ความต่างของพระเจ้ากับพระพุทธเจ้าอย่างมีนัยสำคัญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความต่างของพระเจ้ากับพระพุทธเจ้าอย่างมีนัยสำคัญ พ่อครูว่า... คนที่ไม่ได้วิปลาส ไม่ได้มีจิตใจเสื่อมต่ำอะไร ก็ไม่ไปเกี่ยวข้อง คนที่วิปลาสหรือจิตใจไม่สูง มันก็เป็นจริง เข้าไปเกี่ยวไปจนกระทั่งเห็นๆอยู่ในสังคมมันมีทั้งนั้น ยิ่งรู้ว่าเราจะทำให้จิตใจของเราเจริญอย่างไร ศาสนา พระศาสดาแต่ละศาสดา ของศาสนาแต่ละศาสนา ศึกษาเรื่องอย่างนี้ทั้งนั้น อย่างไรเรียกว่าดี ศาสนาพระพุทธเจ้าก็ศึกษา และเอามาสอนมาบอกว่าอย่างนี้ดี นอกจากดีแล้วพระพุทธเจ้าท่านรู้เป็นโลกุตระ เป็นอัญญะอัญญา เป็นเรื่องแตกต่างที่คนส่วนใหญ่ศาสดาทั้งหลายไม่ได้มี คือโลกุตตรธรรม อันมาจาก อัญญธาตุ อันนี้เป็นเรื่องที่พิเศษที่สุด และเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด เพราะความรู้ที่เป็นโลกุตตรธรรม มันสามารถรู้ประธานของความเป็นมนุษย์ ประธานของความเป็นสังคม ประธานของความเป็นประเทศ ประธานของความเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ของสังคมของมวลประเทศ ของมวลชาติประเทศ หรือของมวลมนุษย์โลก สรุปเป็นประธานสิ่งทั้งปวง จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ใหญ่ที่สุดในความเป็นมนุษย์นั้น เทวนิยมเขาสมมุติว่าอยู่ที่พระเจ้า ยู้ฮู พระเจ้าอยู่ที่ไหน พระเจ้า ยู้ฮู พระเจ้า ไม่มีใครเคยพบ เจ้าทุยอยู่ไหน ได้ยินเสียงใครเคยกู่ๆ เรียกหาเจ้าอยู่ๆ หนใด รีบมา พระเจ้าคือเจ้าทุยหรือเปล่า ที่คนเรียกหาอยู่ ทำไมไม่มาสักที ? เพราะฉะนั้นเป็นความเพ้อฝันหรือเปล่า ความจริงไม่ใช่ พระเจ้าก็คือความรู้ความฉลาดที่สุดของพระศาสดาเอง แต่ละพระองค์ แต่ศาสดาเทวนิยมแต่ละพระองค์นั้น ไม่รู้จักความจริงที่พระองค์มีความรู้ความฉลาด ศาสดาทุกพระองค์มีความรู้ความฉลาด และความรู้ความฉลาดที่มีในตนเองนั้น ก็คือของตนเองที่ได้สั่งสมมาตามกรรมวิบาก มันจึงได้ จึงเป็น จึงมี มีความรู้ความฉลาดสูง มากพอจนเอ
อ่านต่อ
ามาพูดกับมนุษยชาติ มนุษยชาติเข้าใจ เห็นดี ศรัทธา มานับถือจนได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง แบบของแต่ละศาสดา พระพุทธเจ้าก็เช่นกัน แต่พระพุทธเจ้านั้นนอกจากจะมีความรู้อย่างศาสดาทั้งหลายรู้ พระพุทธเจ้าก็มีหมด ความรู้ที่เรียกว่าดีชั่ว ที่พระศาสดาของเทวนิยมมีแต่ละพระองค์ พระพุทธเจ้ามีรู้อย่างนั้นรู้หมดเข้าใจทั้งนั้น รู้จนกระทั่งรู้ว่ามีจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง จะเอาให้ดีที่สุดตามแต่ศาสดาแต่ละพระองค์ รู้ของตนเองแต่ละพระองค์ แล้วก็เอามาตรัส เอามาสอนเป็นความรู้ของศาสดาเอามาพูดเอามาสอนให้แก่คน จะเรียกว่าเป็นความตรัสรู้ของศาสดาเทวนิยมแต่ละองค์ก็ได้ ถ้าไม่ติดในพยัญชนะว่าความตรัสรู้เราใช้กับพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นนะ อย่าไปขี้หวงขี้แหนขนาดนั้น จะบอกว่าพระศาสดาแต่ละพระองค์เทวนิยมก็ตรัสรู้ของท่านก็ได้ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นรู้อย่างนั้น ท่านถือว่าเป็นความเจริญและเจริญสูงสุด มีที่ค้างอยู่ จบสูงสุดแล้วก็คือเจริญสูงสุด เป็นความรู้สูงสุดนิรันดร สูงสุดแล้วก็อยู่กับพระเจ้า สูงสุดแล้วก็อยู่กับพระศาสดา พระศาสดาตายแล้วมีความสูงสุดแล้ว ก็ไปอยู่กับพระเจ้า แล้วยังไงต่อ ไม่มีตำราของเทวนิยม มีเท่านี้ก็ปิดตำรา เปิดอีกก็มีจบเท่านี้ ไม่มีต่อ แต่ของพระพุทธเจ้ามีต่อ อย่างของศาสดาเทวนิยมมีหมด ตำราทุกเล่มแบบนี้ มาจบอยู่ที่อยู่กับพระเจ้านิรันดร และแดนพระเจ้าคืออะไร คือแดนสุข แดนของพระเจ้าคือแดนสุข แต่ไม่รู้เรื่องทุกข์หรอก แต่รู้ว่าไม่เอาทุกข์ แต่ไม่ได้ศึกษาทุกข์และไม่รู้เหตุแห่งทุกข์ แล้วจะเลิกทุกข์ได้อย่างไร ศาสดาเทวนิยมทุกองค์ของเทวนิยมไม่มีใครศึกษา ไม่มีใครค้นพบและไม่มีใครมีหลักการหลักวิชา ปฏิบัติจนรู้ทุกข์รู้เหตุแห่งทุกข์แล้วดับทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ เหตุเป็นอิทัปปัจจยตาเท่าไหร่ ตั้งแต่มันโง่อวิชชาแล้วมันปรุงแต่งมาเป็นชีวิตสังขารมีวิญญาณเป็นเจ้าเรือน แล้วก็แยกวิญญาณได้เป็นรูปนาม แล้วมันก็ไปสัมผัสสัมพันธ์กันเป็นอายตนะ โดยมีผัสสะและให้การเกิดสัมผัสสัมพันธ์เป็นอายตนะนั้นๆเกิดความรู้สึกเป็นเวทนา แล้วมันก็หลงสุขเวทนาทุกขเวทนา อยู่ตรงนี้ โดยมีเหตุที่เรียกว่า ตัณหาและอุปาทาน เทวนิยมไม่มีความรู้ในอิทัปปัจจยะตาหรือเหตุนี้เพราะเหตุนี้จึงมีตัวนี้ เพราะเหตุนี้จึงมีตัวนี้ เพราะเหตุนี้จึงมีผลนี้ ศาสดาเทวนิยมไม่มีความรู้ของจิตวิญญาณที่แยกเป็นปฏิจจสมุปบาท จนกระทั่งเกิดภพ เกิดชาติเวียนวนแล้ววนเล่า แต่ไม่รู้ตนเอง เพราะไปอยู่ที่ศาสดาพระเจ้า จบตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว ไม่รู้ว่าจะเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก ต้องเกิดอีกทั้งนั้น แต่ศาสดาเทวนิยม ไม่รู้การเวียนตายเวียนเกิด ไม่รู้กรรมวิบาก ไม่รู้เหตุปัจจัยที่อยู่ในกรรมในวิบากว่า คุณหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ในโลกไม่รู้จักจบนิรันดร มันไม่ได้ค้างอยู่ที่พระเจ้าและก็เป็นสุขอยู่ที่พระเจ้า ไม่มี เดี๋ยวคุณเกิดตรงนั้นแล้ว ที่จริงส่วนมากแล้วเป็นปุถุชน หลงสุขไปทำเหตุแห่งทุกข์ไว้มาก หลงสุขจึงทำเหตุแห่งทุกข์มาบำเรออัตตาตัวเอง ใช่ไหม คุณก็ไปเสพสุขเพราะคุณหลงการเสพสุข คุณจึงไปหาเหตุแล้วก็ไปเบียดเบียนโลก เบียดเบียนตั้งแต่ เอาตั้งแต่มนุษย์ ที่ไปกระทบสัมผัสเกี่ยวข้อง แล้วโง่ไปแย่งสมบัติ วัตถุ โง่ไปแย่งแม้แต่แย่งแผ่นดิน โง่ไปแย่งอำนาจบาทใหญ่ โง่ แย่งทั้งนั้นจะได้เป็นผู้ที่มีมากมีอำนาจ ทุกอย่างเป็นของข้าหมด ข้าจะเอามาเมื่อไหร่ก็ได้ง่ายๆ มันหลงถึงขนาดนั้นขี้โลภ ไม่มีที่สิ้นที่สุด พระพุทธเจ้ามารู้ว่า โอ้ มันไม่จบมันไม่มีที่สิ้นสุด หยุดอยากได้เถอะตั้งแต่ของที่มันต้องลำบากหนักหนาต่างๆ หยุดเถอะความไร้สาระหยุดมาก่อน เพราะฉะนั้นความฉลาดที่รู้จักละเลิกจากสิ่งที่สังขารปรุงแต่งเป็นสังขารโลก ลดลงมาลดลงมา จนกระทั่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า ปัดโธ่เอ๋ย จริงๆแล้วเราไปเที่ยวนึกว่า มันเป็น มันมี ที่จริงแล้วมันเกิดจากสิ่ง 2 สิ่งปรุงแต่งกันขึ้น คือจิตวิญญาณกับอีกสิ่งหนึ่ง แล้วก็รู้ว่าไอ้นี่แหละเป็นตัวตน เป็นเทวดา เป็นเจ้าแห่งความสุข เป็นเจ้าแห่งอำนาจ เป็นเจ้าแห่งสมบัติ เป็นเจ้าแห่งสัมผัส เป็นเจ้าแห่งเวทนา สุขทุกข์ มาจบที่สุขและทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้สุขทุกข์ แล้วก็รู้ว่าสุขทุกข์คือความลวงคือ มายาใหญ่ โธ่เอ๋ย ๆๆ หลอกมานานหนอ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า เจ้ากิเลสเรารู้หัวใจเธอแล้ว หักขั้วหัวใจเธอออกได้หมดแล้ว อย่ามาทำเป็นหลอกให้ฉันเกิดมาเป็นชีวิตที่โง่ๆอย่างนี้เลย ก็เลยรู้จักวิธีการ ดับ หยุดความโง่ หยุดที่จะวนเวียนเกิดมามีชีวิตแสวงสุข เพราะสุขเป็นมายา ทุกข์เป็นมายา พอรู้จบในทุกข์สุขเป็นมายา ดับสุขดับทุกข์ได้ทุกอย่างดับหมดเลย จิตวิญญาณสลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย นี่คือความตรัสรู้ เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใดรู้เหตุ ดับเหตุได้ ก็เหลือจิตวิญญาณสะอาด และเป็นจิตวิญญาณที่สะอาดประเภทที่ กิเลสในโลกรู้ทันหมด มันมีอยู่ในโลกที่เกิดจากสัมผัสกันตั้งแต่ 2 ชิ้น 2 อย่างไปตามจิตวิญญาณโง่กับทุกสิ่ง บางคนชอบกินขี้ ว่าเป็นความสุข พูดให้มันถึงๆน่ะ บางคนชอบกินเศษขยะ เป็นสุขว่าเป็นสุข นอกนั้นก็ชอบ มันจะไม่น่าเกลียดเท่าที่พูดมาตอนต้นเท่าไหร่ก็ตาม มันก็คือสิ่งที่ไปสัมพันธ์กัน เกิดมาเป็นสภาพอย่างนั้น เรียกว่าย่อลงไปที่สัมผัส 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) แล้วก็ยังไปปรุงแต่งกันอยู่ในจิตอีก เป็นอันที่ 6 ที่ไม่มีประมาณ ของแต่ละคน บ้าไปได้อย่างนับไม่ถ้วน ของใครของมันบ้าปรุงแต่งอยู่ 2 อัน ถ้าได้อย่างนี้เป็นอย่างนี้ๆ ถ้ามีอย่างนี้เป็นอย่างนี้ มันเป็นลมๆแล้งๆเป็นเรื่องที่เพ้อเจ้อ เป็นเรื่องที่บอกว่า น่าได้น่ามีน่าเป็น มันเห็นเป็น สุภะ ทั้งๆที่มัน อสุภะ เป็นสิ่งที่ไม่น่าหลงว่ามีเลย ถ้าผู้ใดเห็นว่ามันไม่มี สุภะ มีแต่อสุภะ น่าเกลียดน่าชัง สรุปลงตรงที่ศัพท์ง่ายๆบอกว่า ทุกอย่างมีแต่ขี้ มีแต่อุจจาระ ทุกอย่าง excrement ภาษาง่ายๆเขาเรียกว่า shit ขี้ ทุกอย่างมันลงท้าย มันจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผู้ใดที่มีภูมิปัญญาเห็นว่า ทุกอย่างมันไร้สาระ มันไม่มีอะไร ปรุงแต่งไปลงท้ายมันก็จะมีแต่ของเน่า กลายเป็นขยะเน่า กลายเป็นสิ่งที่เหม็น กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า ขี้เหม็น มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันไม่ได้เป็น สุภะ ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็นอะไร แต่มันก็พยายามปรุงแต่งให้มันสด ให้มันหนัก ให้มันใส ให้มันดูน่าชมไป แต่ลงท้ายมันจะเป็นอย่างนั้น ลงท้ายมันจะเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น เอาอะไรไปหมักดู มันจะเป็นอย่างนั้น แม้แต่ธาตุที่เป็นโลหะ ธาตุที่เป็นอิฐเป็นหินอะไรก็ตาม บดลงไปให้แหลกแล้วเอาไปเจือกับธาตุอื่นๆเข้าไปหมักเข้า มันก็จะกลายเป็นของเน่า ของเหม็น ถ้าเกาะตัวกันเข้าก็เป็นก้อนขี้ทั้งนั้น นี่พูดให้ละเอียดๆ หรือพูดให้แหลกให้ฟังเลย เพราะฉะนั้นเมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความรู้ทางออก ทางออกมันจำนนว่า มันได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว และทางเทวนิยมเขาก็จำนนว่า ดีที่สุดคือสุข ดีที่สุดคือทั้งรู้และฉลาด ให้เป็นพระบุตร เป็นลูกพระเจ้า เพราะลูกพระเจ้านี้คือมนุษย์ พระบุตรคือมนุษย์เกิดมาเป็นคน แต่พระเจ้าหรือพระบุตรก็ยังฉลาดน้อย ไม่รู้ว่าคนนั่นแหละคือคน คนไม่ใช่สิ่งประหลาด แต่พระบุตรถือว่าตัวเองเป็นผู้ประหลาด เป็นลูกพระเจ้าไม่ใช่คนนะ เพราะฉะนั้นพระศาสดาที่เรียกว่าพระบุตร แต่ละองค์ ศาสนิกของเขาไม่ได้นับว่าเขาเป็นคนนะ นับว่าเป็นลูกพระเจ้าเป็นพระบุตร คนไม่มีสิทธิ์เป็นพระบุตร คนแต่ละคนไม่มีสิทธิ์เป็นพระบุตร พระบุตรเป็นลูกพระเจ้า จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนเป็นอย่างพระบุตรไม่ได้ เพราะพระบุตรไม่ใช่คน ดี รู้ ประเสริฐ แต่คนไม่มีสิทธิ์เป็นน่ะ นี่แหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ว่ามันไม่ใช่ คนเป็นได้ในสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่ดีที่สุดที่คนเป็นไปไม่ได้แล้วจะให้อะไรมาเป็น ให้พระเจ้ามาเป็น แล้วไหนล่ะพระเจ้าแสดงตัวหน่อยสิ เขาก็อ้างว่าพระบุตรนี่แหละไงคือลูกพระเจ้าแสดงตัว แล้วแสดงตัวว่าเป็นลูกพระเจ้าแล้วบอกว่าคนเป็นอย่างพระบุตรไม่ได้แล้วมาแสดงทำไม แสดงแล้วก็บอกว่าเป็นอย่างพระบุตรไม่ได้ มีไหมศาสดาที่สอนให้คนเป็นอย่างพระบุตรได้ มีไหม... มี ศาสนาพุทธไง สอนให้คนมาเป็นอย่างพระบุตรได้ พระบุตรเป็นลูกพระเจ้าหรือเป็น DNA ของพระเจ้ามาเกิดได้เลยของพระพุทธเจ้าได้หมดถึงDNAเป็นพระเจ้า _สู่แดนธรรม... จริงๆแล้วผู้แปลพระไตรปิฎกเรียกพระพุทธเจ้าว่าพระผู้มีพระภาค นั่นคือพระผู้เป็นพระเจ้าครับ แปลมาจากคำว่าภควัน ก็คือพระเจ้าโดยตรง พระพุทธเจ้านี้คนแปลจะยกย่องว่าเป็นพระเจ้าเลย พระผู้มีพระภาคคือส่วนหนึ่งของพระเจ้า พ่อครูว่า... ส่วนหนึ่งของพระเจ้าก็คือเทวนิยมอีกนั่นแหละ ก็เอาเถอะจะเข้าใจอย่างไร มันก็เป็นความเข้าใจของคนแต่ละคนที่จะสามารถเข้าใจได้ สรุปแล้วมันเป็นโลกียะกับโลกุตระ เพราะฉะนั้นคนที่สามารถเข้าใจโลกุตระได้ เข้าใจความเป็นโลกุตระกันจริงๆได้ ก็มาศึกษาและก็มาทำให้เกิดให้เป็น โลกุตระจิต จิตใจนี่แหละจะเป็นตัวยืนยัน เป็นตัวแสดงออก เป็นพฤติกรรม เป็นสิ่งที่เกิดที่เป็นที่จริงทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมออกมา อย่างจริงใจ อย่างจริงๆจังๆไม่เสแสร้ง ไม่ได้อยากอวดอยากโอ่ อย่างอาตมานี้ แสดงออกอยู่ตลอดทุกวัน ตั้งแต่มารู้ว่าตัวเองว่าบรรลุธรรมแล้วต้องมาแสดง ตัวเองเป็นผู้บรรลุธรรมแล้ว เป็นผู้จะต้องมาแสดงออกจะต้องมาพูดมาพาทำจะต้องออกมาสอน ก็มาทำ ตั้งแต่วันที่เข้าใจตนเองและก็มาทำงานตั้ง 50 ปียังไม่ตายนี่ เป็นการยืนยันความจริงว่า อาตมามีสิ่งที่รู้จริงเห็นจริง ของตนเองแล้วก็เอามาทำอันนี้ ยืนยันจนกระทั่งมีผู้รู้ผู้ฟัง แล้วก็ปฏิบัติตามจนกระทั่งได้มรรคได้ผล ได้มรรคได้ผลแล้วก็รู้สึกว่า อย่างนี้มันดีนะๆๆ จนกระทั่ง นี่ ไหลมารวมกัน น้ำ น้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน อย่างพวกเราเป็นน้ำมันก็ไหลมารวมกันกับน้ำมัน พวกน้ำก็เยอะแยะไหลมาหาน้ำมันไม่ได้ พวกน้ำมันอย่างชนิดพวกเราเป็นน้ำมันแบบไหน ยิ่งกว่าอ๊อกเทน พระพุทธเจ้าอธิบายความจริงหรือความดีสุดยอด เป็นความดีเป็นความจริงขั้นสุดยอด ผู้ที่มีสิ่งสุดยอดเรียกว่าคนมีปัญญา คำว่าปัญญาอาตมาก็พยายามอธิบาย เป็นความรู้ความฉลาดแบบโลกุตตระ ปัญญามันไม่ใช่ความรู้ความฉลาดที่เป็นโลกียะเท่านั้น จึงเสียหายหมดเลยแต่ก็พยายามพูด มันแก้ไม่กลับแล้วล่ะ กู้ไม่ขึ้น เขาเอาปัญญาไปใช้เสียเละเทะในโลก มันกู้ไม่ขึ้น แต่คนที่ฟังแล้วจะเข้าใจความหมาย เข้าใจสิ่งที่เป็นสาระแท้ว่า จริงๆ ความฉลาดแบบปัญญามันไม่ใช่อย่างที่เขาเข้าใจกันหรอกนะ มันเป็นอย่างที่อาตมาพูด อาตมาอธิบายของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ 660217 อาหาราธิปไตย สร้างอายะ 3 ด้วยอาหาราวุธ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก