พ่อครูผู้มีสูงและต่ำในตน 2 ใน 1 และ 1 ใน 2 ในตน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข18 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

พ่อครูผู้มีสูงและต่ำในตน 2 ใน 1 และ 1 ใน 2 ในตน พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นเมื่อรู้จักปัญญา เมื่อมีปัญญา ปัญญารู้โลกุตระ เพราะฉะนั้นก็จะใช้ปัญญาหรือใช้ความรู้ที่เป็นโลกุตระนี่แหละ ที่มันเป็นคุณค่าวิเศษ มันเห็นว่า เป็นความรู้ที่สุดยอดแล้ว เพราะฉะนั้นมันจะฉลาดพอ ฉลาดพอในสิ่งที่ควรเลิกควรละ ควรเป็นควรมีมาตามลำดับ โสดาบันก็จะรู้ว่าควรเลิกควรละ ไม่ต้องไปติดไปยึด ไม่ต้องไปติดสุขไม่ต้องไปติดทุกข์กับมัน จะต้องมีมันจะต้องสัมผัสเกี่ยวข้อง อย่างสมัยก่อนนี้อาตมาตั้งแต่เด็ก โอ้โห.. ทำงานส่งหนังสือพิมพ์ รับมา ส่งหนังสือพิมพ์เสร็จก็แวะกินข้าวที่ราชวัตร มีร้านข้าวต้มกุ๊ยอยู่ที่ราชวัตร อาตมาก็แวะเข้า ไม่ต้องไปสั่งอะไร พอเขาเห็นหน้าอาตมาปั๊บ เขาก็เอาแกงมะระสด ใส่เครื่องในไก่ แกงจืดน้ำใส มะระกับเครื่องในไก่แล้วก็ข้าวมา แล้วก็น้ำปลาพริกมะนาวมา อาตมาก็กินอย่างนั้นทุกวัน จนไม่ต้องสั่ง เดินเข้ามาร้านปั๊บ เห็นหน้ากัน เขาก็ทำมาเลย อาตมาก็กินแต่อยู่อย่างนี้แหละ แล้ววันนี้ก็พอดีมีมะระมาโชว์ อาตมาก็เลยเอามาหยิบพูดถึงความเป็นมีอาชีพชีวิต ยังชีพยังชีวิตมาง่ายๆ อาตมาก็ในความมีชีวิต ต้องต่อสู้กับชีวิตไป หาสตางค์เรียนหนังสือเอง ที่จริงอาตมาไม่เคยน้อยใจไม่เคยรู้สึกต่ำต้อยเลยนะ ที่ทำงานอย่างนั้นน่ะ และเราก็ทำงานและก็เลี้ยงชีวิตตน เรียนหนังสือหนังหาไป จนกระทั่งพอได้ทำงานอื่น นอกจากจะถีบรถส่งหนังสือพิมพ์ เอาหนังสือพวกนี้ไปวางขายได้เปอร์เซ็นต์ได้อะไรด้วย พอได้เงินได้ทองเลี้ยงตัวเองเรียนหนังสือมา จนกระทั่งได้มาออกโทรทัศน์ มีลำไพ่จากรายได้จากโทรทัศน์บ้าง จนกระทั่งได้สอนหนังสือ ตั้งแต่เป็นนักเรียนอยู่ก็ไปสอนหนังสือ ได้สอนหนังสือได้ลำไพ่ได้เงินทองพอเลี้ยงชีพก็เลยค่อยๆเบาทางด้านทำงานขี่จักรยานส่งหนังสือพิมพ์ไป ได

อ่านต่อ

้ทำโน่นทำนี่อะไรไปเองอีก แต่งเพลงอะไรไปมีรายได้ จากการเขียนหนังสือหนังหาอะไรไป มันก็เลี้ยงตนมารอด ไม่ได้ไปทำชั่วอะไร ไม่ได้ไปมอมเมาคนด้วย ไม่ได้ไปพามอมเมา ขอทิ้งไว้ในเรื่องความมอมเมา อย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่มี จนกระทั่งเรียนหนังสือมา จบมาทำงาน ทำงานไม่ได้เคยวิ่งเต้นหางานทำ เข้าโทรทัศน์ เข้ายากนะไม่ได้เข้าง่าย เข้าไปเป็นพนักงาน ไปเป็นคนจัดรายการได้มีรายการของตัวเองมันไม่ง่าย โทรทัศน์แต่ก่อนมันมีแค่ 2 ช่อง อาตมาเข้าไปทำงานนั้น มีช่องที่ 2 หรือยังไม่รู้ ดูเหมือนจะยัง เพราะอาตมาไปเข้าตั้งแต่พ.ศ.ที่ช่อง 5 ช่อง 7 ของทหารเขา …เกิดกันหรือยัง.. อาตมาเข้าทำงานที่โทรทัศน์ทำตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่ตั้งแต่พ.ศ 2498 เปิดโทรทัศน์ช่อง 4 เดือนมิถุนายน สถานีโทรทัศน์ ของประเทศไทยแห่งแรกคือช่อง 4 เกิด อาตมาสมัครก็ได้ไปทำงานโทรทัศน์ หาลำไพ่ตั้งแต่ปลายปี 98 แล้วก็ทำมีลำไพ่มาเรื่อยๆ จนกระทั่งผู้ใหญ่ในนั้นคือ คุณจำนงค์ รังสิกุล หัวหน้าฝ่ายจัดรายการ ก็ยอมรับในความรู้ในฝีมือในความสามารถที่จะทำงานโทรทัศน์จัดรายการได้ จึงอยู่ฝ่ายจัดรายการได้ แล้วอาตมาก็จะไปจัดรายการทำงานทางโทรทัศน์หาลำไพ่มาจนกระทั่งเรียนจบแล้ว ตอนสมัครก็ไปบอกคุณจำนงค์ว่า จบแล้วจบเพาะช่าง เขาก็บอกว่าทำงานที่นี่ไหมล่ะจะทำงานก็เขียนใบสมัครเท่านั้นเอง เขียนใบสมัครเข้าไปทำงานเลย เพราะทำงานอยู่แล้วรายการก็มีอยู่แล้วก็ทำต่อไปเลย ก็เป็นพนักงานบริษัทไทยโทรทัศน์ โดยไม่ได้เข้ายากเข้าเย็นอะไร แต่คนอื่นเขาเข้ายากเย็นมากเพราะมีโทรทัศน์ช่องแรกของประเทศไทยอยู่ช่องเดียว เท่ห์โก้ ยิ่งได้ออกรายการจัดรายการโผล่หน้ามาแสดงตัว เขาเรียกกันดารงดารา อะไรก็แล้วแต่ มันก็โอ้โห..เท่ห์เสียไม่มี แต่อาตมานี่ทำงานโทรทัศน์ทำสารพัด ทำงานรายการที่คนเขาไม่ค่อยทำ รายได้ค่ารายการถูกมาก อาตมาค่าตัว 80 พวกคนที่ทำรายการค่าตัวของเขาร้อย 120 ค่าตัวของดารา 150 ของอาตมา 80 แต่ของอาตมา คุณทำ 80 เราทำ 2 รายการก็ได้ 160 วะ อ้าวจริง เพราะอาตมาทำรายการเยอะและอาตมาไม่เคยด้อยกว่าดาราเด่นๆ ดาราเด่นๆไม่ได้เท่าอาตมาหรอก ไม่ได้เท่าจริงๆ ดาราดังๆรุ่นเดียวกัน อาตมาขี่รถติดแอร์คันแรกของประเทศไทย ก่อนใครหมดเลยก่อนเพื่อน ก่อนดาราไหนหมดเลย (มีภาพ insert คันนี้เป็นชบาบานเรียกว่าเสือทะยานชน มันชนแหลกหน้าบู้หน้าบี้ ไม่เคยซ่อม ไม่ซ่อม ตั้งตัวเท่มีหมวกโคบานใส่เปิดประทุน ) เราก็เท่ไปอีกแบบ มีรถฟอร์ดคันที่ดีมอนสเตทเลยเรียกว่า Ford corsair ใหม่รุ่นใหม่ เป็นรถรุ่นนำหน้ากระบวนการแล้วก็ติดแอร์ แอร์มันไม่ได้ติดมาในตัวของรถนะ เป็นแอร์ต่างหาก เราก็ใส่ติดแอร์ มันยังไม่ Complete ไดนาโมของรถมันก็ชาร์จไม่พอ รอบไม่ถึงอะไรต่างๆนานา แต่ก็ติดแอร์ เป็นรถติดอยู่กลางถนน รอบมันไม่พอ เครื่องก็ดับตายเข็นกันอยู่กลางถนนบ่อย โอ้โห..โก้มากใหม่มาก คนอื่นเขาไม่ได้ติดแอร์ เราติดแอร์แล้วก็เพิ่งมาใหม่ๆ แต่ต้องเข็นกลางตลาดกลางถนน อันนี้เรื่องจริงนะอาตมาไม่ได้พูดเล่น อาตมานี่อายุยัง 20 กว่า 30 ตอนนั้นยัง 30 หรือยังไม่รู้ขี่รถคอแซร์ติดแอร์คันแรก ของประเทศไทย ของบริษัทแองโกลไทย ซึ่งคนอื่นยังไม่มีจริงๆเป็นครั้งแรก แต่ไม่มีใครทำสถิติไว้ อาจจะมีคนทำสถิติแต่ไม่เปิดเผยออกมา ถ้าเปิดเผยออกมา อาตมานี่แหละ เพราะอยู่ในประเทศไทยเราก็รู้บริษัทรถยนต์มีอย่างโน้นอย่าง ไอ้นี่มันรถ Ford corsair บริษัท แองโกลไทย.. ก็อย่างนี้แหละ ดูๆแล้วมันก็รู้สึกว่า มันนำหน้าอยู่เหมือนกันนะ นำหน้าโลก แต่เรื่องประหลาด มันจะวัดสูงก็ไม่สูง แต่ว่าต่ำก็ไม่ต่ำมันยังไงไม่รู้ อาตมานี้เป็นคนมีสูงมีต่ำอยู่ในตัว มันเป็นคน สองในหนึ่ง หนึ่งในสอง ซึ่งคำว่า 2 ใน 1 1 ใน 2 นี้เป็นสุดยอดความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแล้ว 2 คือ รูปนาม ปรุงแต่งกันขึ้น ถ้ารู้ก็เรียกว่า อายตนะ ถ้าไม่รู้ก็เรียกว่า สังขารมันปรุงแต่งกันเป็นสังขาร คนไม่รู้ก็อวิชชา พอมีวิชชาก็รู้ว่าสังขารนี้มันก็คือธาตุรู้ตัวสำคัญเป็นประธาน มันปรุงแต่งกับเหตุปัจจัยดินน้ำไฟลมสังขารร่างกายก็มีวิญญาณเป็นเจ้าของ วิญญาณเป็นธาตุ 2 ธาตุรูปนามปรุงแต่งกันขึ้นเรียกว่าอายตนะ อ้อ อายตนะนี้ก็แยกไปเป็นมันต้องมีผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะไม่เกิดอายตนะ รูปไม่มีนามไม่มีรู้ นามไม่มีรูปสัมผัสกัน ก็ไม่มีรู้ รู้อยู่ในตัวเองอยู่ในภพภูมิที่ไม่มีใครรู้เรื่องด้วย ถ้ามีผัสสะก็รู้เรื่องด้วยรู้จักสิ่งที่สัมผัสเกี่ยวข้อง เกี่ยวข้องกับคนอื่นที่มีสัมผัสเหมือนกันกับเรา เช่นไอ้นี้มะระนะ ภาษาไทยเรียกว่ามะระ ภาษาอะไรอื่นอัตโนมัติไม่รู้ ภาษาเจ๊กเขาเรียกอะไร ภาษาจีนเขาเรียกอะไร ภาษาอังกฤษเขาเรียกอะไรไม่รู้ รู้แต่ภาษาไทย มีประโยชน์มีโทษอะไรก็ว่ากันไป ก็ขยายความออกไป จนกระทั่งชอบหรือชัง สุขหรือทุกข์เป็นเวทนา เพราะฉะนั้นความเป็นเวทนานี้จึงเป็นแกนหลัก เป็นกรรมฐาน เรียนรู้กรรมฐาน กรรมฐานที่จะต้องเรียนก็คือ เวทนาในเวทนา แยกเป็น 108 แยกเป็นมโนปวิจาร 18 แล้วก็ทำให้ มโนปวิจาร เป็นความฉลาดปัญญา รู้จักเหตุปัจจัยที่มันเป็นกิเลสปรุงแต่งแล้วเอามันออกเอามันออกจนหมดได้ จนสะอาดสะอ้านเลย มโนปวิจาร ทำได้ทุกเหตุปัจจัยที่เป็นความจริงเมื่อกระทบสัมผัส เป็นปัจจุบันชาติ กิเลสเกิดตัวจริง ถ้ามีตากระทบรูป ก็เป็นของจริงเป็นความจริง ถ้าไปนั่งหลับตาไม่มีความจริง มีแต่อดีตกับอนาคตไม่มีปัจจุบัน ปัจจุบันเท่านั้นเป็นความจริง เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะดับกิเลสก็ต้องดับกิเลสที่มันเกิดสัมผัสแล้วมันเกิดกิเลสจริงๆ ไปหลับตาแล้วมันเป็นแต่อดีตกับอนาคต แล้วก็นึกว่าเป็นกิเลส มันมีแต่ความจำ มันไม่มีความจริง มีแต่ความจำในอดีต เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่พฤติกรรมที่เรียกว่าวิจาระของมโน ที่เป็นปัจจุบันเป็นความจริง มันไม่มีพฤติกรรมของอาการของกิเลสจริง มันต้องมีผัสสะ มันต้องมีปัจจุบันชาติ จึงจะเกิดพฤติกรรมของจิต ของวิจาระ เกิดจริงๆแล้วก็จับตัวจริงนี้มาเรียนรู้แยกวิเคราะห์ ธัมมวิจัย เห็นตัวกิเลสได้ มีความรู้เจโตปริญาณ 16 ว่าอย่างนี้เรียกว่าราคะ อย่างนี้เรียกว่าเรียกว่า โมหะ ทำยังไงมันจะลดราคะ ลดโทสะ ลดโมหะเรียกว่า วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ทำยังไง อ๊อ ทำอย่างนี้ทำอย่างนี้ทางนี้ลดลงได้อย่างนี้ ตระกูลศรัทธาก็เป็น สังขิตฺตํจิตตํ ลดลงไปได้ แต่ก็ยังตีไม่แตก แข็งเป็นก้อนยังทื่ออยู่ พอฝ่ายสายฟุ้งซ่าน สายปัญญาก็เป็น วิกขิตฺตํจิตตํ ของใครของมันก็ทำให้มันเจริญให้ได้ให้เรียนรู้กิเลสตามตระกูลของตนเอง ศรัทธาก็ตามปัญญาก็ตามพระพุทธเจ้าก็ชัดเจนว่าคนมี 2 ตระกูล อย่างนี้ ก็เรียนรู้ของตนของตน เมื่อทำให้มันเจริญได้ก็เป็น มหัคตะ ทำให้เจริญยังไม่ได้ก็เป็น อมหัคตะ ทำให้รู้จักกิเลส ตีแตกกิเลสตัดกิเลสให้ได้ฟุ้งซ่านก็ดับกิเลสอย่างฟุ้งซ่าน อย่างพวก ถีนมิทธะพวกเกาะแน่น กิเลสก็รู้ได้ยากตามประสาของ ถีนมิทธะ หรือ สังขิตฺตํจิตตํ ถ้าสามารถลดกิเลสไปตามลำดับ รู้กิเลสด้วยปัญญาอันยิ่ง ปัญญาเป็นธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่มีพลังมีฤทธิ์ ในตนเองเรียกว่ามโนมยิทธิ มโน คือจิตนี่แหละ บวก อิทธิ มโน แล้วก็มยัง ตนเอง มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ มีเดชในปัญญาหรือญาณเป็นวิปัสสนาญาณ เป็นอย่างที่รู้ที่เห็นของจริงต้องสัมผัสมี วิปัสสนา รู้ความจริงของความเป็นจริงแยกกิเลสออกได้ แล้วก็เกิดปัญญาจริงเรียกว่าญาณ ญาณ เกิด จริงนี่แหละมันมีฤทธิ์มีเดชทำให้กิเลสกลัว กิเลสนี่กลัวพลังงานเรียกว่าปัญญาหรือญาณ กิเลสนี่มันกลัว พระพุทธเจ้าถึงชี้หน้ากิเลสและกิเลสมันก็หายไป พระพุทธเจ้าเป็นคนที่มีวิชชาหรืออย่างยิ่งใหญ่ที่สุด กิเลสมันไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะฉะนั้น คนที่มีปัญญามากๆก็จึงมีอำนาจเพิ่มขึ้นมีอิทธิวิธญาณ จาก มโนมยิทธิ ก็เป็น อิทธิวิธญาณ หรือหลากหลายวิธี แต่ว่าหลากหลายวาไรตี้ ไดเวอร์ซิตี้ มันหลากหลายเยอะขึ้นเรียกว่า อิทธิวิธญาณ ญาณที่มีมโนมยิทธิมากขึ้นจนละเอียดไปเป็นโสตทิพย์ นี่อธิบายวิปัสสนาญาณ 8 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนเป็นโสตทิพย์ คือรู้ได้ละเอียดได้ไกล รู้ได้ยากแต่รู้ได้ มีญาณที่จะรู้ได้ละเอียดได้มาก รู้ได้ลึก รู้ได้ไกล รู้ได้กว้าง ในสิ่งที่มันรู้ยากก็รู้ได้ง่ายขึ้นด้วยความเป็นโสตทิพย์ ทิพย์ มันคือ มันเจริญ มันรู้ได้มากรู้ได้ละเอียด เจริญอะไร ก็เจริญโดยสูตรของเจโตปริยญาณ 16 คือ 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ เหนือความรู้ของสามัญ เป็นจิตที่เป็นโลกุตตระเป็นจิตที่เหนือกว่าโลกสามัญแล้วมันก็ดีขึ้น จะดีกว่านี้ยังมีอีก) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) อาตมาอธิบายอย่างเอาสภาวะมาอธิบาย ไม่ได้อธิบายอย่างตำราอย่างพยัญชนะที่เขาเรียนแต่มันก็ชี้สภาวะไม่ผิดหรอก ยืนยันว่าอาตมาก็อธิบายเป็นสภาวะที่ถูกต้อง ใครเคยฟังแล้วฟังเข้าใจก็จะเห็นว่าอธิบายอย่างเก่านั่น แต่มันอาจจะมีพยัญชนะต่างๆที่มันมีประกอบต่างกันไปบ้าง แต่ขยายความเป็นสภาวะแท้ ตรงหมด ผู้สามารถทำได้ถึงขั้นจิตหลุดพ้นจากกิเลสเป็นวิมุตแล้วก็ตกผลึกๆ มีจิตตั้งมั่นเรียกว่า สมาหิตะ คือ ความเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า ความตั้งมั่นของจิตพระพุทธเจ้า ซึ่งคำว่าสมาธินั่นแหละ เป็นคำเก่าแต่มันเพี้ยนไปเหมือนคำว่าปัญญาของพระพุทธเจ้า สมาหิตะ สมาธิของพระพุทธเจ้าก็เคยใช้แต่มันเพี้ยนไปท่านก็เลยตั้งใหม่ว่า สมาหิตะ เสร็จแล้วผู้ที่สามารถทำให้เป็นจิตตั้งมั่นเพราะจิตมันหลุดพ้นจากกิเลสตั้งมั่นได้อย่างถาวร นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นตัวประธาน เป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นตัวเจตสิกตัวสำคัญตัวสุดท้ายของฌาน 4 อุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา หรือขยายมากกว่านั้นก็ได้ ปริสุทเธ ปริโยทาเต มุทุภูเต กัมมนิเย ถีเต อเนญชัปปัตเต มีจิตตั้งมั่นจิตไม่หวั่นไหวก็ขยายได้ ผู้ที่ไม่ได้ติดยึดในพยัญชนะ จะบอกว่าพูดพยัญชนะไม่เหมือนอาจารย์เราก็ได้ จะต่างกันก็ได้ อาตมาขยายความได้พอรู้บาลีบ้าง พอรู้ความหมายของบาลี บ้างก็เอามาสื่อพยัญชนะเอามาสื่อ ใช้พยัญชนะสื่อสภาวะ ถ้าไม่มีพยัญชนะสื่อมันก็เลยไม่รู้จะรู้ร่วมกันได้อย่างไร มันต้องมี อธิวจนสัมผัสโส มันถึงจะรู้ร่วมกันได้ถ้ามีแต่ ปฏิฆสัมผัสโส สัมผัสของตัวเองมีอยู่ข้างใน รู้เองอยู่ข้างในคนเดียวไม่มีพยัญชนะออกมาสื่อ พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก สื่อกันไม่ได้เลย รู้ของใครของมัน ต้องอาศัย เพราะฉะนั้น ปฏิฆสัมผัสโส ต้องอาศัย อธิวจนสัมผัสโสนำมาสื่อถึงผู้คนนั้นแล้วก็เรียนรู้จากพยัญชนะเป็นตัวสื่อไปหาสภาวะ แล้วก็แก้ไขสภาวธรรมจิตเจตสิกต่างๆ ผู้ที่สามารถมีจิตที่เป็นตัวตั้ง เป็นประธาน ทำจิตให้สะอาดได้จากกิเลส คนนั้นก็อยู่กับโลกอยู่กับมนุษย์อยู่กับสังคม มีพฤติกรรมทางกายวาจาทางใจ ไม่มีกิเลส ไม่มีตัวตนไม่มีความเห็นแก่ตัว รับใช้สังคมเป็นนักการเมืองก็ตาม เป็นนักเศรษฐกิจก็ตาม เป็นนักสังคมก็ตาม เป็นคนที่ไม่มีกิเลส ดีหมด ทำงานเศรษฐกิจก็ดี ทำงานการเมืองก็ดี ทำงานสังคมก็ดี รับใช้ประชาชนดี ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เรียนรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน เรียนรู้อย่างนี้จริงๆ จะมีความรู้มากความรู้น้อยก็ตาม มีทฤษฎีของพระพุทธเจ้า แล้วศึกษา เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ที่มีความรู้แกนหลักพุทธศาสนา ยังเป็นมวลของคุณธรรม เป็นมวลของความรู้ เป็นมวลของศาสนา ตั้งแต่ตั้งประเทศมา คือพุทธศาสนา พระเจ้าแผ่นดินเป็นพุทธมามกะทุกพระองค์ เพราะฉะนั้นเมืองไทยจึงมีศาสนาอื่นๆเข้ามาตีไม่แตก ศาสนาอื่นพยายามเข้ามาแทรกแซงตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช พยายามมาจนกระทั่งบัดนี้ก็ตีไม่แตก พุทธศาสนิกชนก็ตั้ง 90% ขึ้นไปอยู่ตลอด เพราะคนมาตั้งรกรากไม่ใช่จะเป็นศาสนาอื่นมา ปลูกฝังจนกระทั่งกลายเป็นคนไทย แต่ศาสนาอื่นก็ได้อยู่อย่างนั้นแหละ ขยายไม่ออกมากกว่านั้นหรอก เพราะว่ามวลพุทธศาสนิกชนมันก็มีอัตราการก้าวหน้าแบบพุทธ ศาสนาอื่น อาตมาไม่ต้องกล่าวนาม เขาก็พยายาม ขอเป็นรกรากเป็นคนไทยไปแล้วแต่ก็ขยายไม่ทัน อัตราการก้าวหน้ามวลของชาวพุทธมีก้าวหน้ากว่าเพราะมีมวลมากกว่า เพราะฉะนั้นศาสนาอื่นยังมียังไงก็ก้าวไม่ทันเพราะศาสนาพุทธไม่เสื่อม มันมีฤทธิ์ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เพราะฉะนั้นการเมืองก็จึงเป็นการเมืองของพุทธ โลกุตตระจะเสื่อมลงก็ตาม ก็ยังมีเชื้อของโลกุตระ แล้วยิ่งในยุคนี้ มีพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นโพธิสัตว์ รัชกาลที่ 9 เข้ามาสถาปนา แล้วอาตมาก็ร่วมมาด้วยสถาปนา ในหลวง ร. 9 ทรงงานทางรูปธรรม อาตมาก็ทำทางนามธรรม เกิดอยู่ในสังคม อาตมาพูดนี้พูดอย่างไม่ได้ละอาย ไม่ได้เกรงใจ ไม่ได้กลัวใครจะว่าผิด ขอยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่จริง เกิดจริงเป็นจริง ก็ต้องมีอย่างนี้อยู่ในประเทศไทย เป็น Born To Be ไม่ได้พูดเล่น ต้องเกิดต้องเป็นอย่างนี้ มันจึงมีของจริงที่เป็นโลกุตระที่เกิดขึ้น คนก็ได้อานิสงส์ ได้รับความรู้อันนี้โดยปริยาย ตั้งใจเอาก็ยิ่งได้มาก ยังไม่ตั้งใจเอาก็ไม่เป็นไร มันก็จะต้องมีการออสโมซิสอยู่ในนี้ จนมีพฤติการณ์พฤติกรรมของการเป็นการเมือง เป็นเศรษฐกิจหรือเป็นเรื่องของสังคมก็ตาม เกิดจริงเป็นจริงอยู่ในมนุษยชาติคนไทยที่เรียกว่าแบบพุทธ แบบโลกุตระด้วย มันเสื่อมไป 2,500 กว่าปี พอยุค 2,500 กว่าปีมีในหลวงกับอาตมาเกิดมาก็สถาปนากันขึ้นใหม่ 660217 อาหาราธิปไตย สร้างอายะ 3 ด้วยอาหาราวุธ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน