สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อัญญะสู่โลกโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์122 KB
วันที่แก้ไข29 กรกฎาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อัญญะสู่โลกโลกุตระ พระพุทธเจ้าบอกว่าในอนาคต คนจะไม่ฟังหรอกโลกุตรธรรม จะฟังแต่เรื่องโลกียธรรม ซึ่งตอนนี้ มันตรงกับที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เขายึดว่าโลกนี้ถูก ของพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตรธรรมเขาไม่ฟัง อาตมาพูดโลกุตรธรรมขึ้น คนเขาจะไม่ฟัง ตามที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้ อาตมาหยิบพยัญชนะหลักฐาน ของหลักศาสนาพุทธมาพูด อาตมาอธิบายถึง อัญญะ มายืนยัน คำสอนพระพุทธเจ้า ผู้ที่มีความเจริญ ฉลาดถึงขั้นมีธาตุรู้ธรรมะ รู้สิ่งที่เป็นสัจธรรม แบบพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้า ว่าต้องเป็นอย่างนี้ น่าสนใจ อย่างนี้ใช่ ต้องเอาอย่างนี้ ซึ่งมันต่างจากธรรมะ ที่ตนเองรู้หรือทั้งโลกรู้ ซึ่งเป็นโลกียธรรม คือ ความรู้ ในกรอบของโลกียธรรม ไม่ได้ออกมาเป็นอย่างอื่น แล้วความรู้ที่เป็นอื่น ที่รู้ว่าที่มีนั้น ไม่ได้มีค่าอะไร อย่างดีก็สูง แต่เดี๋ยวก็ต่ำ แต่ถ้าอันนี้เหนือกว่า ไม่ต้องสูงต้องต่ำ อันนี้ที่ต่างไปคือ อัญญะ แปลว่าอื่น เป็นธาตุรู้เป็นความรู้ ที่รู้ถึงสิ่งอีกสิ่งหนึ่ง อีกสภาวะหนึ่ง ความจริงอีกความจริง ที่คนยึดถือว่า เป็นความจริงเก่า ความรู้นั้น ความเข้าใจอันนั้น เห็นเลยว่า เป็นอัญญะ ธาตุรู้ ไปได้ธาตุรู้ชนิดนั้นในจิต คนนี้คือต้นทางของความเจริญ ความเป็นคน โลกอีกโลกหนึ่ง เรียกว่าโลกโลกุตระของพระพุทธเจ้า นี่คือจุดตัดสิน สภาวธรรมที่ตัดสิน ถ้าพูดโดยศัพท์วิชาการ ของพระพุทธเจ้า ความรู้หรือญาณของคนนี้เป็นความรู้ข้ามโคตร ท่านเรียกว่า โคตรภูญาณ เรียกว่า ญาณข้ามโคตร มันไม่อยู่กับโคตระเก่าแล้ว ที่เป็นโคตรโลกียะ จิตมันออกจากโคตรโลกียะ เป็นโคตรใหม่ เป็นโคตรภูญาณ ใครที่เริ่มรู้เข้าใจ สนใจว่า ถ้าน้ำหนักความรู้ ความเห็นนั้นมากพอ จะดึงให้เราได้เรียนรู้ ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าต่อ เมื่อเรียนรู้

อ่านต่อ

แล้วจะเพิ่มสิ่งที่ได้มา เราก็จะมี โคตรภูจิต จิตจะข้ามโคตร จากที่เริ่มรู้มาแล้วได้มา จนเป็นโคตรภูบุคคล จนเป็นอาริยะชน เป็นโสดาบันบุคคล พ้นสังโยชน์ 3 เป็นคนชนิดใหม่ เมื่อเกิดคนชนิดนี้ขึ้นมา คนชนิดนี้จะมีความเป็นไป การดำเนินชีวิตไป อยู่ในสังคม อย่างจริงใจจริงจัง ดำเนินไปอย่างจริงใจคือ เลิกแล้ว อย่างโลกียสุข หรือโลกียทุกข์ โลกที่เคยแย่งกัน ยิ่งเบื้องต้นเรียกอบายภูมิ ยิ่งเห็นไร้สาระเลย แบบนั้นเป็นคนชั้นต่ำ คนชั้นอบายภูมิเป็นคนชั้นนรก ซึ่งจะชัดเจน ว่าเราหนอเรานี่ แต่ก่อนทำไมมันโง่จังเลย อยู่กับโลกชั้นต่ำ ถ้าจะพูดภาษาคือ อยู่กับมูตรกับคูตร อยู่กับขี้กับเยี่ยว ไปคลุกคลีกับขี้กับเยี่ยวอยู่อย่างนั้น เราจะเห็นเลยว่า คนทุกวันนี้อยู่กับขี้กับเยี่ยว อยู่กับโลกธรรม จะต้องแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ สรรเสริญ ที่เยิ้มไปด้วยกาม สรรเสริญที่เต็มไปด้วยอำนาจบาตรใหญ่ สรรเสริญที่เต็มไปด้วย อำนาจมากมาย ที่ไม่รู้จักพอ เขาทำนาบนหลังคน มอมเมาคน ด้วยอบายมุข เขาไม่รู้เรื่อง ยกตัวอย่างตื้นที่สุด แต่เขายกย่องกันทั้งโลก เช่น เรื่องของการละเล่นมหรสพ เรื่องอบายมุข และเขาก็เป็นดารา การละเล่นคือกีฬา เล่นดาราของมหรสพคือดารา ราคาค่าตัวแพง ยกย่องเชิดชูกัน สื่อสารมวลชน เดี๋ยวก็ออกข่าวๆ กระดิกตัวก็ออกข่าว ดัง นี่คือโลกที่มีเครื่องบ่งชี้ว่า โลกไม่เข้าใจ เขายกย่องเชิดชูอบายมุข แต่ไม่เข้าใจ คนหลงรวย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่เป็นโลกีย์หยาบจัดจ้าน เขาไม่รู้ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ขณะนี้ คนไทยที่เป็น ไม่อยากเรียกเป็นเศรษฐี แต่ เรียกว่ากระฎุมพี คือคนร่ำรวย คนร่ำรวยที่สุด ในประเทศไทยขณะนี้ คือคนที่ค้าขายอบายมุข ที่ทั่วประเทศก็ยอมรับกัน ว่าเขาค้าของอบายมุข ที่ผิดกฏหมาย ค้าสิ่งมอมเมา ประชากรทั่วประเทศ ออกนอกประเทศด้วย ก็รวย ไปยินดีปรีดากัน เชิดชูยกย่องบูชากัน ทำร้ายมนุษย์ให้เสพติด ในสิ่งมอมเมาไร้ค่า ซึ่งตัวบุคคลที่รู้ว่าสิ่งนี้ชั่ว แล้วตนเองไม่ประพฤติ แต่เอาสิ่งที่ชั่วนี้ ให้คนอื่นประพฤติ คนนี้ที่เขาร่ำรวย ด้วยสิ่งเสพติดนี้ เจ้าตัวเขาก็ไม่เสพ แต่เขาทำให้คนอื่นมอมเมาไป คนมีใจอำมหิตโหดเหี้ยมแค่ไหน ไปคิดเอาเอง ไม่ได้พูดว่า แต่พูดวิชาการ พอดีมีตัวอย่างจริง ในประเทศไทย เอามาประกอบ อธิบายเพื่อยืนยันเป็นหลักฐาน ว่าได้พูดสิ่งที่เป็นจริง ซึ่งไม่น่าทำ น่าจะเลิก น่าจะถอนตัวแก้กลับ น่าจะมีความรู้ ไม่น่าจะทำกรรมนี้ ซึ่งไม่เป็นกรรมดี แม้จะได้เงินทอง เป็นผลข้างเคียง แต่สัจจะ คือคุณทำร้ายจิตวิญญาณ มนุษยชาติ ทำให้คนเสพติด สิ่งมอมเมา คุณได้กรรมบาปหนัก แต่ได้รับจัดสรรเสริญสุข เป็นสิ่งข้างเคียง แต่สัจจะคุณได้เพราะคุณประกอบการอาชีพคุณ แล้วคนอื่นก็ได้รับผลกระทบ เต็มรูปแบบ คนเหล่านั้นเสพติด คนเหล่านั้นตกต่ำ คนที่เสพสุรา ขับรถชนตาย เสพสุราไปทำชั่วทำบาป ไปทำให้สติเสีย เมาแล้วไปทำอะไรเลอะเทอะ มีอยู่ตั้งเท่าไหร่ รณรงค์กัน เมื่อถึงคราวสนุกสนาน เป็นฤดูกาลเทศกาล อย่าเสพน้ำเมา ก็พูดไป พูดไปก็ไลฟ์บอย พูดไป ก็คือสิ่งที่ต้องตำหนิ ดูถูกก็ต้องดูถูก อาตมาว่าไปเจอคนที่ประกอบอาชีพแบบนี้เยอะ แต่ด้วยในโลกนี้ก็เลยไปกระทบ คนที่ได้ร่ำรวยได้ลาภ ลาภยศ สรรเสริญโลกียสุข คนที่ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ในชีวิต หรือตนเองก็ติดด้วย ก็มีเยอะ คนที่มาพูดสัจธรรมในยุคนี้ ในยุคที่คนตกต่ำในอบายมุข จึงมีผลให้คนชังน้ำหน้าเยอะ ไม่ใช่ว่าอาตมาไม่รู้ รู้แต่ต้องทำ เพราะมันเป็นสัจจะ คนจะชังน้ำหน้าอาตมา อาตมาก็บอกว่าชาตินี้ อาตมาไม่ได้เกิดมา เพื่อจะพูดเอาหน้า เอาดีเอาเด่นเอาดัง ไม่ใช่ อาตมาพูดสัจธรรม มันจะถูกคนชังน้ำหน้าอย่างไร ก็จะทำยังไงได้ มันเป็นจริง จริงๆแล้วอาตมาว่า ถ้าเขาจะรักอาตมา ถ้าเป็นคนที่มีปัญญา มีภูมิรู้ว่าที่อาตมาพูด เป็นสิ่งดีสิ่งประเสริฐ แล้วเขาก็มารัก รักในความประเสริฐของอาตมา แม้คนเดียว อาตมาก็พอใจ ถ้าอาตมาจะพูดตลกๆ ตอแหล ว่าสิ่งที่ไม่ดีว่าดี สิ่งที่ไม่ควรยกย่อง มาเป็นสิ่งที่ควรยกย่อง คนจะมายกย่องเชิดชูหมดทั้งโลก อาตมาก็ไม่ได้ยินดีอะไร เพราะฉะนั้น อาตมาถึงไม่ได้มีปัญหากับตัวเอง พูดความจริงนี้ ใครจะยกย่องหรือไม่ ใครจะชมเชยหรือไม่ อาตมาไม่มีปัญหาจริงๆ อาตมาไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเอาความชมเชย รู้ทั้งรู้ว่าที่พูดนี้คนชมดูจะน้อย ตอนนี้คนดูสดๆ 41 คน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ต่อไปคือตอนนี้ คนจะไม่ฟังโลกุตรธรรม คนจะฟังแต่เรื่องที่บันเทิง ที่มีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ฟังด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน ด้วยลีลาการละเล่น ฟังข่าวกีฬา ฟังข่าวบันเทิง ฟังข่าวธรรมะมันไม่เคยมีหรอกในโทรทัศน์ ข่าวต่อไปนี้เป็นข่าวธรรมะ ไม่มีช่องใด แม้ว่าตอนนี้ จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นอนาคามี เป็นอรหันต์ก็ยาก สังคมประชาชน จะต้องเป็นไปด้วยกันด้วย ยกตัวอย่าง ให้ผมไปเป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็แน่ใจว่าทำไม่ได้ ที่จะให้คนมาทำแบบนี้ เขาก็จะต่อต้าน จึงค่อยๆทำไป อาตมาเข้าใจอยู่ อาตมาเคยเขียนเป็นรูป สามเหลี่ยม แล้วก็มีมุมตั้งองศา ชีวิตของอาตมา มีหลักการมีสาระ ไม่ใช่อยู่ไปอย่างไร้จุดหมาย สาระนี้เป็นสาระสัจธรรม ที่เป็นโลกุตระ อาตมาก็พยายามทำไป ด้วยจริงใจจริงจัง ใครจะหมั่นไส้ ว่าหลงตัวหลงตน ก็ไม่มีปัญหาหรอก คนไม่เข้าใจก็ว่า ยิ่งเขาเห็นว่า ไม่มีสาระ เขาไม่สนใจที่จะมาพูดหรอก ชีวิตอาตมา จะอยู่ในยุคของเขา ก็ไม่เคยสนใจจนกว่าจะตาย อาตมาจะตายก่อน หรือเขาจะตายก่อน ก็ไม่สนใจหรอก เขาสนใจแต่โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่มอมเมาครอบงำ ชี้ชวนกัน ที่จะมาลดละ โลกธรรม จิตใจที่ติดยึดในลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขด้วยกาม ความสุขด้วยอัตตา เขาไม่สนใจ อาตมาไม่เห็นว่า ผู้ที่เป็นภิกษุ มาเทศน์เอาจริงเอาจัง อย่างอาตมาเลย ท่านมียศศักดิ์ ตำแหน่งฐานะทางศาสนา เป็นที่ยกย่องเชิดชู มีตำแหน่งหน้าที่ แต่ไม่ได้มาพูดโลกุตรธรรมอย่างนี้เลย พูดกันแต่โลกียธรรม ดีไม่ดีหลอกลวง เพื่อให้ได้โลกธรรม บางคนเจตนาหลอกลวง อย่างสมีธัมมชโย คนที่มีฉลาดที่ไม่ใช่มีปัญญา จะหลงใหลได้ปลื้มกับธัมมชโย จะมีมาก จะน้อยลงไป ก็เหมือนธัมมชโย อย่างนั้นมากน้อยตามจริง นี่เป็นความอาภัพอัปภาคย์ของประเทศไทยยุคนี้ ที่มีคนที่เก่ง เก่งในทางชิบหาย เก่งในทางทำลายศาสนา เก่งในทางทำสิ่งที่เสื่อมทรามลงไป ให้กับสังคม โดยเฉพาะศาสนาพุทธ เขาเก่งมาก แล้วเขาก็ทำให้เกิดบริวาร คนหลงใหลได้ปลื้มเอาตาม อย่างที่เป็นขณะนี้ จนทุกวันนี้ มีบริวารช่วยเหลือเขา อุ้มชูเขา พยายามปกป้อง ไม่ให้เขาได้รับการจัดการให้เรียบร้อย ประเทศไทยดีมาก เข้าใจได้ชัดขึ้น และเอาภาระ แต่ในยุคกาลต่างๆที่ผ่านมา ผู้บริหารประเทศ ไม่ได้เอาภาระ ดีไม่ดีไปส่งเสริมด้วย เป็นเรื่องซวยจริงๆ แต่ยุคนี้ผู้บริหารประเทศ มีดวงตาปัญญา มีความรู้ และจัดการกำจัดออกไป ถึงขนาดนั้น ก็ยังยากแสนยาก เพราะปล่อยปละละเลย ให้สร้างฐานขนาดนั้น แข็งแรงเกินที่จะปราบปราม เขามีความดื้อด้านมาก อาตมาเห็นความดื้อด้านของคน มาหลายกัปป์กัลป์แล้วก็ยังไม่เห็นใคร ดื้อด้านเท่าคนนี้ แย่กว่าพระเทวทัตด้วย สำหรับธัมมชโย ทำไมดื้อด้าน ดึงดันขนาดนี้ อาจารย์เป็นต้น บอกอย่างเห็นใจว่า อาตมาต่อสู้ ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า เพราะว่าอาตมาไม่มีบารมี ไม่มีความสามารถเท่าพระพุทธเจ้า แต่คนยุคนี้ เลวหนักว่ายุคพระพุทธเจ้าใช่ไหม พระพุทธเจ้ามีบารมี มากกว่าอาตมาเยอะ อย่างเทียบไม่ติด และคนยุคนั้น ก็ยังเลวไม่เท่ายุคนี้ ที่บอกว่าอาตมาหนักกว่า พระพุทธเจ้านั้น ก็เป็นสัจจะ ที่จะต้องเป็นเช่นนี้ อาตมารู้อย่างที่อาจารย์ เป็นต้นรู้ แต่มันหน้าที่อาตมา อาตมาถึงไม่เคยท้อถอย ยากแสนยาก ยากจริงๆยากกว่าพระพุทธเจ้า อย่างที่ว่า แต่มันต้องทำ เพราะอาตมาตั้งปณิธานมา ไม่ใช่ในชาตินี้ มาไม่รู้กี่ชาติ เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ

600327_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มหาศีลคือสิ่งชี้บ่งแผ่นดินพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน