ความว่างอะไรที่เหลือความว่างอะไรที่มี.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.91 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

ความว่างอะไรที่เหลือความว่างอะไรที่มี สู่แดนธรรม..พ่อท่านอธิบายค้าง เรื่องความว่างอะไรที่เหลืออยู่ ความไม่ว่างอะไรที่ไม่มี พ่อครูว่า..ความจริงมันชัดเจนความจริงมันสุดยอดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคำว่า มีกับไม่มี พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 16 พระไตรปิฎก ข้อ [43] พ่อครูว่า...อุบายคือเครื่องปฏิบัติที่จะออกจากความยึดถืออุปาทาน อุปาทานที่หนักที่สุดคืออภินิเวส แปลว่า ยึดอย่างลงหลักปักแหล่ง อุปาทานคือยึดมั่นถือมั่น อภินิเวส คือยึดอย่างตอกเสาเข็มเลย ลงฐานรากแน่นเลยไม่ถอดไม่ถอนเลย อุปาทานพอเรียนรู้ได้ แต่พระ อริยสาวกไม่ตั้งอยู่ซึ่งอุบายนั้นอันเป็น อภินิเวส และอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อันนี้คืออุปาทาน พระอาริยสาวกนั้นบรรลุแล้วจะมีความเชื่อโดยไม่ต้องเชื่อคนอื่นเลย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) เป็น 2 เสมอ ใครตีเทวะไม่แตกก็จะอยู่ในสายเทวนิยมเป็นพระเจ้า ส่วนสายพุทธนั้นจะมาตีเทวะแตกแล้วจะรู้จักพระเจ้า สุดท้ายดับพระเจ้าได้ เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ ศาสนาเทวนิยมนั้นยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า เพราะดับอัตตาสูญ แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไป ไม่เกิดอีกเลยไม่เหลือเชื้อ แต่ทางโน้นดับไม่ได้ก็เลยต้องอยู่ไปนิรันดร ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้าจะลงนรกขึ้นสวรรค์ก็อยู่ที่พระเจ้าจัดการ ไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวเอง เป็นศาสนาที่ไม่พ้นความเป็นทาส อย่างน้อยที่สุดก็เป็นทาสพระเจ้า แต่ศาสนาพุทธนั้นไม่มีใครให

อ่านต่อ

ญ่กว่าเรา พระเจ้าไม่มี ศาสนาเทวนิยมจำนน ตีธาตุอัตตาอาตมันตัวเองไม่ได้ จำนน จึงกลายเป็นเทวนิยม เป็นศาสนาที่จะต้องมีจิตวิญญาณนิรันดร ดับจิตวิญญาณของตนเองไม่ได้ นี่คือจุดสำคัญระหว่างเทวนิยมกับ อเทวนิยม คนที่ไม่รู้มีอวิชชานั้นมีจำนวนมาก คนมีวิชชารู้ถ้วนรอบมีจำนวนน้อยคือคนศาสนาพุทธ ของพุทธหนึ่งเดียวสมบูรณ์แบบครบหมดแล้ว คุณจะอยู่นานแบบเขาก็ได้ เป็นพระอวโลกิเตศวร บรรลุแล้วแต่ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะอยู่ไปอีกกี่ล้านล้านล้านล้านปี ก็อยู่ไปสิ นี่คือสิ่งที่มี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ)

คนที่ดับโลกได้โลกมันจะหมุน คุณก็ดับโลกของคุณได้ไม่ให้หมุน แต่อย่าไปดับโลกของคนอื่น โลกคือจิตของคุณที่หลงก็หมุนไม่หยุด แต่เมื่อมีปัญญาอันยิ่งแล้ว จะเร็วเท่าไหร่ก็จับได้ทัน จับได้แล้วจะหมุนอยู่กับโลกอย่างไรก็ไม่ว่า แต่ต้องเรียนรู้ว่าที่หมุนอยู่อย่างนี้จิตของคุณ จิตตัวเองเป็นจิตที่อยู่อย่างมีภัยหรือมีโทษ กลิ หรือไม่ ต้องเรียนรู้ความเป็นโทษภัยในกายในจิต แล้วล้างตัว กลิ ตัวกาลีให้หมด พอล้างหมดจบ คุณก็ชื่อว่าเป็นโลกที่ไม่มี แต่คุณก็จะต้องอยู่กับโลกที่ยังมี เพราะยังมีความเป็นชีวิต

(ต่อ) โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัยอันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ [44] ดูกรกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ 1 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่ ๒ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒ นั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ อาตมาพูดไปกระแทกอย่างไรเขาก็ไม่ตื่นมารู้ หากอาตมาพูดไป เขารู้สึกว่าถูกด่าได้นี่ก็ประสพผลสำเร็จแล้ว ผู้ที่รู้สึกได้ที่อาตมาสอนอาตมาอธิบายความจริง เอามาเปิดเผยแล้วก็รับรู้ได้เข้าใจ เรารู้ตัวว่าเราเกิดมาในชีวิตนี้ต้องมาเอาอย่างนี้ พวกคนที่รู้อย่างนี้ก็มาเอาอย่างนี้จากแต่ก่อนมุ่งจะทางเอาลาภยศสรรเสริญโลกียสุขไป อย่างคุณจำลอง ตั้งแต่ไม่รู้จนกระทั่งตอนนี้รู้แล้วก็มาปฏิบัติจนถึงป่านนี้อายุ 85 86 เข้าไปแล้ว ไล่อาตมามาติดๆ ก็ขนาดนี้แล้วอะไรก็ทำมาหมดแล้วจะมีอะไรมากกว่านี้แล้ว นั่นล่ะ โลงเย็นเป็นที่หมาย วันใดวันหนึ่ง มาถึง คุณประยุทธ เชื้อจง เป็นพ่อของรอยทราย ดีรัตนา ตอนนี้คุณประยุทธตายแล้วนอนในโลงเป็นศพ ศพ นี้คือ สว สพ ส่วนเป็นตน คือ สก สว สย สามอย่าง สว มีพลังงานตัวที่ 4 สก คือพลังงานตัวต้น ย ร ล ว ส ห ฬ อํ พยัญชนะเป็นสิ่งแทน ลึกละเอียด ยังรู้ไม่ครบ พูดถึงเรื่องประยุทธ ตกลงคำว่าประยุทธ อาตมานึกถึงคน 3 คน นี่ประยุทธคนหนึ่งตาย ตอนนี้อจินไตย ประยุทธตายแล้ว ประยุทธ์แปลว่าการรบ วันนี้สงบศึกแล้ว จำไว้นะ ยังเหลือธุลีละอองของโควิด ประยุทธ์หนึ่งจบไปแล้วเหลือประยุทธ์อีก 2 ประยุทธ์ประยุทธ์ 1 เป็นสมณะ อีกประยุทธ์เป็นนักรบ ชื่อพวกวกนี้จะลงตัวกับสภาวะให้อาตมาอาศัย ใช้ ยิ่งสมัยพระพุทธเจ้าแล้วจะมีหมดเลยคนนี้พระสารีบุตร คนนี้โมคคัลลานะ คนนี้อานนท์ เป็นชื่อที่บอกสภาวะธรรม สารีคือผู้ที่เต็มไปด้วยสาระ โมคคัลลานะคือมีฤทธิ์ กัจจายนะ คือผู้ขยายความละเอียดลออ อานนท์คือผู้รู้เยอะ กัสสปะคือจอมตัด ผู้เป็นจอมใหญ่ ยาวนาน ยึด เยอะ นี่ก็พูดคร่าวๆ ที่พูดไปไม่ได้เพ้อเจ้อ พล่อย แต่เป็นเรื่องลึกซึ้งเรื่องใหญ่ ก็ขอยืนยันกับพวกเรา อาตมาเป็นผู้ที่ศึกษาเป็นโพธิสัตว์ตัวจริง เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ที่ไม่มีใครรู้เท่า ตอนนี้เป็นไก่ตัวพี่ ในยุคนี้ อาตมามาเอง สยังอภิญญา มารับช่วงศาสนาพระพุทธเจ้าเพื่อจะสืบสานสารัตถะของศาสนาพระพุทธเจ้าให้ยืนยาวไปถึง 5,000 ปี

630609_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า อโศกรำลึก 2563 เข้าถึงความมีกับไม่มีก็ได้เวลาสงบศึก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน