ความลึกซึ้งของกายกับชีวะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.58 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

ความลึกซึ้งของกายกับชีวะ _Christ Love คริสต์ เลิฟ ...ทุกคนล้วนเคยเวียนว่ายตายเกิดมาหลากหลาย บางคนรู้ บางคนไม่รู้อดีตตน เราท่านอาจผ่านมาแล้วใน 31 ภูมิ เลี้ยงมันคือความเมตตาธรรม ก็ส่วนหนึ่ง วิบากกรรมร่วม และหรือเจ้ากรรมนายเวร ผูกพันมา แต่ไหนๆก็ส่วนหนึ่ง พ่อแม่ครูบาอาจารย์หลายๆรูป ท่านก็เคยกล่าวบอกไว้ ก็ส่วนหนึ่ง เราชาวพุทธ เราใช้สติไตร่ตรองได้เองครั้บ แต่ผมเชื่อในคำสอน ของพระอริยะหลายๆรูป ที่ดี ที่จริง อย่างตามเหตุตามผล แต่ที่แตกแยกออกไป คือคนเรานี้เอง ว่าจะให้ไปในทิศทางใด ว่าเกิดมาแล้วมีกรรมเดิมติดตัวมา แต่บวกลบแล้ว ได้มาเกิดเป็นคน ส่วนที่เหลือจะชดใช้กรรมเก่า อย่างมีสติมั้ย จะสร้างบุญกุศลแก้ตัวมั้ย หรือจะตอกย้ำ ซ้ำร้ายหนัก,เบาในกรรมชั่วใหม่ๆเพิ่มไปอีกหรือไม่บุญ,กรรมชาติที่แล้ว คือชาตินี้ตัวเราเป็นเกิดมา ชาตินี้ทำบาป,บุญ,ดี,ชั่ว = ตัวกำหนดว่าชาติหน้าจะเป็นอย่างไร ผมไม่วิจารณ์นะครับคลิปนี้ แต่อยากให้ทุกคน ลองตรองดูเอาเองเถิด ว่าอะไร อย่างไร อย่างมีสติ มีเหตุผลมานำประกอบ สาธุครับ. พ่อครูว่า….ดีก็ศึกษากันไป มันลึกซึ้งจนอาตมาเอาภาษากับสภาวะมาแยกแยะให้ฟังตั้งแต่คำว่า กายะ เริ่มตั้งแต่สักกายะ คือสังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายะต้องรู้คือต้องมีความรู้เรื่องกาย ต้องรู้ความเป็นกายกับจิต แยกกายแยกจิตให้ชัดเจน เมื่อใดเป็นการเมื่อใดไม่เป็นกายเป็นอุตุนิยามเมื่อใดไม่เป็นกายแต่ยังมีชีวะแล้วยังอยู่ในตัวเราได้ ไม่ทุกข์ไม่สุขไม่มีบาปไม่มีบุญเป็นพีชนิยาม นี่ต้องรู้สภาพจริงของสิ่งนั้น มันมีอยู่ในตัวเรา เช่นเล็บมันเป็นพีชะ ชีวะ อยู่ในตัวเราแต่ไม่มีบาปไม่มีบุญมันก็อยู่ที่ตัวเรา เล็บข้างในเข้าไปอีก อันนั้นเป็นจิตเป็นชีวะแล้วนะเกินพีชะ แล้ว หรือเมื่อใดเล็บ จะทำให้เป็นอุตุนิยามเมื่อใด ซึ่งเป็นกรรมฐาน

อ่านต่อ

5 ผมขนเล็บฟันหนัง ที่เมื่อมาบวชแล้วจะต้องเรียนรู้เรื่องนี้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ หากไม่เข้าใจถ่องแท้ไม่มีทางบรรลุนิพพานหรอก เพราะทำจิตให้เป็นอุตุให้เป็นพีชะไม่ได้ ก็หมดสิ้นทางที่จะเป็นอรหันต์ คำว่า กาย ไม่ใช่กาย มีชีวะไม่มีชีวะ เป็นพีชะหรือจิต แยกอุตุ พีชะ จิต กาย คำว่า กายมันมีเหลื่อมๆ มันมีชีวะกับไม่มีชีวะ ทุกวันนี้แต่เข้าใจคำว่ากายไม่มีชีวะเลยเป็นเพียงภายนอก กายไม่เกี่ยวกับจิตอะไรอย่างนี้เป็นต้น นี่คือเห็นไหมว่าทิฐิมันผิดแล้ว ถ้าคุณเข้าใจอย่างนั้นคุณจะทำจิตได้อย่างไร ว่า พระอรหันต์ยังไม่ตายแล้วมันมีจิตใจที่เป็นพีชะในตัวเรา แม้แต่บางอย่างมันเป็นอุตุในตัวเรา อย่างเล็บเราตัดออกเมื่อไหร่มันก็เป็นอุตุยังไม่ตัดออกมันก็เป็น พีชะ อย่างขี้ไคล มันอยู่ภายนอกเป็นคราบไคล คุณล้างออกไปคุณก็เฉยๆไม่มีปัญหาอะไร บางอย่างมันอยู่ใกล้ชิดติดเลยแต่มันล้างไม่ออกมันก็เป็นขี้ไคล หรือผิวหนังสิ่งที่ติดชิด ที่อาตมาเคยพูดกับพวกเราว่า น่าคิดนะว่าขี้ไคล มันขี้ของใครติดอยู่กับเรา ที่จริงมันขี้ของเรา ขี้ไคล คือสิ่งที่ต้องชำระ นี่ภาษามันลึกซึ้งแต่มันยังติดอยู่ที่เรา เพราะฉะนั้นใครที่ไม่ออกมันเผลอไปด้วยขี้ไคลเต็มไปเลยก็แล้วไปไม่เอาออก ผู้ที่จะเอาออกก็เอาออก จริงๆมันเป็นของที่ควรจะทิ้งออกไปแล้ว มันเป็นอุตุด้วย เราไม่ต้องอาศัยแล้ว เป็นอบายหรือสิ่งที่ทิ้งไปได้ อย่างนี้เป็นต้น แล้วสิ่งที่จำเป็นต้องอาศัย เราไม่ยึดเป็นเรา แต่ต้องอาศัยแล้วอาศัยได้ด้วยเป็นประโยชน์ด้วยไม่เจ็บไม่ปวดแล้วก็ไม่มีวิบาก อาศัยได้ พีชะ เส้นทางนิพพาน เป็นฐานพระอรหันต์เป็นฐานที่พระพุทธเจ้าสอน คุณจะต้องสร้างจิตลักษณะของพีชะไว้อาศัยให้ได้ ถ้าหากอาศัยไม่ได้คุณไม่ได้เป็นหรอกพระอรหันต์ตัวนี้แหละสำคัญมาก 630619_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าเฉกาเดียรถีย์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน