สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอนวิ โมกข์ 8 ถึงรูป 28.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิโมกข์ 8 ถึงรูป 28 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) คนตาบอดไม่มีรูปี ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งก็เป็น รูป ผู้ที่จะมีรูปต้องมีอวัยวะ ทวารที่จะเกิดผัสสะ เกิดอายตนะได้ คือรูปี และรูปานิ คือรูปทั้งหลาย เช่นหัวไชเท้า เรามีตา (เราคือรูปี) สัมผัสได้ นี่หัวไชเท้านะไม่ใช่ท่อนซุง ทำไมใหญ่ขนาดนี้ พอเราสัมผัส หัวไชเท้าขาวผ่อง ชื่นใจน่ากิน องค์ประชุมรูปนามคือกาย ก็เกิดทันที อ่านสักกายะ คุณมีทิฏฐิเข้าใจแล้วอาตมาอธิบายไป เมื่อคุณมีตา มีปสาทรูป สัมผัส เมื่อตาดำเนินการ โคจระ ไปสัมผัสกับรูป ก็เกิดภาวรูปขึ้นมา เมื่อเกิดภาวรูป แล้วก็อ่าน อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ จงแยกอย่าง ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จับอิตถีภาวะให้แม่น มันอยู่ในหทยรูปนั่นแหละ มันจะได้เลื่อนจากคำว่า กาย คือภายนอก แล้วเลื่อนมาดูที่หทัย แต่ไม่ได้ทิ้งภายนอกนะ (คำว่าหทยรูปนี้ คนทั่วไป แปลเป็นรูปธรรม เป็นห้องหัวใจจริงๆเสียอีก มันเพี้ยนไปไกลแล้ว) รูปมี 28 นามมี 5 นาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มันจะเกิดเวทนา แล้วใช้สัญญา อ่านแยกแยะให้ได้ถึงเจตนา องค์รวมคือกาย เจาะกายในกาย จะทะลุถึงเวทนา เจาะเวทนาเข้าไป จะรู้ถึงจิต แล้วมีเหตุในจิตคือสราคะ สโทสะ สโมหะได้ แล้วทำให้วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ กำจัดให้ได้ เพราะเมื่อคุณเจาะได้ รู้จักเจตนา
เจตนามี 3 มโนสัญเจตนา กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตอนนี้ก็จัดการกามตัณหาให้ได้ ส่วนข้างในเอาไว้ก่อน ในเจตนาคุณก็ใช้สัญญาทำวิจัย กำหนดหมายรู้ให้ได้ อ่านอาการ ลิงค นิมิต ให้ได้ จะเจอเวทนา 2 แยกได้ 1.เวทนาแท้ 2.เวทนาเทียม เป็นธรรมะสอง เป็นเวทนาสอง เมื่อวิจัยออกว่าตัวนี้คือ กามวิตักกะ พยาบาทสังกัปปะ ก็จัดการด้วยสมถะและวิปัสสนา ด้
อ่านต่อ
วยปหาน 5 รู้จักตัวสมุทัย คือกิเลส ทำให้เด็ดขาดสมุจเฉทปหาน ทำแล้วทำอีกทำทวนปฏิปัสสัทธิปหาน กำจัดได้ ก็เป็นเสขบุคคลเป็นอย่างน้อย มีส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ จนทำสิ้นอาสวะไปหมด กรอบของโสดาบัน ปฏิบัติแค่ศีล 5 เช่นถือศีล 5 ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ข้อที่ 2 เกี่ยวกับของที่ไม่ใช่ของเรา ศีลข้อ 3 เกี่ยวกับเพศ ศีลข้อ 4 เป็นเรื่องวาจา ศีลข้อ 5 เป็นมโน เมื่อสัมผัสแล้วเกิดกิเลส เป็นสักกายะ วิจัยออกแล้วเป็นความรู้สึก ไม่ชอบมาพากล เป็นอิตถีภาวะ คุณก็จัดการกับอิตถีภาวะ ปฏิบัติ ตัวกิเลสสมุทัยในกาย ที่เป็นจิตมโนวิญญาณ เป็นกามจิต สัมผัสกับสัตว์ตัวนี้แล้ว ถ้าเป็นกาม ก็ว่าสัตว์ตัวนี้ น่าเอามาทำอาหาร หรือน่าจับมาใส่กรงไว้ ซึ่งมันก็อยู่ของมันตามธรรมดา เบื้องต้น ท่านว่าอย่าทำรุนแรง ศีลข้อ1 นี้ท่านว่าอย่าให้เกิดโทสมูล อย่าทำรุนแรง อย่าทำโทสะกับสัตว์ เมื่ออ่านรู้ตัวโทสะ ก็เป็นตัวสัตว์โอปปาติกะ คือสัตว์นรกที่ต้องกำจัด อยู่ในหทยรูป เมื่อสัมผัสสัตว์ในหทยรูป ก็เห็นชีวิตรูป เห็นแยกแยะอาการของจิต ที่เป็นชีวิตินทรีย์ ของสัตว์ตัวที่เป็นโทสมูล เป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์ตัวรุนแรง คุณรู้จักอาการมันว่า มีชีวะ มีชีวิตนะ คุณจะต้องกำจัด ไม่ให้มันมีชีวิต อาการโอปปาติกสัตว์ตัวนี้แหละ ต้องให้มันตาย หมดชีวิตินทรีย์ การปฏิบัติ ซึ่งต้องอาศัยอาหารเป็นเหตุปัจจัย อาหารรูปมี 4 คือ 1. กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) . . 2. ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) . 3. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) . . 4. วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูป . อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติชรามรณะ ทุกข์ และความคับแค้น) . (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241-244)
เมื่อสัมผัสเป็นปัจจัย มีมโนสัญเจตนา เราก็อ่านนามรูป ตามรูป 28 แล้วใช้นาม 5 ในการปฏิบัติ มีเวทนาเป็นกรรมฐาน สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ กำหนดหมาย แล้วอ่าน มโนสัญเจตนาที่มี ตัณหา 3 ทำเบื้องต้น ดับกามตัณหาก่อน แล้วเหลือภวตัณหา ดับรูปภพอรูปภพ ก็หมดภพ เป็นวิภวตัณหา มีพลังงานที่ต้องการ หรือปรารถนาที่ไม่มีภพ อาตมาไม่เคยอธิบายวิภวตัณหา ตามที่เขาอธิบายกันทั่วไปว่า (จากวิกิพีเดีย) กามตัณหา คือ ความอยากหรือไม่อยาก ใน สัมผัสทั้ง 5 ภวตัณหา คือ ความอยากทางจิตใจ เมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้ว ไม่ต้องการให้มันเปลี่ยนแปลง วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากทางจิต ความอยากดับสูญ
แต่เราแปลในอโศกนี่ว่า ตัณหา 3 คือ 1. กามตัณหา (ใคร่อยากในกามภพ อันอาศัยรูปภายนอก) 2. ภวตัณหา (ความใคร่อยากได้รูปภพภายใน และอรูปภพ). 3. วิภวตัณหา (อยากได้ความไม่มีภพ หรืออยากพ้นไปจากภพ, หรือปรารถนา สิ่งที่ไม่ใช่ภพเพื่อตน เป็นตัณหาแห่งอุดมการณ์ ที่อาศัยไว้เพื่อดำเนินความดีไปเช่นนั้นเอง) ศึกษาเป็นไปเพื่ออาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ อันน้อมนำไปเพื่อความปลดปล่อย (วิเวกนิสสิตัง วิราคนิสสิตัง นิโรธนิสสิตัง โวสสัคคปริณามิง) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 377)
ส่วนอภิสังขาร 3 เราแปลกันว่า ปุญญาภิสังขาร แปลว่า สังขารปรุงแต่งให้ลดกิเลส อปุญญาภิสังขาร แปลว่า ไม่ต้องปรุงแต่งให้ลดกิเลสอีกแล้ว เพราะหมดกิเลสแล้วหมดบาปแล้ว อเนญชาภิสังขาร แปลว่า ทำความหมดกิเลสให้แข็งแรงตั้งมั่น รักษาผลเป็นอนุรักขณาปธาน อภิสังขาร คือสังขารอย่างวิเศษอย่างยิ่ง ก็ต้องเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แปลวนไปว่า ปุญญาภิสังขาร คือสังขารเป็นบุญ ส่วนอปุญญาภิสังขารคือสังขารเป็นบาป กลับไปกลับมาแค่นี้ เอามาจากอรรถกถาจารย์ ซึ่งหลายอย่าง ท่านก็อธิบายดี ที่มันไม่ได้มีในพระไตรปิฎก มากกว่าในพระไตรปิฎก ก็เป็นประโยชน์หลายอย่าง ก็ดี เช่น นิยามชีวิต 5 ประการ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม อันนี้ไม่มีในพระไตรปิฎก แต่เอามาจากอรรถกถาจารย์ ในวิสุทธิมรรค ของท่านพุทธโฆษาจารย์ อาตมาอ่านแล้วก็รู้ว่า นี่เป็นของพระพุทธเจ้า ต่อให้สาวกไหน ก็บัญญัติเองไม่ได้ แต่ต้องรับฟังมาจากพระพุทธเจ้า อาตมาขยายความนิยาม 5 ถึงขนาดเอาภาษาฟิสิกส์มาใส่ อุตุ คือพลังงานที่มีแค่ รูป กับ สังขาร ไม่มีใครกล้าอธิบายว่า มีสองอย่างแค่นี้ อุตุนี้อย่างอื่นทำให้มันสังขารเป็นรูป มันไม่มีอัตโนมัติของสัญญา ไม่มีเวทนา พีชนิยาม มีรูป สัญญา สังขาร มี ish ผู้ที่เป็นเวไนยสัตว์ จึงเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า เข้าถึงธรรมนิยาม แยกโลกียธรรม แยกโลกุตรธรรมออก ไม่ใช่แยกแค่กุศลอกุศล เท่านั้น แต่แยกโลกียธรรม กับโลกุตรธรรมได้ด้วย ส่วนอเวไนยสัตว์เรียนไม่ได้ ในธรรมนิยาม 5 นี้ ตัวหลักก็คือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ส่วนกรรมนิยาม ธรรมนิยามเป็นตัวขยาย ผู้ที่เป็นเวไนยสัตว์ เป็นสัตบุรุษเป็นอริยบุคคล จึงจัดการกรรมได้ สุกตทุกฏานัง กัมมานัง ผลังวิปาโก สามารถทำกรรม ให้ลดกิเลสได้ เพราะว่าจะเกิดผลดีชั่ว ก็จากกรรม จะฆ่ากิเลสก็ต้องปฏิบัติกรรม จะได้กุศลแค่โลกียก็อยู่ที่กรรม จะกำจัดกิเลสเป็นโลกุตระ ก็อยู่ที่กรรม ในทิฏฐิ 10 ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง ข้อสามคือ สุกตทุกฏานัง กัมมานัง ผลังวิปาโก ทำได้ก็จะแยก ปโรโลโก อยังโลโกได้ แยกโลกียะโลกุตระได้ เหตุที่ทำให้เกิดโลกีย์ ก็แยกได้ ต้องรู้มโนปวิจาร 18 คือพฤติกรรมของจิต ที่มันเป็นชาวปุถุชน ชาวโลกีย์ เคหสิตเวทนา สามารถรู้จักความต่าง ลิงค หรือเพศ ความต่างเป็นโลกุตระ สามารถปฏิบัติเป็นเนกขัมมะ ทำกิเลสออกได้ ทำ กาม พยาบาทออกได้ เราจับจิตได้เป็นเนกขัมมะ อ่านเข้าใจความหมาย แล้วเอาไปปฏิบัติ แยก เคหสิตเวทนา แยกเนกขัมสิตเวทนาออกได้ ทำให้กิเลสออกไปจากจิตได้ เนกขัมมะได้ ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนาญาณ จะต้องรู้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม กาย เวทนา จิต ธรรมนี้ เป็นปฏิสัมพันธ์กันอยู่ ในกายเป็นองค์รวม ในกายก็มีเวทนา ในเวทนาก็แยกหาจิต รู้จักจิตที่เป็นสราคะ สโทสะ สโมหะ กำจัดกิเลส ทำได้ก็เป็น สุกตทุกฏานัง กัมมานัง ผลังวิปาโก ทำได้ก็เป็นปรโลก ซึ่งแบบเทวนิยมเขาว่า ปรโลกคือโลกหลังตาย แต่ของ อเทวนิยม ปรโลกคือโลกโลกุตระ คือโลกใหม่ ที่เราสามารถออกจากโลกเก่า (อยังโลโก) คือโลกโลกียะ ไม่ใช่โลกหน้าหลังตายที่เราไม่สามารถรู้ได้ มันต้อง เอหิปัสสิโก ยืนยันได้เชื้อเชิญให้มาดูได้ ว่าโลกหน้าคืออย่างนี้ ไม่ใช่ตายแล้วจะไปดูได้อย่างไร ต้องตายไปด้วยกันหรือ จึงพิสูจน์ได้ แต่นี่เราพิสูจน์นรกสวรรค์ อย่างเห็นๆ ตอนเป็นๆได้เลย อกาลิโก ไม่ใช่เอากาละที่ตายไป เอหิปัสสิโก คือ เห็นกันได้ ยืนยันกันได้เดี๋ยวนี้ โลกนี้โลกหน้าแล้วสามารถแยกมาตาปิตา รู้จักความเป็นแม่ ความเป็นพ่อ รู้จักสัตว์โอปปาติกะ คุณจะต้องเข้าใจว่า จิตวิญญาณที่เป็น สัตว์โอปปาติกะ อย่างนี้เป็นสัตว์นรก อย่างนี้เป็นเทพ เป็นเทวดาสมมุติ โลกียะ อย่างนี้เป็นเทวดาโลกุตระ เป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพ เราจะค่อยๆรู้อาการของสัตว์นรก เป็นสัตว์ทางนามธรรม ไม่ใช่สัตว์เป็นตัวตนบุคคลเราเขา ในเจโตปริยญาณ แปลกันว่า ปรสัตตานัง ปรปุคคลานัง เขาแปลไปว่า ไปรู้จิตใจสัตว์อื่น คนอื่น แต่ที่จริงรู้สัตว์อื่น เช่นเราเอง เราเป็นสัตว์นรกอยู่ แล้วเราก็ทำให้สัตว์นรกนี้ ที่เป็นสัตว์ปุถุชน
591220_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จากสังโยชน์ถึงวิโมกข์ 8