วิสัยทัศน์การเมืองแบบโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข18 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

วิสัยทัศน์การเมืองแบบโลกุตระ พ่อครูว่า... เดี๋ยวฟังต่อไปจะได้สาธยายเรื่องประชาธิปไตยที่ได้สาธยายมาแล้วยังค้างอยู่ ยังไม่จบที่ร่างๆไว้แล้วก็อธิบายเสริมไปอีกไม่ใช่น้อย จะต่อเลย ที่อาตมาได้อธิบายมาเรื่อยๆว่าเมืองไทยนี่แหละ ยืนยันว่ามีประชาธิปไตยที่เป็นแบบ โดยมี Concept ของพระพุทธเจ้า มีวิสัยทัศน์แบบของพระพุทธเจ้า มีวิสัยทัศน์นี่ที่จริงเขาไม่ได้เรียกว่า Concept หรอก เขาเรียก Vision เขาไม่เรียก Concept วิสัยทัศน์ของคนที่มีความรู้แบบโลกียะหรือแบบเทวนิยมอย่างปุถุชนหรือคนชาวโลก แม้แต่ชาวทางตะวันตกทางอเมริกาหรือทางเทวนิยมที่ไม่ใช่โลกุตตระเขามีมาแล้ว วิสัยทัศน์ของคนที่เชื่อว่า การเพิ่มตัวเลขของเงินได้คือความเจริญ มันเป็นความประหลาดไหมหรือเป็นเรื่องสามัญ วิสัยทัศน์ของคนทั่วไป ถ้าได้เพิ่มตัวเลขของเงินได้ ถือว่าเป็นความเจริญ เป็นการพัฒนาหรือความพัฒนาก้าวหน้าของสังคมประเทศ เป็นความประหลาดไหม ..ไม่.. เป็นสามัญ เป็นแนวคิดของทุนนิยม หรือโลกียะแน่แท้ ธรรมด๊า ธรรมดา อาตมาเคยเรียนหนังสือสมัยเด็ก ธรรมดาอ่านว่าธรรมดา ใครเคยบ้าง มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องสามัญ มันตรงกันข้ามกันกับวิสัยทัศน์ของโลกุตระ หรือวิสัยทัศน์แบบบุญนิยม แบบโลกุตระ มันตรงกันข้ามคนละทิศเลย หันหลังออกจากกันแล้วเดินกันไปคนละก้าว ห่างกันไปเรื่อยๆ เพราะว่าโลกียะกับโลกุตระมันหันหลังชนกันแล้วเดินตรงไป มันจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเมืองไทยนี่มีโลกุตระ แม้ทุกวันนี้มันจะเสื่อมไปเยอะแล้ว แต่เชื้อมันก็ยังมีหลงเหลือ เหลือหลงอยู่ ยังมี ก็ขอบอกอีกอันหนึ่ง อย่าหมั่นไส้ ยิ่งอาตมาเกิดมาในยุคนี้ด้วย เอาโลกุตระมาสถาปนาลงไปอย่างเจตนา ทำมาแล้ว 50 กว่าปีแล้ว ก็จะต้องลงไปไม่มากก็น้อย จะน้อยก็ช่าง ทำ อาตมาไม่มีทางเลือก ก็ได้ ทีนี้วิ

อ่านต่อ

สัยทัศน์ของคนที่เชื่อกันว่าเพิ่มพฤติกรรม เมื่อกี้นี้วิสัยทัศน์ของคนที่เชื่อว่าเพิ่มตัวเลขของเงินได้ แต่วิสัยทัศน์อีกชนิดหนึ่ง หรือวิชั่นอีกชนิดหนึ่งคือของคนที่เชื่อว่าการเพิ่มพฤติกรรมหรือเพิ่มการลงมือทำงานจริงๆ อันนั้นเอาตัวเลขเป็นเครื่องวัด ตัวเลขของเงินได้ แต่อีกอันหนึ่งไม่กังวลเรื่องเงินได้หรือไม่ได้ อย่างชาวอโศกเราไม่กังวลเรื่องเงินได้ เป็นต้น พวกเราจะฟังแล้วเข้าใจ เราไม่ได้เอาตัวนั้นมาเป็นกังวล ได้หรือไม่ได้เรื่องเงินเรื่องทอง แต่เอาพฤติกรรมหรือการลงมือทำงานจริงๆของคนที่สร้างสรรค์ จนเกิดผลผลิตได้ขึ้นมา ไอ้นั่นมันได้ ไม่มีอาการลงมือทำงานจริงๆเลยแล้วก็เพิ่มผลผลิตขึ้นมาให้ได้จริงๆเลย จนกระทั่งได้อาศัยใช้สอยกินอยู่กัน จริงจังแน่แท้เลยนี่ อย่างนี้ต่างหากที่คือความเจริญของสังคมมนุษย์ อย่างนี้ต่างหากคือความเจริญของสังคมมนุษย์กันจริงกว่า นี่แหละคือวิสัยทัศน์ของอาตมาก็ตาม Concept ของอาตมาก็ตาม Vision ก็ตาม Concept ก็ตาม Concept คือความเห็นมวลรวมของแต่ละคน เราก็เห็นว่าอย่างนี้จริงกว่า เพราะฉะนั้นการวัด GDP Gross Domestic Product ไปวัด GDP กันที่จำนวนตัวเลขของรายได้ นั่นคือวิสัยทัศน์ชนิดหนึ่ง มันมีภาวะซับซ้อนอยู่ในตัวเลขนั้น คือ การขายอย่างเสียสละ หรือขายอย่างเอาเปรียบ ถ้าขายอย่างเอาเปรียบนี่ เอาเปรียบด้วยดีไม่ดีก็โก่งราคาด้วย ดีไม่มีแถมโกงด้วย แทนที่จะขายราคาตลาดหรือขายต่ำกว่าราคาตลาด แต่ขายโก่งกว่าราคาควรจะเป็น ดีไม่ดีโกงเข้าไปหาเรื่องหลอกอย่างนั้นอย่างนี้ ด้วยความโลภ มันก็จะขายได้ ได้ตัวเลขมา เอามาคุยโม้ว่า GDP เจริญก้าวหน้า เพราะมีตัวเลขของเงินได้ ได้มากเท่าไหร่ก็เอามาโชว์ ๆๆ นั่นก็เป็นการโชว์ชนิดหนึ่ง มีไหม มี แล้วทำกันอยู่ แต่ถ้าอาการวัด GDP คำว่า GDP เหมือนกัน แต่วัด GDP กันที่จำนวนผลผลิตและจำนวนของแรงงานความสามารถที่ลงมือทำและก็สร้างขึ้นมามีผลจริง แล้วก็ขายอีก ขายอย่างเสียสละหรือว่าแจกฟรีด้วย เป็นการสะพัดของนั่นเองเป็นเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์สะพัดของ เสียสละหรือแจก เงินหรือจำนวนของตัวเลขมันก็มีน้อย มันก็ได้เอามาโชว์มาแสดงไม่เหมือนกันใช่ไหม มันก็จะได้น้อยๆ แตกต่างกันไปคนละทิศคนละทางแน่ๆเลย แบบทุนนิยมก็จะมีตัวเลขของเงินมาโชว์ว่าได้มาก ว่าเป็นความเจริญของเศรษฐกิจทุนนิยม ฟังดีๆสับสนไหม ไม่สับสนนะ นั่นน่ะทุนนิยมเขาจะอย่างนั้น แต่บุญนิยมนั้น ไม่มีตัวเลขของเงินมาโชว์ว่าได้มาก กับจะโชว์หรือการแสดงการได้ให้หรือการได้ออกไป เอาออกไปยิ่งไปเสียสละออกไปยิ่งๆ โชว์อันนี้โชว์อย่างนี้ต่างหากว่า เป็นความเจริญพัฒนาของเศรษฐกิจบุญนิยม โชว์กันคนละอย่าง แสดงออกคนละอย่างเพื่อที่จะได้อวดอ้างโชว์ แต่มันมีนัยยะสำคัญซ้อนอยู่คนละแบบกันอยู่ นี่เรียกว่าโชว์ GDP แนวคิด เราจะเอาตัวเลขของเงินทองหรือจะเอาจำนวนผลผลิตแรงงานความสามารถที่เราลงมือทำลงมือสร้างอย่างมีผลผลิตจริง มาเป็นเครื่องวัด มาเป็นเครื่องชี้บ่งกัน ว่าความเจริญพัฒนานั่นน่ะ เอาอย่างไหนกันแน่ ยิ่งได้เอามาให้ตนหรือได้เสียสละออกไปให้ผู้อื่นกันแน่ เป็นการตัดสินความจริงว่าอย่างไรคือความเจริญของคน การพัฒนาสังคม เห็นไหม นี่ก็ศึกษาดีๆ ความจริงที่อาตมาพูดนี้เป็นความจริงของพฤติกรรมของความเข้าใจของความคิด ความเชื่อถือของแต่ละคน โลกียะนั้นก็จะมีวิสัยทัศน์หรือว่ามีความประสงค์ต้องการ Vision นำไป หรือว่าความประสงค์ความต้องการเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้แน่ๆ แตกต่างกันกับโลกุตระ โลกุตระจะมีวิสัยทัศน์หรือมีความประสงค์ความต้องการไปทางที่จะล้างละล้างความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ก็เป็นคนละแนวคิด คนละแนวทางคนละความสำเร็จ เสร็จแล้วปฏิบัติกันไปทำจริงๆประสบผลสำเร็จ ความสำเร็จก็คนละอย่าง ชัดเจนนะ ดังนั้นไม่ว่าจะเรียกพฤติกรรมหรือพฤติภาพ นั้นๆน่ะ พฤติกรรมก็คือการกระทำ พฤติภาพก็คือผลมันออกมา จะออกว่าเป็นเศรษฐกิจ หรือจะเรียกพฤติภาพว่าเป็นการเมืองหรือรัฐศาสตร์ก็ได้ จะเรียกว่าเป็นการกระทำต่อสังคม จะเป็นการเมืองหรือเศรษฐกิจก็เป็นการกระทำต่อสังคมคนละนัยยะสำคัญ คนทั่วไปส่วนมากในโลกก็มีจิตที่เป็นปุถุชน นี่ไม่ได้ไปขี้ตู่ ไม่ได้ไปว่ากล่าวหาเรื่องแต่เป็นจริงใช่ไหม คนส่วนมากทั่วไปสามัญแท้ๆในโลกเขามีจิตเป็นปุถุชน เจ้ามีความรู้และความฉลาดอยู่แต่ในกรอบของโลกียะ ปุชนนี้มีความรู้ความฉลาดอยู่ในกรอบของโลกียะ ยังอยู่ในกรอบของทุนนิยม โลกียะนี้คือชาวทุนนิยมแท้ๆมันยังไม่มี อัญญธาตุ ที่อาตมาได้เอามาอธิบายมาแล้วขยายความมามากมาย มันมีความจริงไหม พวกเราได้เรียนรู้และจะรู้ว่า อัญญธาตุ คือธาตุอะไรคือธาตุของจิตวิญญาณ อัญญธาตุ ที่เป็นธาตุรู้ชนิดใหม่ เป็นธาตุรู้ชนิดอื่น ที่แตกต่างทวนกระแสหรือว่ากลับขั้วกลับข้างกันตรงกันข้ามกันเลยทีเดียวกับของโลกียะของปุถุชนคนละเรื่อง เมื่อความเห็นความเข้าใจความเชื่อมั่น อัญญธาตุ คือทำให้เกิดความเห็นความเข้าใจความเชื่อมั่นเปลี่ยนทิศทางไปเป็นอื่นไปจากเดิมๆ เดิมเป็นปุถุชนเดิมเป็นโลกียะ คิดแต่แบบทุนนิยม ที่นี้มีตัวธาตุรู้ที่มาเข้าใจแบบนี้และเห็นดีเห็นงามแบบนี้ มันก็เปลี่ยนทิศเปลี่ยนทางไป จะว่าแปลกว่าใหม่ จริงๆมันไม่หรอก ทิศทางมันต่างไปเป็นแบบทวนกระแส จากขี้โลภกลับไม่ขี้โลภ มันไม่ใหม่หรอกในมวลมนุษยชาติ ไม่ขี้โลภก็รู้ทั้งนั้นคืออะไร ขี้โลภก็รู้ทั้งนั้น มันเคยผ่านเคยพบมาเคยรู้มาเคยเกิดกับตนเองด้วยซ้ำ ทุกๆคนแหละ แต่จิตมันเห็นดีเห็นงามเห็นชอบไปคนละทิศในแต่ละ กาละ เทศะ ฐานะ เท่านั้น คนจะมีฐานะแตกต่างกันไป เลื่อนฐานะขึ้นหรือต่ำลง ก็เกิดจาก กาละ เทศะ ฐานะ ฐานะของคนที่ตั้งอยู่ในกาละนี้ มันหลงยึดอย่างนี้หรือมันเปลี่ยนไปได้ ถ้ามันยึดอย่างนี้ อยู่อย่างเก่าอย่างเดิม มันก็ไม่มีใหม่ ไม่มีอื่น มันก็วนอยู่ในรสนิยมเดิมคือโลกียะ เก่าๆเดิมๆ แต่ถ้าแม้นว่ามันมีความต่างจากเดิม คือเปลี่ยนเพศ เพศ ก็คือความแตกต่างกัน เปลี่ยนความมีรสนิยมไปจากเดิม คือโลกุตระที่เป็นโลกใหม่ ที่มีปัญญา มาเข้าใจได้ คือมีความรู้ความฉลาดที่เข้าใจทิศทางที่จะเลิก จะละความเป็นตัวตน และก็รู้ว่า การไม่ออกจากตัวตนหรือแถมจะยิ่งเพิ่มพอกความเป็นตัวตนด้วยการเพิ่มความโง่ ความหลงใหลอยู่กับความเป็นตัวตน เสพองค์ประกอบที่ให้เพิ่มตัวตนให้ใหญ่ให้แน่นหนักเข้าไปให้ยิ่งขึ้นด้วยอวิชชา ไม่รู้จริงๆว่า มันก็จะยิ่งมีตัวตน ก็ยิ่งใหญ่ มีตัวตนเป็นที่ยิ่งที่ใหญ่ที่มากที่แน่นที่หนาที่หนักยิ่งๆขึ้น หาที่สุดมิได้เลย ถ้าไม่เกิดความรู้ความฉลาดหรือการเมืองหรือความเป็นไปของสังคม การเมืองคือความเป็นไปของสังคม ไม่รู้ การเมืองหรือความเป็นไปของสังคมมันบอกเรา คนที่มีปฏิภาณปัญญาฉลาดจะรู้ว่าโลกนี้ ความเป็นไปของสังคมหรือว่าการเมืองของสังคม มันเห็นแก่ ในจำนวนคนในสังคมมันเห็นแก่ตัวยิ่งขึ้น หรือมันเห็นแก่ตัวลดลง เราจะมองคนในหมู่กลุ่มแคบ ตั้งแต่ในครอบครัวของเรา มวลมิตรสหายสังคมของเรากว้างขึ้น จนกระทั่งมองกว้างเข้ามาถึงคนในสังคม ประเทศ มันมองได้มันมองออก ถ้ามีปฏิภาณปัญญา มีความสะดุด มีสำนึก มีความนึกคิด ในเรื่องเหล่านี้อย่างนี้ อย่างมามองคนกลุ่มหนึ่งชาวอโศกมีพฤติกรรม มีการแสดงออกจนกระทั่งสามารถรู้ถึงจิตใจ การแสดงออกทางกายวาจานี้สามารถพอจะรู้จริงๆถึงจิตใจ ยิ่งอยู่ร่วมกันนานๆสัมผัสการเป็นอยู่กันนานๆ มันยิ่งจะรู้ว่า อ๋อ คนผู้นี้มีจิตใจ จนกระทั่งมาเป็นกายกรรม วจีกรรม มันไม่เหมือนกันกับสามัญคนส่วนใหญ่ทั่วไปที่เป็นปุถุชนเขาเป็น เพราะฉะนั้นความเป็นไปของพฤติกรรมของคน แล้วก็เป็นมวลสังคมกลุ่มหนึ่งกว้างขึ้นกว้างขึ้น แล้วก็เห็นสิ่งเหล่านี้แหละ ปฏิบัติประพฤติลงไปในสังคมในหมู่กลุ่ม ในมนุษยชาติ จนในประเทศ มันก็เกิดจากคนเป็นสังคมเป็นชาติประเทศ เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็มีคน ประเทศไหนก็มีคน เป็นตัวแสดงพฤติภาพนี้ จากพฤติกรรมของมนุษย์ของมวลมนุษย์แต่ละประเทศแต่ละที่ มาเทียบกัน เอามาเปรียบกัน ก็เอาพฤติกรรมของมนุษยชาติที่ประพฤติอยู่ในเมืองของตน เรียกว่าการเมือง เอามาเปรียบ เอามาเทียบกันแล้วก็เป็นอยู่ ทั้งการกระทำที่มันซ้อนลึก คนกลุ่มนี้ไม่ตะกละตะกลาม ไม่ขี้โลภ ไม่ขี้แย่งชิง ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น พึ่งตนเอง สร้างสรรค์ให้แก่ตนเอง จิตใจมีปฏิภาณปัญญารู้ว่าอะไรคือสาระ อะไรคือสิ่งไร้สาระหรือเป็นสิ่งประโลมโลกเท่านั้น การสร้างอาวุธมาฆ่าคนเป็นความไร้สาระมาก การสร้างความมอมเมา การสร้างเครื่องประเทืองทำให้เมาในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เมาในจิตใจ ประสาทดีๆ เกิดกินธาตุอะไรเข้าไป มันเกิดมึนเมาและสติก็ไม่ดี จะเรียกว่ายาบ้า ยาเมา มันก็เห็นกันอยู่ มันก็รู้ๆกันอยู่ 660217 อาหาราธิปไตย สร้างอายะ 3 ด้วยอาหาราวุธ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน