สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พลังงานเจโตกับปัญญา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.80 KB
วันที่แก้ไข17 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

พลังงานเจโตกับปัญญา ธรรมะของพระพุทธเจ้า จะรู้จักพลังงานของจิต พลังงานที่เรียกว่า แคลอรี่ เป็นพลังงานที่ ทำงานในร่างกายเรา แม้จิตก็เป็นพลังงานทางแคลอรี่ เป็นหน่วยทางนามธรรม จะเรียกเป็นหน่วยอะไรก็ยาก เพราะแบ่งลักษณะเป็น อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แบ่งออกเป็นลักษณะ ที่จะเอามาใช้งาน เป็นพลังงานรวม เรียกว่า พลังงานเจโต เป็นพลังงานที่จะออกไปทำงาน เจโตคือพลังงานตัวตั้ง ตัวคงที่ และอีกหน่วยหนึ่ง จัดเป็นหน่วยตัวแปร เป็นพลังงานวิ่ง พลังงานคงที่จะนิ่งแข็ง เป็นแกน ทางวิทยาศาสตร์ไฟฟ้า เขาเรียกว่า พลังงานบวก และพลังงานที่วิ่ง เรียกว่าพลังงานลบ เจโตคือพลังบวก พลังงานเร่งคงที่ และมีอีกตัวหนึ่งมันวิ่ง เรียกว่าพลังงานปัญญา เจโตเขาเรียกสายศรัทธา ปักมั่นนิ่งอยู่ ศรัทธาต้องมีความรู้ด้วย เจโตคือแกนจิต เป็นส่วนหนึ่งของจิต พอเป็นศรัทธา ก็มีลักษณะหนึ่งของเขา เชื่อมั่นปักยึด ช่วยกันเป็นธรรมะ 2 ธรรมะที่เกิดประโยชน์จริงๆ โดยเป็นพลังงานที่จับคู่กันและ ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า นิวเคลียส มีพลังงาน 2 ตัวนี้แหละ พลังงานตัวหนึ่ง เรียกว่าประธาน รวมกับพลังงาน 2 ตัวนี้ พลังงานประธานจะควบคุมพลังงาน 2 ตัวนี้ได้ แล้ว 2 ตัวนี้ไม่มีใครควบคุมเลย มันเกาะตัวทำงานรวมตัวกัน ในนิวเคลียส อย่างอัตโนมัติเลย ถ้ามันมีมาก รวมตัวกันมาก มีพลังงานเก่ง และพลังงานสูง ใครไปกระทบกระแทกพลังงานนี้ จะให้แตกตัวออกมา มันก็จะระเบิด ต่างคนต่างไป เรียกว่า พลังงานระเบิดนิวเคลียร์ มีพลังงานมากและน้อยตามจริง แต่ส่วนมากแล้ว มันระเบิดเถิดเทิง ทำลายไป ทางวิทยาศาสตร์ ก็เข้าใจอย่างนั้น ทางพุทธศาสนาก็เข้าใจ แต่เราไม่ใช้แบบนั้น เรามาใช้พลังงานทางปัญญาของจิต ควบคุมเลย พลังงานทางโน้น เราไม่ให้เกิด ใครจะทำก็แล้วแต่ เราเอามาใช้ประโยชน์เท่านั้น แล

อ่านต่อ

้วจะเอามาใช้พัฒนาทางพืช พีชะ ก็ได้ พลังงานที่ เป็นทั้งพลังงานทางวัตถุ มันก็มีบทบาทหน้าที่ รวมตัวกัน เป็นบทบาทเป็นแรง โดยที่มันไม่มีตัวควบคุม พอมาเป็น ลักษณะควบคุมตัวเองเข้า ชื่อว่า พีชนิยาม อุตุนิยาม มันไม่มีพลังงานควบคุมตัวเอง มีแต่อันอื่น ไปควบคุมจัดการมัน จะมีการควบแน่น ดูดดึง จัดการ อย่างดิน หิน แร่ธาตุ มันถูกสิ่งอื่นกระแทก ก็เปลี่ยนแปลงไป ถูกสังเคราะห์ด้วยบทบาทอื่นๆ มันก็ไปได้เรื่อยๆ เป็นไปตามที่ อันอื่นทำให้มันเป็น ธาตุวัตถุ ที่ไม่มีชีวในตัวเอง เรียกว่า อุตุนิยาม พอเริ่มเป็นชีวะ มีตัวของมันเองด้วย พีชนิยาม มันก็ทำตัวของมันเอง มันก็รู้ว่า ตัวของมัน ควรจะเอาอันไหน ก็พยายามแสวงหาดูดเอา ไม่แย่งชิง พยายามสร้างในตัวเองก็สร้าง สร้างด้วยตัวเองไม่ได้ก็ดูดเอา สร้างด้วยตัวเองหมายถึง เอาธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม มาสังเคราะห์กัน จับตัวเป็นตัวเอง ดิน น้ำ ไฟ ลม นี้ ยิ่งไม่มีชีวะ เล็กละเอียดจับได้ พีชะ ก็ออกมาสังเคราะห์ตัวเอง ตามที่มีสัญญา เหมือนวัวควายที่กินแต่อาหารของมัน ไม่ไปทำร้ายอันอื่น ชีวะระดับต่ำ ก็ไม่ทำร้ายคนอื่น แต่มันทำเหมือนกัน ถ้ามันโกรธ วัวควายบางที ก็ทำร้ายคนได้ ทำร้ายสัตว์อื่นได้ สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าท่านเรียนรู้ พลังงานพวกนี้ อย่างละเอียดหมด แล้วเอาพลังงานสรุปจริงๆ เรียกว่าพลังงานที่ดีเท่านั้น เอามาใช้ พลังงานไม่ดี ปล่อยมันไปตามกรรม ปล่อยไปตามยถากรรม ปล่อยมันไปตามวิบากของมัน ส่วนพลังงาน ดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ไม่มีวิบาก ไปตามประสามัน ไปตามเหตุปัจจัยอื่น ผลักดัน ที่ดูดหรือผลัก อยู่ในอวกาศ เหมือนอุกกาบาต พระพุทธเจ้าศึกษาในความเป็นคน ซึ่งแบ่งแยกออกมาเป็นพวกที่มีจิตวิญญาณ พืชหรือพีชะ ก็อีกอย่าง อุตุก็เป็นธาตุที่ไม่มีพีชะ สามอย่างใหญ่ๆนี้แหละ ทีนี้มาเป็นจิต จิตก็สามารถฉลาด ฉลาดจนเป็นโทษภัยต่อผู้อื่น มันฉลาดได้มากมาย แต่ฉลาดแล้วเห็นแก่ตัว ฉลาดแล้วก็ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายจนอำมหิตโหดที่สุดเลย ใจดำมาก แล้วซ้ำซ้อนที่ร้ายมากก็คือ ตนเองอำมหิตมาก กายวิญญัติ วจีวิญญัติ หลอกคนอื่นว่าตนเอง เพราะรักคนอื่น ไม่อำมหิต ปิดบังกรรมกริยา การกระทำของตน อย่างซับซ้อนลึกลับ ไม่ให้คนอื่นรู้ได้ ที่เก่งจริงๆก็ปิดบังได้ อย่างที่ใครไม่รู้ทัน นั่นแหละคือยิ่งชั่ว พระพุทธเจ้าศึกษาแล้ว ก็เอามาเปิดเผย เอามาสอน เอามาให้คนอื่นเรียนตาม จะได้จัดการกับจิตของเรา ให้จิตของเราเป็นจิตที่ดี เป็นพลังงานที่ซื่อสัตย์สุจริต มีเมตตา มีความเมตตาสูงเลย ความเมตตานี่ หลวงปู่เห็นว่า มันน่าจะใช้ภาษาอังกฤษ เขาเป็นคำว่า benevolent หรือ benevolence(adj.) พลังงานเมตตากรุณา คือพลังงานพระเจ้า เป็นพลังงานที่ช่วยผู้อื่น อย่างเต็มที่ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ทำอะไรเพื่อตัวเองเลย พลังงานพระเจ้า กับพลังงานแบบพระพุทธเจ้า ก็ยังใช้แยกกันได้อีก พระพุทธเจ้าสอน จัดการกับจิตใจเรา ที่ไม่ดีออกไป แล้วเอาจิตใจมาใช้อย่างได้สัดส่วนที่พอดี ไม่เสียหาย มีแต่ดีเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะดีกับสังคม ดีกับมนุษยชาติ ดีกับสรรพสัตว์ ดีกับต้นหมากรากไม้ ดีกับดินน้ำไฟลม ดีกับทุกอย่างเลย จึงเป็นความรู้ที่สุดประเสริฐ หลวงปู่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า จนมาเป็นพระโพธิสัตว์ ระดับ 7 ก็ยังไม่สูงสุด ก็พัฒนาตัวเองต่อไป จนระดับ 7 เลื่อนเข้าสู่ระดับ 8 ไปเรื่อยๆ ชาตินี้ทั้งชาติหลวงปู่จะไม่กล่าวว่า ตนเองเป็นโพธิสัตว์ ระดับ 8 เป็นอันขาด ถ้าเห็นควรว่าเข้าเกณฑ์ดีแล้ว ก็จะพูด อย่างนี้เป็นต้น เราไม่จำเป็นต้องบอกว่า เราสูง เราใหญ่ เรามาก แม้เราจะสูง เราจะใหญ่ เราจะมากด้วยความจริง เราไม่ได้โกหก แต่เป็นความอ่อนน้อมถ่อมตน เราไม่อยากจะพูดใหญ่เกินตัว การที่เราเป็นพวกเก่ง แต่ไม่ได้คุยโม้ ไม่ได้บอกว่าเราเก่ง ไม่ใช่การโกหก แต่เป็นการอ่อนน้อมถ่อมตน เราดีเราสูง แต่เราก็บอกว่า เราได้ขนาดนี้ สูงกว่านั้นเขาถามก็พอได้ แต่ว่ายังไม่บอกว่า สูงอย่างนั้นอย่างนี้ จนหมดตัว คุยจนหมดตัวนี้มีดีเขารู้ทันหมด คนเก่งเขาจะรู้เลยว่ามีเท่านี้ คุยตัวจนหมดเลย เขาก็รู้หมด เขาก็จะหาสิ่งที่เหนือกว่านี้ มาจัดการ ก็เสร็จเลย แต่ถ้าเรามีดีเท่านี้ แต่เราไม่บอกหมด เราเผื่อเหลือไว้ เขานึกว่าเรามีเท่านี้ แต่เราไม่อยากอวดโอ้ ไม่จำเป็นจะต้องบอก จิตใจที่เจตนาโกหก กับจิตใจที่อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่อยากอวดโอ่ ไม่อยากข่มคน หรืออวดดี มันมีลักษณะจริง ของปัญญาของผู้รู้ ผู้ที่เรียนรู้ได้ดี ก็จะใช้พลังงานเหล่านั้นได้

591222_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาคนให้ดีกว่าสัตว์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน