ความหมายของเทวดา มาร พรหม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.43 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

ความหมายของเทวดา มาร พรหม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก บพรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว พ่อครูว่า...ยุคไหนก็มีความรู้ เทวดา มาร พรหม ก็เป็นเรื่องของเทวนิยมทั้งนั้นที่เขารู้กัน เป็นเรื่องของนิรมาณกาย เป็นการอุปาทานสร้างสิ่งที่เป็นภพภูมิของพรหม ขึ้นมาเอง แม้แต่สวรรค์ สวรรค์ 6 ชั้นก็เป็นภพภูมิ ศาสนาพุทธรู้จักภพภูมิ เทวดา มาร มารมี 4 ขั้น ขีณปิติวิสยะ ขีณนิรยะ ขีณติรัจฉานโยนิ ขีณปิติวิสยะ เทวดาเขาหมายใจว่าเป็นภพสวรรค์ แต่แท้จริงไม่มีภพนรกสวรรค์ แม้แต่พรหม สมมุติก็พูดกันได้ คุณก็มีจริง ติดนรก อยากจะขึ้นเป็นพรหม แต่ปฏิบัติกรรมกิริยาเป็นนรก แต่ใจก็อยากจะเป็นพระพรหมเป็นความบริสุทธิ์ เป็นเทวดา 3 ชั้น 3 อย่าง เทวดาสมมติ เทวดาอุบัติ เทวดาวิสุทธิ คือสมมุติเทพ อุปัติเทพ วิสุทธิเทพ สมมุติเทพอาตมาแปลว่า สมมุติไปเป็นการมีภพของโลกียะธรรมดา อุปัติเทพ คือ เริ่มจะมีภูมิปัญญาเกิดเป็นเสขบุคคล เป็นเทวดาชั้นที่บริสุทธิ์ขึ้น เมื่อถึงวิสุทธิเทพก็คือเป็นพระอรหันต์เป็นเทวดาขั้นพระอรหันต์ สมมุติเทพนั้นแหละรวมหมดโลกียะ ส่วนอุปัติเทพ วิสุทธิเทพ ก็เป็นอริยบุคคลไปเป็นลำดับ อุปัติเทพคือ พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี วิสุทธิเทพก็คือพระอรหันต์ ก็อธิบายกันคนละอย่างกับของเขา ฟังเขาพูดไปพูดมาวิสุทธิเทพก็อยู่ในโลกีย์ เขาก็บอกว่าเทวดาบริสุทธิ์ เพราะว่าเขาไปเข้าใจโลกเทวดาเป็นโลกียไปหมดเลย มันไม่ไป ปโรโลโก เป็นโลกอื่น โลกที่มีอยัง อัญญา อัญญธาตุ ธาตุรู้ที่เป็นธาตุรู้ตัวใหม่ที่ออกจากโลกโลกียะ ออกได้เพราะคุณล้างสิ่งที่เป็นเชื้อโรค เชื้อกิเลส ล้างกำจัดได้จริงนี่เป็นโลกุตระ แต่ในโลกีย์ไม่มีทฤษฎีไม่มีการล้างกิเลสได้ เพราะไม่รู้จักตั้งแต่ตัวที่ 1 คือ กาย เป

อ่านต่อ

็นสังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายะ สักกะ แปลว่าตัวเรา กายคือรูปนาม ไม่รู้จักตัวตนที่เป็นกิเลส สักกายะคือรู้จักตัวตนที่เป็นกิเลสของตัวเอง คุณจะปฏิบัติต้องรู้จักรูปนามหรือจิตวิญญาณ ใช้ศัพท์เรียกมัน มันไม่ได้เป็นจิตวิญญาณจริงเป็นจิตวิญญาณเก๊ แต่พฤติกรรมมันก็เป็นการอยู่ในจิตวิญญาณของเราต้องอ่านตัวนี้ ถ้าอ่านตัวนี้ไม่ออก ไม่พ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายทิฏฐิ ไปไหนไม่รอดหรอก ทุกวันนี้ เขาเข้าใจกายว่าเป็นวัตถุอย่างเดียว ไม่มีจิตเข้าไปร่วมเลย นั่นแหละไปไม่รอดแล้วผิดแล้วไปไม่ได้ โลกเทวโลกของมารโลกของพรหมไปไม่ออก เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านทรงรู้ชัดเจน อาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็เอามาขยายความให้ฟัง อาตมาก็ให้พวกคุณรู้จักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้รู้ท่านก็ให้รู้ภูมิธรรมของพระพุทธเจ้า อาตมาเองก็ศึกษามาหลายชาติก็มีของตัวเอง ซึ่งไม่ได้เป็นลูกศิษย์สำนักไหนไม่มีครูบาอาจารย์ รู้มาแต่ชาติปางก่อน พวกเขาก็ฟังไม่ขึ้น แต่พวกคุณไม่ติดใจเชื่อถือปฏิบัติตามได้ผล ในยุคนี้ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติก็มีสัตบุรุษหรือมีสยังอภิญญา หรือผู้อยู่ในฐานะของครูเกิด2,500 กว่าปีมาแล้ว ในยุคหลังนี้เสื่อมจนไม่มีสัตบุรุษก็เลยเสื่อมไปเรื่อยๆ เสื่อมจนไปยึดผิดเป็นถูก ออกป่าเขาถ้ำ พวกเดียรถีย์คืออาจารย์ใหญ่ที่พานั่งหลับตาทั้งหลายของชาวพุทธ อาตมาก็ต้องมารื้อ ว่ามันคือความเสื่อม เราพูดถึงวิชชาจรณะ ในอัมพัฏฐสูตรขออธิบายดักหน้าไป ข้อ 163 จะถึงตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มันเสื่อมมากแล้ว 630603_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 8

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน