปเข้าฐานท าน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็น ซึ่งสมาชิกกลุ่มจะช่วยกันเก็บสมุนไพร ล้าง หั่น ปั่น จนกลายเป็นน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็น ให้ผู้เข้าอบรมและจิตอาสาดื่มในวันนั้น ผู้เข้าอบรมได้รับประโยชน์ตน คือได้มีโอกาสฝึกฝนปฏิบัติการท าน้ าสมุนไพร 83 ฤทธิ์เย็นด้วยตนเองแล้ว ได้บ าเพ็ญบุญกุศล เสียสละแรงกาย มาช่วยกันท าน้ าสมุนไพร ได้ออกจากความกังวลในโรคมาท ากิจกรรมที่เป็นความดี ได้ตระหนักถึงพลังความดีของการท างานเป็นหมู่ ออกแรงไม่มากแต่ยังประโยชน์กับผู้อื่นได้มาก คือมีผู้ที่ได้ดื่มน้ าสมุนไพรที่ผู้เข้าอบรมมีส่วนร่วมท า ประมาณ 250 ท่านในครั้งนี้ คุณรจรินทร์ แม่ฐานท าน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นครั้งนี้ เล่าว่า “ปกติการเก็บสมุนไพรตอนเช้าตรู่ ซึ่งแสงจากดวงอาทิตย์ยังไม่สาดส่องมา ในระหว่างเดินในสวน จะมีหญ้า และมีน้ าค้างบนใบหญ้า ให้ได้เหยียบเย็น สบาย เมื่อสัมผัสกับฝ่าเท้าไร้รองเท้าเป็นการถอนพิษร้อนไปในตัวด้วย อากาศเช้า ๆ ก็สดชื่น สบาย ๆ ชีวิตก็สัมผัสถึงพลังชีวิตของสมุนไพรสด ๆ จากต้นที่ก าลังเอื้อมมือไปเก็บ ความสด ความไร้สารพิษ ท าให้มือที่เอื้อมไปเก็บได้รับพลังชีวิต พลังความเย็นจากสมุนไพรนี้ด้วย เช่น วอเตอร์เครส อ่อมแซบหรือเบญจรงค์ หญ้าปราบใบแหลม หญ้าปราบใบมน เสลดพังพอนตัวเมีย หญ้าม้า ย่านาง ใบเตย เป็นต้น คุณสมบัติคร่าว ๆ ของสมุนไพรสด ที่ใช้ท าน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นให้ประชาชนที่มาอบรมในค่ายสุขภาพดื่มแก้ร้อนใน ถอนพิษร้อน ดังนี้ เสลดพังพอนตัวเมีย เป็นยาเย็น ช่วยถอนพิษร้อนได้ดี ถอนพิษจากแมลงสัตว์ กัด ต่อย ได้ดีเช่นกัน ยังสามารถเอาไปลวก เป็นผักสด ได้ด้วย รสชาติออกหวาน หญ้าปราบใบแหลม หญ้าปราบใบมน ชื่อก็มีค าว่า “ปราบ” คือสามารถปราบพิษ ถอนพิษจากแมลงสัตว์ กัด ต่อย ได้ดี แก้บวมและเป็นยาเย็น ถอนพิษร้อนได้ ปกติไม่ได้ปลูกมักเกิดข้างทาง ข้างถนน ตามพื้น ดิน เกิดเองตามธรรมชาติ อ่อมแซบ หรือเบญจรงค์ เป็นยาเย็น ถอนพิษร้อนได้ดี ล าต้นและใบจะมีความเป็นเมือกลื่น นิยมน ามาเป็นผักสด พลังชีวิตดี เกิดง่าย ปลูกง่าย ตายยาก วอเตอร์เครส มีวิตามินซีสูง ใบกรอบ รสชาติออกมัน เป็นยาเย็นถอนพิษร้อน รับประทานเป็นผักสด ผักลวก หญ้าม้า มีพลังชีวิตดี แข็งแรง เกิดง่าย ตายยาก มีรดชาดหวาน เป็นตัวชูรสให้น้ าสมุนไพรมีรสดี ใบจะมีขนเล็ก ๆ บางคนจะแพ้ และคัน ดังนั้น เมื่อคั้นน้ าสมุนไพรเสร็จแล้วกากที่เหลือนิยมทิ้ง ไม่เก็บไว้ใช้พอกทา ใบเตย เป็นยาเย็น ถอนพิษร้อนได้ดี มีกลิ่นหอม บ ารุงหัวใจ ย่านาง เป็นยาเย็น ถอนพิษร้อนได้ดี แก้แมลงสัตว์ กัด ต่อย ได้ดี มีแคลเซียม เบต้าแคโรทีนสูง มีแร่ธาตุหลายชนิด ปลูกยาก แต่ถ้าปลูกติดแล้วจะเติบโตได้ดี” (ขวัญชวนไพร อักขะโคตร 2561, พฤษภาคม 5) สมุนไพรปรับสมดุลที่ทางสวนป่านาบุญ จัดให้ผู้เข้าอบรมได้แก่ น้ าเปล่า น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็น น้ าถ่าน และน้ าสมุนไพรฤทธิ์ร้อน นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมบางท่านดื่มน้ ามะพร้าวด้วยเนื่องจากมีร้านขายมะพร้าวอยู่ใกล้ศูนย์ฯ และบางท่านดื่มน้ าปัสสาวะ ที่ปกติทางศูนย์จะน าเสนอข้อมูลการใช้และผลของการใช้น้ าปัสสาวะในวันที่ 3 หรือ 4 ของการอบรม อย่างไรก็ตามผู้เข้าอบรมบางท่านได้ 84 ทราบข้อมูลก่อนล่วงหน้าและดื่มน้ าปัสสาวะตั้งแต่วันแรกของการอบรม ผู้วิจัยท าการจดบันทึกเภสัชวัตถุที่ใช้ในการท าน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็น และน้ าสมุนไพรฤทธิ์ร้อน ที่จัดให้ผู้เข้าอบรมในค่ายสุขภาพพระไตรปิฎก มีนาคม 2560 พบว่าน้ าสมุนไพรฤทธิ์ร้อน จ านวน 3 วันที่มีอากาศค่อนข้างเย็น เป็นน้ าต้มตะไคร้ (ไม่มีน้ าตาล) วันอื่น ๆ เป็นน้ าร้อนธรรมดา ส าหรับเภสัชวัตถุที่ใช้น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็น สามารถจัดกลุ่มเภสัชวัตถุได้ 3 กลุ่มดังนี้ ใบอ่อมแซบ ใบเตย ใบย่านางเขียว ใบหญ้าม้า ภาพที่ 4 ภาพเภสัชวัตถุที่ใช้ท าน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นเป็นประจ า ที่สวนป่านาบุญ 1 ที่มา (จิรนันท์ ทับเนียม, ภาพถ่าย. 2561, มีนาคม 17) 1. กลุ่มเภสัชวัตถุที่ใช้ท าน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นเป็นประจ า ได้แก่ใบอ่อมแซบ ใบเตย ใบย่านางเขียว และใบหญ้าม้า เนื่องจากเป็นเภสัชวัตถุที่รับประทานง่ายและแทบจะไม่มีคนแพ้ 2. กลุ่มเภสัชวัตถุที่น ามาท าน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นบางวัน 1 - 2 วัน เป็นเภสัชวัตถุที่อาจท าให้น้ าสมุนไพรดื่มยากขึ้นเล็กน้อย อาจไม่เหมาะกับผู้เข้าอบรมที่เพิ่งเริ่มต้นดื่มน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ใบเสลดพังพอนตัวเมีย ที่ใช้อยู่ 2 วัน หญ้าปราบใบแหลม หญ้าปราบใบมน น้ านมราชสีห์ ซึ่งน ามาใช้อยู่ 1 วัน นอกจากนี้ยังมีอยู่ 2 วันที่น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นมีส่วนผสมของหยวกกล้วย เนื่องจากมีคนตัดมาให้ ซึ่งหยวกกล้วยมีคุณสมบัติพิเศษคือเป็นสารกันบูดธรรมชาติช่วยให้น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นบูดช้าลง 3. กลุ่มเภสัชวัตถุฤทธิ์เย็น ที่น ามาท าน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นก็ได้ หรือน าไปรับประทานเป็นผักสด ผักลวก หรือเป็นอาหารได้ ซึ่งในสวนป่านาบุญมีผักกลุ่มนี้อยู่หลายชนิด เช่น ใบไชยา หรือคะน้าเม็กซิกัน โสมไทย ว่านกาบหอย วอเตอร์เครส ผักบุ้ง ใบหม่อน เป็นต้น ซึ่งเภสัชวัตถุข้างต้นผู้รับใช้ฐานงานจะพาผู้เข้าอบรมไปเก็บตอนเช้า และจัดสรรไปท าเป็นอาหารในค่ายสุขภาพ ฯ และแนะน าผู้เข้าอบรมว่าเภสัชวัตถุฤทธิ์เย็นที่สามารถรับประทานสดได้ทุกชนิดสามารถน ามาท าน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นได้ ไม่ต้องกังวล เรามีอะไรก็ใช้สิ่งนั้น 85 ในวันสุดท้ายของการอบรม ที่สวนป่านาบุญ จะมีการแจกจ่ายเภสัชวัตถุ คือ ก้านอ่อมแซบ ก้านหญ้าม้า ก้านเสลดพังพอนตัวเมีย และก้านไชยา ให้ผู้สนใจน าไปปลูกที่บ้านด้วย การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลมเพื่อระบายพิษทางผิวหนัง กลไกการท าให้สุขภาพดี คือเมื่อใช้วัสดุขอบเรียบที่ไม่มีคมขูดที่ผิวหนัง โดยลงน้ าหนักแรงเท่าที่รู้สึกสบาย การขูดคือการเสียดสี ซึ่งการเสียดสีนั้นโดยหลักวิทยาศาสตร์จะท าให้เกิดความร้อน เมื่อเกิดความร้อนขึ้นสัญญาของชีวิตจะสั่งให้เส้นเลือดขยายตัวเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการระบายความร้อน สัญญาของชีวิตจะสามารถผลักดันพิษร้อนเย็นที่ไม่สมดุลออกจากร่างกายได้ ท าให้สัญญาของชีวิตจะสั่งให้กล้ามเนื้อคลายตัวเพราะไม่มีพิษที่ต้องบีบออก เมื่อเส้นเลือดขยายและกล้ามเนื้อคลายตัว ท าให้ช่องทางระบายพิษสะดวกยิ่งขึ้น สัญญาของชีวิตก็จะสามารถผลักดันพิษที่อยู่ใต้สภาพดังกล่าวออกจากร่างกายได้ กล้ามเนื้อก็จะคลายตัวเส้นเลือดเส้นประสาทก็ไม่ถูกกดทับ ท าให้สัญญาของชีวิตผลักดันพิษออกได้สะดวกยิ่งขึ้นกว่าเดิม เกิดกลไกและสภาพดังกล่าวลึกลงไปเรื่อย ๆ ในร่างกาย สัญญาของชีวิตก็จะฝากพิษร้อนเย็นไม่สมดุลที่ยังตกค้างในจุดต่าง ๆ ของร่างกายมาระบายออก กล้ามเนื้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายก็จะคลายตัว เลือดลม สารและพลังงานต่าง ๆ ก็จะไหลเวียนสะดวก ท าให้สัญญาของชีวิตดูดดึงสารและพลังงานที่สมดุลร้อนเย็นทั้งที่อยู่นอกตัวและในตัวมาหล่อเลี้ยงชีวิตได้อย่างสะดวก ประกอบกับการขูดจะท าให้เลือดเคลื่อนไปที่ผิวหนัง ซึ่งท าให้สัญญาของชีวิตจึงสามารถผลักดันสารและพลังงานที่เป็นพิษร้อนเย็นไม่สมดุลออกจากชีวิตได้ดูดสารและพลังงานที่สมดุลร้อนเย็นเป็นประโยชน์ที่อยู่นอกร่างกายมาหล่อเลี้ยงเลือดได้ จึงกลายเป็นเลือดที่มีคุณภาพดี สัญญาของชีวิตก็จะดูดดึงเลือดที่มีคุณภาพดีดังกล่าวไปเลี้ยงชีวิต กลไกดังกล่าวทั้งหมดอันเกิดจากการกัวซาขูดพิษขูดลม จึงท าให้ชีวิตโรคภัยไข้เจ็บลดน้อยลง แข็งแรง และอายุยืน วิธีกัวซา กรณีที่มีภาวะร้อนเกินใช้น้ ามันกัวซาฤทธิ์เย็น น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือน้ าเปล่า อย่างใดอย่างหนึ่งทาบนผิวหนังก่อนขูดซา ในบริเวณที่รู้สึกไม่สบายหรือบริเวณที่ใช้งานมากหรือบริเวณที่ถอนพิษจากร่างกายได้ดี เช่น บริเวณหลัง แขน ขา เป็นต้น จุดที่ห้ามขูดคือ จุดที่เป็นแผล ฝี หนอง สิว จุดที่ขูดแล้วรู้สึกไม่สบาย อวัยวะเนื้อเยื่ออ่อนนิ่ม เช่น นัยน์ตา อวัยวะเพศ เป็นต้น ถ้ามีภาวะเย็นเกินก็ทาด้วยสมุนไพรฤทธิ์ร้อน ถ้าภาวะทั้งร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน ใช้สมุนไพรทั้งร้อนและเย็นผสมกันทาก่อนขูดซา (การขูดซา แม้ไม่มีสมุนไพรใด ๆ ทาก็สามารถขูดซาได้ ช่วยถอนพิษได้) ใช้อุปกรณ์เรียบง่าย เช่น ช้อน ชาม เหรียญ ไม้หรือวัสดุขอบเรียบต่าง ๆ ขูดได้ทั้งที่ผิวหนังตรง ๆ หรือจะขูดผ่านเสื้อผ้าก็ได้ ลงน้ าหนักแรงเท่าที่รู้สึกสุขสบาย ขูดจุดละประมาณ 10 - 50 ครั้ง อาจขูดมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลัง “น้ ามันกัวซาฤทธิ์เย็น สามารถท าได้เองที่บ้าน ด้วยการใช้น้ ามันพืช ทอดผักสมุนไพรฤทธิ์เย็

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน